โบอิงปรับการผลิตรับความต้องการเอเชีย

โบอิงปรับการผลิตรับความต้องการเอเชีย

โบอิงปรับการผลิตรับความต้องการเอเชีย หลังดีมานด์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปริมาณเครื่องบินรอส่งมอบเพียบ

พนักงานในโรงงานผลิตเครื่องบินอันกว้างใหญ่ของโบอิง ในเมืองเรนตัน ใกล้กับเมืองซีแอตเติลของสหรัฐ ช่วยกันประกอบปีกเครื่องบิน เครื่องยนต์ และที่นั่งโดยสารบนเครื่องบิน ท่ามกลางลำตัวขนาดใหญ่โตของเครื่องบินรุ่น 737-800 ซึ่งหนึ่งในเครื่องบินที่เริ่มกระบวนการประกอบเป็นของสายการบิน ซิลค์แอร์ แห่งสิงคโปร์

ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตของโบอิง "นายเอริค เนลสัน" กล่าวในระหว่างพาผู้สื่อข่าวชมโรงงานผลิตว่า ตัวเขาต้องใช้เวลาตรวจสอบคุณภาพการผลิต 10 วัน โดยในแต่ละวันทำการตรวจสอบทีละจุด ก่อนส่งต่อไปเข้ากระบวนการทดสอบเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เพื่อให้พร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าต่อไป

นายเนลสันระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโรงงานที่เรนตันทำการผลิตเครื่องบินรุ่น 737 ด้วยจำนวน 38 ลำต่อเดือน สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 42 ลำต่อเดือน ในเมษายนปีหน้า หลังทำการยกระดับสายการผลิตให้รองรับการผลิตเครื่องบินรุ่นใหม่ 737-แม็กซ์ ที่จะเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าภายในปี 2560

ทั้งนี้ ปริมาณเครื่องบินที่ผลิตจากเรนตันราว 70% เป็นการผลิตเพื่อขายให้กับตลาดระหว่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดเอเชีย ที่สายการบินจำนวนมากกำลังขยายความสามารถในการรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เป็นคนชั้นกลาง ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยลูกค้ารายใหญ่ของโบอิงในเอเชีย คือ ไลออนแอร์ของอินโดนีเซียและไชนา เซาเธิร์น แอร์ไลน์ ที่ได้รับมอบเครื่องบินรุ่น 737 ในปีนี้ไปแล้ว 22 และ 27 ลำ ขณะที่สายการบินซิลค์แอร์ ก็เป็นลูกค้าหลักเช่นเดียวกัน หลังจากเมื่อปีที่แล้ว สั่งซื้อเครื่องบินรุ่น บี737 รวม 54 ลำ ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ 737-แม็กซ์ จำนวน 31 ลำ

อย่างไรก็ตาม ด้วยปริมาณความต้องการเครื่องบินโดยสารเพื่อการพาณิชย์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจผลิตเครื่องบินต้องเผชิญกับสภาพปริมาณเครื่องบินรอส่งมอบที่ค้างส่งอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจประจำเอเชียของโบอิง "นายไมค์ นูนส์" ชี้แจงว่า ไม่เพียงแต่โบอิงที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การผลิตที่จำนวนเครื่องบินสั่งซื้อค้างส่งอยู่จำนวนมาก เนื่องจากคู่แข่งอย่างแอร์บัสก็ประสบชะตากรรมแบบเดียวกัน

นายนูนส์ เพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน โบอิงไม่มีแผนการขยายอุปกรณ์การผลิตหรือสร้างโรงงานเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เพียงแต่นำเทคโนโลยีมาปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพ รวมถึงกระบวนการผลิตให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เท่านั้น

โบอิง ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากปริมาณความต้องการในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งนายนูนส์ปิดท้ายว่า ตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงปี 2575 จะส่งมอบเครื่องบินใหม่มูลค่ารวม 4.8 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ที่นั่งโดยสารแถวเดียวอย่างรุ่น 737 ประมาณ 47% พร้อมกับที่ปริมาณการเดินทางท่องเที่ยวทางอากาศในเอเชีย-แปซิฟิก จะขยายตัวประมาณ 6.2% ต่อปี ในช่วงอีก 20 ปีข้างหน้านี้