การเมืองฉุดบาทร่วงเกินภูมิภาค

การเมืองฉุดบาทร่วงเกินภูมิภาค

ธปท.รับเงินบาทอ่อนค่ามากกว่าภูมิภาคจากปัจจัยการเมือง ระบุพร้อมเข้าดูแลไม่ให้ผันผวนแรง หลังแตะ 32.83 บาทต่อดอลลาร์ เชื่อแค่สถานการณ์ช่วงสั้น

นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวค่าเงินบาทวานนี้ (24 ธ.ค.) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.68 -32.81 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยอยู่ในทิศ ทางอ่อนค่าเช่นเดียวกับภูมิภาค แต่อาจจะมีการอ่อนค่ามากกว่าเล็กน้อย ซึ่งปัจจัยที่เข้ามากระทบมีทั้งปัจจัยภายนอกจากเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้น และปัจจัยภายในคือปัญหาการเมืองในประเทศ

"ปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนกว่าภูมิภาค มีทั้งจากภายนอกอย่างในเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐมีทิศทางที่ดีขึ้น และนักลงทุนมองว่า มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอีน่าจะปรับลดได้ต่อเนื่อง ทำให้ดอลลาร์แข็งค่ากว่าสกุลอื่น และปัจจัยภายในอย่างการเมืองในประเทศที่ยังมีความกังวลอยู่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า"

นอกจากนี้ในช่วงใกล้สิ้นปี การซื้อขายจะมีลักษณะเบาบางกว่าปกติ ทำให้มีเกิดความผันผวนค่อนข้างง่าย และหากมีปัจจัยเข้ามากดดันก็จะทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ ซึ่ง ธปท.ก็ดูแลอยู่ให้อยู่ในระดับที่ไม่ผันผวนจนเกินไป

ทั้งนี้มองว่าการที่เงินบาทอ่อนค่ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยปัจจัยภายในประเทศนั้น จะเป็นเพียงช่วงคราว แต่ยอมรับว่าปีนี้ค่าเงินจะมีความผันผวนมากขึ้น ซึ่ง ธปท.จะดูแลไม่ให้ผันผวนมาก เพื่อไม่ให้ตลาดตกใจ แต่โดยส่วนใหญ่จะปล่อยให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวยืดหยุ่นตามพื้นฐานเศรษฐกิจ หากมีความผันผวนมากขึ้นก็จะเอาใจใส่เป็นพิเศษ ซึ่ง ธปท.มองว่าไม่น่ากังวล

อย่างไรก็ตาม สำหรับการประเมินตลาดการเงินหลังจากที่สหรัฐจะปรับลดมาตรการคิวอีในปีหน้า ที่ผ่านมา ธปท.ก็ได้ทำการศึกษาและประเมินผลกระทบจากการปรับลดมาตรการคิวอีว่าจะส่งผลอย่างไรบ้าง ซึ่งผลกระทบในปัจจุบันนั้นยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ธปท.ประเมินไว้ ทำให้ไม่น่ากังวลมากนัก

ทั้งนี้เงินบาทเทียบดอลลาร์ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา อ่อนค่ามาแล้วเกือบ 2% โดยได้รับแรงกดดันจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะเริ่มปรับลดวงเงินคิวอี ตั้งแต่ต้นปีหน้า ขณะเดียวกัน ปัจจัยการเมืองในประเทศที่ยังคงยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอน ประกอบกับปริมาณการซื้อขายที่เบาบางลงในช่วงสิ้นปี ส่งผลให้เงินบาทในบางช่วง

อ่อนค่าลงค่อนข้างรวดเร็ว

โดยค่าเงินบาทปิดตลาดเย็นวานนี้อยู่ที่ 32.74 -32.78 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากระหว่างวันไปแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 4 ปี ที่ 32.81 บาทต่อดอลลาร์ และตั้งแต่ต้นปีนี้ บาทอ่อนค่ามาแล้วราว 6.5%

แนวโน้มต่างชาติชะลอลงตราสารหนี้

ขณะที่นายสุชาติ ธนฐิติพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาสมาคมตราสารหนี้ไทย กล่าวช่วงวันที่ 1-20 ธ.ค.ที่ผ่านมา ต่างชาติซื้อสุทธิ 2,267 ล้านบาท ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันมีตราสารหนี้ครบอายุ 10,955 ล้านบาท ทำให้มีเงินทุนไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ 8,689 ล้านบาท แต่หากนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (20 ธ.ค.56) มีเงินไหลเข้าสุทธิในตลาดตราสารหนี้อยู่ 4,295 ล้านบาท โดยต่างชาติมียอดถือครองตราสารหนี้อยู่ 713,139 ล้านบาท เป็นสัดส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นประมาณ 15% และตราสารหนี้ระยะยาว 85%

ทั้งนี้เข้าสู่ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี แรงซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติเบาบางลงเป็นปกติค่อนข้างชัดเจน คงเหลือแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศเป็นหลัก ทำให้อัตราผลตอบแทนของดัชนีพันธบัตรรัฐบาลในเดือนนี้ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักทั้งที่อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนของดัชนีพันธบัตรเคลื่อนไหวไม่มากนัก 0.01-0.02% เท่านั้น

"ผลกระทบของการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) จะมีผลต่อการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นซึ่งส่วนหนึ่งรับข่าวไปพอสมควรแล้ว แต่การลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวส่วนใหญ่จะเป็นมุมมองต่อภาพเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศมากกว่า ซึ่งต่างชาติยังคงเข้าลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวของไทยต่อเนื่อง แต่ก็มีแนวโน้มที่ชะลอตัวลง"

นายสุชาติ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติ แม้จะยังซื้อตราสารหนี้ระยะยาวต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มที่ชะลอตัวลงโดยในไตรมาสที่1 ซื้อประมาณ 83,000 ล้านบาท ไตรมาส 2 ซื้อ 39,000 ล้านบาท และไตรมาส 3 ขายไป 3,000 ล้านบาท ภาพการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ คงจะชัดเจนขึ้นปีหน้า เพราะจะรับรู้ผลกระทบของการชะลอมาตรการคิวอีอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนปัจจัยการเมืองในประเทศ ซึ่งตลาดมีความกังวลว่าหากไม่มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 อาจเป็นปัจจัยลบที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติได้เช่นกัน

มุมมองของนักลงทุนต่างชาติแม้จะเป็นนักลงทุนระยะยาวแต่หากไม่มีการเลือกตั้งเขาอาจจะขาดความมั่นใจไปได้ แต่ถ้ามีการเลือกตั้งผลจะออกมาเป็นอย่างไรนักลงทุนต่างชาติก็ยังมั่นใจขอให้การเปลี่ยนแปลงไปตามระบบเท่านั้นเอง ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งของตลาดตราสารหนี้ไทยด้วยเช่นกัน

"ด้วยเหตุที่มีสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ประกอบกับเป็นช่วงปลายปีที่นักลงทุนต่างชาติมักจะขายสินทรัพย์ที่ถืออยู่เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนในปี2557 ทำให้มีเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้อย่างต่อเนื่อง ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปีการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติคงเบาบางลงแล้วคงต้องมาดูกันในช่วงปีหน้าว่าจะเป็นอย่างไรอีกครั้ง"