พาณิชย์เผยส่งออก11 เดือนลด0.49%

พาณิชย์เผยส่งออก11 เดือนลด0.49%

"พาณิชย์"เผยมูลค่าส่งออกเดือนพ.ย.56 ติดลบ4% มูลค่า 1.87หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วน11เดือนยอดลด0.49% หวังทั้งปีเป็นบวก

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า ในเดือนพ.ย.56 การส่งออกมีมูลค่า 18,757.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 4.08% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้ามีมูลค่า 19,314.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 8.60% ทำให้พ.ย.ดุลการค้าขาดดุล 557 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในช่วง 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) ปี 2556 การส่งออกมีมูลค่า 210,090.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 0.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้ามีมูลค่า 231,997.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.22% ส่งผลให้ 11 เดือนดุลการค้าขาดดุล 21,907.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“ในปี 2556 ถ้าจะให้มูลค่าการส่งออกขยายตัวเป็นบวกเมื่อเทียบกับปี 2555 ในเดือนธ.ค.จะต้องได้มูลค่า 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงจะทำให้ยอดทั้งปีโตได้ 0.2% แต่ถ้าไม่ถึง หรือได้เพียง 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งปีจะติดลบทันที 0.06% ซึ่งจะเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 52 ที่ติดลบ 14.26% ด้วยมูลค่า 152,426 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แต่เราก็อยากให้มูลค่าขยายตัวเป็นบวกมากกว่าติดลบ” นางศรีรัตน์กล่าว

สำหรับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนต.ค.56 นั้น นางศรีรัตน์ กล่าวว่า แม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกของไทย เพราะผู้ผลิตและผู้ส่งออก ยังสามารถผลิตสินค้าและส่งออกได้ตามคำสั่งซื้อ เนื่องจากการขนส่งยังไม่ถูกปิดกั้น เช่น สนามบิน หรือท่าเรือ ยังไม่ถูกปิด แต่ก็มีผลกระทบทางจิตวิทยา เพราะ ทำให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก ชะลอการลงทุนเพิ่ม และผู้นำเข้ารายสำคัญ ที่มักวางแผนการสั่งซื้อล่วงหน้าเป็นเวลานาน ก็จะชะลอการสั่งซื้อได้ ซึ่งจากการสอบถามผู้ส่งออกรายสำคัญ แจ้งว่า หากปัญหาการเมืองยังไม่ยุติลง ก็น่าจะกระทบต่อการส่งออกไปจนถึงกลางปีหน้า

นางศรีรัตน์ กล่าวต่อถึงแนวโน้มการส่งออกของไทยในปี2557 ว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์เศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้ 3.6% โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัว 2.6% จีน ขยายตัว7.3% ญี่ปุ่น ขยายตัว 1.2% สหภาพยุโรป ขยายตัว 1.3% ซึ่งน่าจะทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้มากกว่าปี 2556 โดยหน่วยงานต่างๆ ของไทยได้คาดการณ์ตั้งแต่เดือนต.ค.2556 ว่าการส่งออกไทยจะขยายตัวได้ 7.0-8.1% ส่วนกระทรวงพาณิชย์ ปกติจะคาดการณ์มากกว่าหน่วยงานอื่น เพื่อเป็นเป้าหมายการทำงาน แต่เมื่อเดือนพ.ย.2556 ได้คาดจะขยายตัวได้ 5% แต่ยังไม่ถือเป็นเป้าหมายอย่างเป็นทางการ เพราะจนถึงขณะนี้ ปัจจัยต่างๆ ที่กระทบต่อการส่งออก ยังไม่นิ่ง คงต้องคาดการณ์ใหม่อีกครั้งหลังได้รัฐบาลใหม่แล้ว

โดยสาเหตุที่ทำให้มูลค่าการส่งออกเดือนพ.ย.2556 ลดลงมากถึง 4.08% มาจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวค่อนข้างช้ากว่าที่คาดการณ์ ปัญหาการพัฒนาเทคโนโลยีของสินค้าอุตสาหกรรมหลายรายการที่ยังไม่ก้าวหน้า และมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว จนเกิดสินค้าดาวร่วง ปัญหาผลผลิตสินค้าเกษตรที่มีมากขึ้น และฉุดให้ราคาตกต่ำทั่วโลก ทั้งนี้ ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าหมวดเกษตร/อุตสาหกรรม ลดลง 2.5% จากการลดลงของสินค้าสำคัญ เช่น ข้าว ลดลง 25.7%, กลุ่มสินค้าอาหาร หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยอาหารทะเลแช่แข็ง/แปรรูป (ไม่รวมกุ้ง) ลดลง 6.2% กุ้งแช่แข็งและแปรรูป ลดลง 25.9% ในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น แคนาดา ออสเตรเลีย เพราะปัญหาผลผลิตตกต่ำจากโรคตายด่วน ผักและผลไม้ ลดลง 2.8%

ขณะที่สินค้าหมวดอุตสาหกรรม ลดลง 5.2% จากการลดลงของอย่างต่อเนื่องของเครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ 5.3% เป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ในตลาดอินเดีย เบลเยี่ยม มาเลเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี), ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ ลดลง 12.3% หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในตลาดญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ซาอุดิอาระเบีย, วัสดุก่อสร้าง ลดลง 44.2%, อัญมณีและเครื่องประดับ ลดลง 22.9% หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ในตลาดฮ่องกง สหรัฐฯ ยูเออี และเบลเยี่ยม, ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลดลง 1.7% หดตัวในตลาดออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ และผลิตภัณฑ์ยาง ลดลง 5.3% ส่วนสินค้าหมวดอื่นๆ ลดลง 1.5% จากการลดลงของเคมีภัณฑ์ 3.7%

ส่วนตลาดส่งออกของไทยนั้น ตลาดดั้งเดิม ขยายตัว 3.1% โดยสหรัฐฯ ขยายตัว 5% ยุโรป (15ประเทศ) ขยายตัว 5.9% ยกเว้นญี่ปุ่น ที่ลดลง 1%, ตลาดศักยภาพสูง ลดลง 2.9% จากการลดลงของ อาเซียน (9ประเทศ) 2.2% เอเชียใต้ (8ประเทศ) ลดลง21.5% ฮ่องกง ลดลง 16.1% เกาหลีใต้ ลดลง 10.3% ยกเว้น อินโดจีน เพิ่ม 17.3% จีน เพิ่ม 8.5% ไต้หวัน เพิ่ม 6.5% ขณะที่ตลาดศักยภาพระดับรอง ลดลง 8.7% จากการลดลงของทวีปออสเตรเลีย 12.1% แอฟริกา 32% และตลาดอื่นๆ ลดลง 70.5% จากการลดลงของสวิตเซอร์แลนด์ 73.9% สำหรับการนำเข้าเดือนพ.ย.56 ที่ลดลง 8.6% นั้น เป็นการลดลงในสินค้าหมวดอาวุธยุทธปัจจัยและสินค้าอื่นๆ 46.2% หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง ลดลง30.7^ หมวดอุปโภคบริโภค ลดลง 4.2% หมวดวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป ลดลง 7.3% หมวดทุน ลดลง 18.2% ยกเว้นเชื้อเพลิง ที่เพิ่มขึ้น 16.3%