แถลงการณ์ให้มีการปฏิรูปและเลือกตั้งควบคู่กัน

แถลงการณ์ให้มีการปฏิรูปและเลือกตั้งควบคู่กัน

แถลงการณ์ฉบับที่๔เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิรูปการเมืองกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการควบคู่กันไป

ตามที่ กป.ปส. พยายามต่อต้านขัดขวางการจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เพราะต้องการให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปประมาณ ๑ ปี พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีการแต่งตั้งคณะรัฐบาลคนกลาง-คนดี ขึ้นมาบริหารประเทศ และดำเนินการปฏิรูปการเมือง ตามที่ทราบกันแล้วนั้น

สหพันธ์ประชาชนเสรีเพื่อประชาธิปไตย( สปป.) และแนวร่วมประชาชนปกป้องประชาธิปไตย (นปป.)

ขอแสดงทรรศนะดังนี้

๑.การปฏิรูปการเมือง กับการเลือกตั้งฯ มิใช่คู่ขัดแย้ง ที่ประชาชนจะต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง หากแต่ทั้งสองเรื่องดังกล่าวต่างก็มีบทบาทในทางสนับสนุนซึ่งกันและกัน จึงไม่ต้องเลือกว่าจะเอาอย่างใดก่อน หรืออย่างใดหลัง ตามที่กป.ปส. พยายามชี้นำต่อสังคม โดยจัดให้สองเรื่องนี้เป็นคู่ขัดแย้งกัน แต่ตรงกันข้าม เราเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการทั้งการปฏิรูปการเมือง กับการเลือกตั้งฯ ควบคู่กันไป นับตั้งแต่การเสนอแนวนโยบายการปฏิรูปฯของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ส่งผุ้สมัครลงสนามเลือกตั้ง ตั้งแต่ช่วงการณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ทั่วไป ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

๒.การปฏิรูปการเมือง กับการเลือกตั้งฯ เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน เป็นรูปแบบและเนื้อหา เป็นกระบวนการและเป้าหมาย เป็นสิ่งที่มิอาจจะพรากออกจากกันได้ เพราะต่างกำหนดซึ่งกันและกัน ต่างส่งผลสะเทือนซึ่งกันและกัน ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเปรียบเสหมือนลมหายใจคู่กับร่างกาย ที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ เราจำเป็นต้องมีลมหายใจอยู่ตลอดเวลามิว่ายามหลับ หรือยาม ตื่น เราจึงมิอาจเห็นด้วยกับการเลื่อน การเลือกตั้งฯ ออกไปเกินกว่าที่ รัฐธรรมนูญ อนุญาต หากกระทำดังนั้นเท่ากับการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ไม่เคารพต่อ สิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

๓.ระบบประชาธิปไตย เป็นดั่งลมหายใจของสังคมที่ไม่อาจหยุดยั้งได้มิว่าเพื่อผลประโยชน์ของผู้ใด เพราะ ....

๓.๑ ระบอบประชาธิปไตย คือเนื้อดินอันอุดมที่พร้อมจะให้การปฏิรูปฯ ได้หยั่งรากลงไปอย่างมั่นคง ดังนั้น องค์กร หรือ สถาบันทางการเมืองใดๆ ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนการปฏิรูปฯ ควบคู่กับภาคประชาชน ล้วนจำเป็นต้องได้รับฉันทานุมัติจากกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งมิใช่การบีบบังคับ ปล้นชิงด้วยความป่าเถื่อน ล้มล้างหลักนิติรัฐนิติธรรม

๓.๒ กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ย่อมสามารถสะท้อนเจตจำนงค์ทางการเมือง ของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกองค์กร ตลอดทั้งปัจเจกบุคคล ได้โดยทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งจะทำให้เนื้อหาสาระในการปฏิรูปฯสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ขึ้นต่อประชาชน และรับผิดชอบต่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่โดยตรง พร้อมทั้งการเคารพต่อเสียงข้างน้อยด้วย

๓.๓ ในทางกลับกันหาก การปฏิรูปการเมือง จะต้องดำเนินการ ในสภาวะที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย คือ เป็นการบริหารโดยนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่มาจากการแต่งตั้ง โดยผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่มีหลักประกันอันใดเลยที่จะรับรองว่าดอกผลของการปฏิรูป จะก่อเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อประชาชน แม้กระทั่ง “มวลมหาประชาชน” ที่อุทิศตนเข้าร่วมการชุมนุมภายใต้การนำของ กป.ปส.ก็ไม่ได้รับผลตอบแทนอันใดที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย

๓.๔ การเลือกตั้งผู้แทนปวงชนในทุกระดับชั้น คือ รูปแบบพื้นฐานที่สุด ที่สะท้อนถึงการเคารพหลักการขั้นมูลฐานของระบอบประชาธิปไตย นั่นคือ “ ความเสมอภาคเท่าเทียมกันทางการเมือง” ซึ่งมีรูปธรรมในทางปฎิบัติที่คุ้นเคยกันดีนั่นคือ

"1 คน = 1 เสียง" และเป็นที่ยอมรับว่าเสียงข้างมากเป็นเสียงชี้ขาดไม่ว่ายากดีมีจน ไม่ว่าหญิงหรือชาย ไม่ว่าจะมีทรรศนะทางการเมืองเช่นไร ฯลฯ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน

ด้วยเหตุดังกล่าวมาแล้วนี้ สหพันธ์ประชาชนเสรีเพื่อประชาธิปไตย ( สปป.) และ

แนวร่วมประชาชนปกป้องประชาธิปไตย (นปป.) ขอประกาศยืนยันถึงความจำเป็นในการที่ประชาชนต้องมีสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย โดยต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน และปราศจากการแทรกแซงจาก “อำนาจนอกระบบเหนือกฎหมาย” เพื่อใช้อำนาจอธิปไตย ในการกำหนดอนาคตของประเทศ โดย ผ่านการเลือกตั้งฯ ๒ กุมภา ๕๗

ทั้งนี้ เพื่อใช้กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ดำเนินการปฏิรูปการเมือง สร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ในลำดับต่อไป

กป.ปส. ไม่มีสิทธิ์ผูกขาดการปฏิรูปฯ อำนาจอธิปไตยเป็นของทุกคน

ปกป้องการเลือกตั้ง ปกป้องประชาธิปไตย ด้วยความเด็ดเดี่ยวมั่นคง

สหพันธ์ประชาชนเสรีเพื่อประชาธิปไตย ( สปป.)

แนวร่วมประชาชนปกป้องประชาธิปไตย (นปป.)

แถลง ณ วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ อนุสรณ์สถานบ้านช่องช้าง อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ฯ