คาถา ก.ข.ค.ง.

คาถา ก.ข.ค.ง.

อาจารย์สุรัตน์ แห่งไบรท์ไซด์ พีเพิล แนะนำทฤษฎี Rational Emotive Behavior Therapy เสนอวิธีการรู้เท่าทันตัวเอง จัดการเรื่องลบๆ ได้ดีขึ้น

ทำอย่างไรเราจึงจะมองด้านดีหรือมุมบวกท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้าได้ พอฟังแบบนี้แล้วรู้สึกเลยใช่ไหมครับว่า พูดง่ายแต่ทำยาก อันนี้จริงครับ พอปัญหารุมเร้าเรามากๆ เราก็อาจท้อถอยง่าย เหนื่อยง่ายหรือบางครั้งก็รู้สึกว่า ทำอะไรก็ไม่ค่อยสำเร็จ จนในที่สุดกลายเป็นคนที่ซึมเศร้าหรือเครียดมากกว่าปกติ หรือไม่ได้ผลลัพธ์ในการดำเนินชีวิตอย่างที่เราต้องการ

ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่า เวลาที่เราเจอเหตุการณ์ที่แย่ๆ เช่น เมื่อมีคนพูดจาไม่ดีกับเราปุ๊บ เราก็เกิดอารมณ์ที่ไม่ดีตามมาเป็นเงาตามตัว และอาจสวนกลับไปบ้าง เช่น ด่ากลับหรือทำร้ายเขากลับ บ้างก็อาจจะเดินหนีไปเลย หรืออาจจะเงียบอย่างเดียว แต่เก็บความโกรธไว้ในใจ ขึ้นอยู่แต่ว่าแต่ละคนจะตอบสนองอย่างไร

พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อมีเหตุการณ์ลบๆ ความรู้สึกลบก็จะตามมาทันที แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเรามาจับภาพสโลโมชั่นในกระบวนการการทำงานของสมอง มันเป็นแบบนี้ครับ เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ ความคิด ไม่ใช่ ความรู้สึก ความคิดที่ว่ามาจากการที่เราตีความเหตุการณ์นั้นว่าเป็นอย่างไร พอตีความเสร็จ ความรู้สึกจึงตามมา จากนั้นจึงเกิดการกระทำบางอย่างเป็นการตอบสนอง

ที่ผมพูดแบบนี้เพราะว่า Albert Ellis บิดาทางจิตวิทยาสายหนึ่งที่เรียกว่า เหตุผล ความรู้สึกและพฤติกรรม (Rational Emotive Behavior Therapy) ได้นำเสนอวิธีการรู้เท่าทันตัวเอง ช่วยให้สามารถเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งที่เป็นปัญหา เพื่อให้มองเห็นตามสภาพความเป็นจริง

Albert Ellis เรียกวิธีการนี้ว่า A-B-C-D แต่ผมจะเรียกแบบไทยๆ ว่า ก. ข. ค. ง.

ก.ย่อมาจาก “เกิดเหตุ” ก็คือเหตุเกิดขึ้น ข.ก็คือ “เขตความคิด” เมื่อเหตุเกิดขึ้นมาก็เข้าสู่เขตของความคิด ค. คือ “คล้อยตามจิต” มันมีความคิดบางอย่างที่คล้อยตามจิต เช่น เห็นหนูแต่ไปตีความว่าเป็นช้าง และสุดท้าย ง.คือ หงุดหงิด คิดสงสัย เริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นหรือ? เริ่มหงุดหงิดและคิดสงสัยในความคิดของตัวเองนั่นเอง

ยกตัวอย่าง หัวหน้าบอกให้เราไปพูดนำเสนองานต่อผู้บริหารระดับสูง หลายๆ ท่านพอได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกเป็นยาขม รู้สึกทันทีว่าเป็นหายนะ ไม่อยากทำ อยากจะลาป่วยกะทันหัน เพราะคราวก่อนมีคนเจอคำถามมากมายจากท่านๆ จนเสียความมั่นใจในตัวเองไปเลย ก็เลยกลัวว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ

ความรู้สึกเกิดขึ้นก็คือ กลัว และอาจจะเกิดความกังวล เครียด หาทางปฏิเสธหรือถ้าต้องทำจะทำได้ไม่ดี เพราะคิดไปแล้วว่าทำได้ไม่ดี ผลมันออกมาก็จะไม่ดีแน่นอนครับ ทีนี้เอาใหม่นะครับถ้าเปรียบเทียบกับกระบวนการ ก.มีเหตุเกิด เหตุที่เกิดขึ้นคือ เราจะต้องไปนำเสนองานกับผู้บริหาร แล้ว ข.เขตความคิด คืออะไร ถ้าเราตามให้ทันจะรู้ว่า ก่อนที่ความรู้สึกกลัวจะเกิด มันมีการตีความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ต้องไม่ดีแน่ๆ เหมือนคนก่อนที่เคยทำไปแล้ว คราวนี้เราคงมีปัญหาเหมือนกันแน่ๆ พอเราคล้อยตามจิต (ค.) คล้อยตามความคิด ก็เกิดอารมณ์ความรู้สึกกลัว นำไปสู่ความกังวลและความเครียดตามลำดับ เลยอยากจะหลีกหนีหรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็อาจจะประหม่า โอกาสได้ผลงานที่ไม่ดีก็มีสูง

สามส่วนนี้เกิดขึ้นแน่นอนถ้าเราไม่ทำอะไรกับมันเลย แต่ตอนนี้เราจะมาที่ ง. ที่เรียกว่า หงุดหงิดคิดสงสัย หงุดหงิด ง. จะมาจัดการกับตัว ข. ที่ชื่อว่า เขตความคิด ง.จะตั้งคำถามกับตัวเองว่า จริงหรือที่ต้องเป็นอย่างนั้น ลองวิเคราะห์เหตุการณ์ของคนก่อนที่ทำได้ไม่ดีเป็นเพราะอะไร ก็อาจจะเป็นเพราะว่าเวลาเตรียมตัวน้อย ผู้บริหารบางคนที่ร่วมประชุมคราวแล้วแต่คราวนี้ไม่ได้เข้า

หรือย้อนกลับมาลึกไปกว่านั้นก็คือว่า สิ่งที่เราต้องไปนำเสนอคราวนี้เป็นงานถนัดของเรา ถ้าเปรียบเทียบกับคนที่แล้วซึ่งทำในสิ่งที่ไม่ถนัด ประกอบกับมีเวลาเตรียมตัวน้อย แต่คราวนี้เรามีเวลาเตรียมพร้อมมากกว่าและงานถนัดกว่า แล้วจริงหรือที่ผลลัพธ์ต้องออกมาเหมือนกันคือไม่ดี

เห็นไหมครับว่า ตอนนี้ ง.ของเราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง รู้สึกหงุดหงิดแล้ว ตอนนี้แหละครับ เราจะเกิดกระบวนการรู้เท่าทันความคิดตัวเอง แล้วไปเปลี่ยนความคิดใหม่ จากนั้นพอความคิดเปลี่ยนไป เป็นไปได้ครับว่าอารมณ์ที่ตามมาก็จะดีขึ้น รู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้นและมีสติอย่างแท้จริงว่า จะต้องทำอะไรต่อไปมากกว่าการจมปรักอยู่กับความกังวลนั่นเอง

นี่คือเทคนิคที่เรียกว่า ก-ข-ค- ง คุณผู้อ่านสามารถสังเกตตัวเองในระหว่างวันได้ โดยมีสมุดโน้ตเล็กๆ คอยบันทึกว่า ในแต่ละวันที่เจอเหตุการณ์ลบๆ ความรู้สึกอะไรที่เกิดขึ้น แล้วเรามีอารมณ์อะไรตามมา ลองจดบันทึก ก ข ค ง ดูนะครับ แล้วก่อนนอนแต่ละวันก็ทบทวน ก ข ค ว่าเป็นอะไรบ้างในแต่ละสถานการณ์ แล้วสุดท้าย ง จะทำอะไร หลังจากนั้นเราก็มีโอกาสได้ฝึกแล้วลองเอาตัว ง ไปแก้ ข เป็นเรื่องๆ ไป เมื่อทำบ่อยขึ้นก็จะสามารถทำได้เองอย่างเป็นอัตโนมัติมากขึ้นเมื่อสถานการณ์มาถึง โดยไม่ต้องทำการบ้านย้อนหลังแบบนี้

ลองดูนะครับ ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านจะมีความสุขในการดำเนินชีวิตมากขึ้น เพราะสามารถจัดการเรื่องลบๆ ที่เกิดจากความคิดและอารมณ์ของเราได้ดีขึ้นครับ

* สุรัตน์ โพธิปราสาท [email protected] บริษัท ไบรท์ไซด์ พีเพิล จำกัด