เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้อย่างใจฝัน

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้อย่างใจฝัน

ปีใหม่แล้ว บางครอบครัวอาจกำลังคิดถึงการให้ของขวัญวันปีใหม่กับลูกน้อยกันบ้างแล้วใช่ไหมคะ

ผู้เขียนมีโอกาสได้คุยกับคุณพ่อคุณแม่หลายท่านถึงการวางแผนระยะยาวให้กับลูกน้อย บ้างก็ว่า จะซื้อกองทุน บ้างก็ว่าจะซื้อประกันชีวิต บ้างก็ว่าจะซื้อเป็นของเล่นให้ ตอบไม่เหมือนกัน แต่เหนือสิ่งอื่นใดแล้ว คำตอบที่ได้ยินเหมือนกันก็คือ

อยากให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตเมื่อโตขึ้น

คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คุณพ่อคุณแม่แทบทุกคนอยากให้ลูกประสบความสำเร็จ แต่คำว่าประสบความสำเร็จนี้ แต่ละคนก็แปลความหมายไม่เหมือนกัน และแม้แต่ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษเองก็ยังแปลคำว่า Success คือ attaining

wealth, fame, or prosperity

แต่สำหรับผู้ที่ทำงานคลุกคลีกับเด็กยิ่งโดยเฉพาะเด็กพิเศษเช่นผู้เขียนแล้ว คำว่าประสบความสำเร็จนี้แปล แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ

เมื่อสมัยที่ทำงานอยู่ที่อเมริกานั้น ผู้เขียนได้รับกระดาษจากอาจารย์มา 1 แผ่น ซึ่งมีข้อความถึงการวัดความสำเร็จของเด็ก 1 คน ในกระดาษนั้น ถูกเขียนด้วยลายมือไว้ว่า ความสำเร็จของเด็กจะมีได้นั้น หาได้เกิดจากการที่เด็กไขว่คว้าจากข้างนอกไม่

แต่เกิดจากคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครอบครัว ผู้ดูแล หรือแม้แต่หมอ ครู ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่จะต้องสัมผัสกับเด็กคนนั้น คนที่จะประสบความสำเร็จไม่ได้วัดจากเงินทองหรือชื่อเสียง เพราะสิ่งนี้เกิดจากปัจจัยภายนอก

แต่วัดจาก วิธีคิด การแสดงออก สิ่งที่เด็กเป็นจริงๆ ไม่ใช่แค่สิ่งที่เด็กทำ เด็กที่ผ่านกระบวนการสั่งสอน ดูแล อบรม และที่สำคัญคือให้โอกาส มักจะเป็นเด็กที่ประสบความสำเร็จเมื่อโตขึ้น

ตรงปลายท้ายกระดาษ อาจารย์เขียนไว้เป็นข้อๆ ว่า นอกเหนือจากการดูแลรักษาให้คำปรึกษาคุณพ่อคุณแม่แล้ว สิ่งที่เราควรจะทำและควรแนะนำวิธีคิดนี้แด่ผู้ปกครองถ้าอยากให้เด็กประสบความสำเร็จจะต้อง…

1. สอนให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นๆ ไม่ใช่แค่พวกพ้องของตนเอง

2. สอนให้เด็กรู้จักคำว่า สงสาร เห็นใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา

3. สอนให้เด็กมีความสุภาพ อ่อนโยน

4. สอนให้เด็กคิด อย่าสอนให้ท่องจำ

5. สอนให้เด็กดูแลสุขภาพของตัวเองด้วยตนเอง

6. สอนให้เด็กตัดสินใจ โดยมีหลักการทางศีลธรรมเป็นพื้นฐาน แต่ไม่ใช่การบังคับ

7. สอนให้เด็กมีความมั่นใจในการตัดสินใจนั้น

8. สอนให้เด็กมีทัศนคติที่ดีและเหมาะสมต่อเพศตรงข้ามและเพศของตนเอง

9. สอนให้เด็กรู้จักสื่อสารอย่างเหมาะสม ถูกกาละ เทศะ และบุคคล

10. สอนให้เด็กมีทัศนคติในแง่บวกเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ที่ดี

คุณพ่อคุณแม่บางท่านตั้งคำถามว่า แล้วการหวังให้ลูกรวยและดัง ต่างจากความคิดเรื่องการประสบความสำเร็จอย่างไร จริงอยู่ว่า ใครๆ ก็อยากรวยและดังค่ะ ทำอะไรสักอย่างให้ดังขึ้นมาเงินทองชื่อเสียงจะไปไหน แถมอาจให้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เสียด้วย

คนบางคนกว่าจะประสบความสำเร็จต้องใช้เวลาแทบทั้งชีวิตฝึกและฝนจนกระทั่งเกิดความชำนาญ เช่น ไมเคิล เฟล์ปป นักว่ายน้ำอันดับหนึ่งของโลกที่เมื่อครั้งหนึ่งเคยถูกวินิจฉัยว่าเป็นเด็ก ADD (Attention Deficit Disorder) และต้องรับประทานยาจนกระทั่งอายุ 9 ขวบ

วันหนึ่งคุณพ่อพาเขาไปว่ายน้ำ แล้วเขาชอบมากกับการว่ายน้ำ จึงซ้อมทุกวัน จนวันนี้เราเห็นเขายืนรับเหรียญทองในการแข่งขันว่ายน้ำโอลิมปิก เช่นเดียวกัน คนบางคนอาจต้องยอมเสียสละเวลาของตัวเองในการต่อสู้เรียกร้องเพื่อทำให้โลกนี้ดีขึ้นน่าอยู่ขึ้น

เช่น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ เจ้าของวลี I Have A Dream ด้วยความหวังว่าวันหนึ่งคนอเมริกันจะมีความเท่าเทียมกันไม่มีการแบ่ง แยกสีผิวกันอีก ด้วยหลักสันติอหิงสาทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เป็นบุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์ หรือแม้แต่ได้รับเหรียญแห่งอิสรภาพของประธานาธิบดี

แต่ในท้ายสุดก็มักจะพบว่า เรากลับได้อ่านข่าวของคนที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จในด้านชื่อเสียงเงินทอง แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเลยในชีวิตส่วนตัว บางคนถูกฟ้อง บางคนติดยาเสพติด บางคนฆ่าตัวตายทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงรุ่งเรืองขีดสุดเสียด้วยซ้ำ

ผู้เขียนเคยถามมุมมองของอาจารย์ว่า คนที่จะประสบความสำเร็จจริงๆแล้วเป็นอย่างไร อาจารย์ตอบว่า “If you want to know how much wealth your have, count your friends when you have nothing.” อาจารย์เน้นย้ำว่า พ่อแม่ทุกคนมีสิทธิ์ฝัน แต่ฝันนั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้น ถ้าไม่ได้ลงมือทำ

ฝันว่าเด็กจะดีจะเก่ง แต่ยัดเยียดความคิดแง่ลบให้กับเขา เขาจะดีจะเก่งได้อย่างไร สิ่งที่เรากำลังทำคือการทำให้เด็กคนหนึ่งคิดต่างจากสิ่งที่คนอื่นพยายามยัดเยียดให้เขาคิดว่า คุณค่าของเขาเกิดขึ้นจากสิ่งที่เขาทำ

แต่เนื้อแท้แล้ว เรามองคุณค่าจากสิ่งที่เด็กเป็น เด็กที่เรียนได้เกรด 4 ไม่ได้หมายความว่าดีกว่าเด็กที่เรียนได้เกรด 2 ตราบใดที่เด็กทั้ง 2 คนได้พยายามทำเต็มที่และดีที่สุดแล้ว สำหรับผม (อาจารย์) เด็กทั้ง 2 คนมีคุณค่าแห่งความสำเร็จเท่าๆ กัน