อย่าให้ความแตกต่างกลายเป็นความขัดแย้ง | เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

อย่าให้ความแตกต่างกลายเป็นความขัดแย้ง | เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่เจอกับความขัดแย้งของคนในชาติ  ถ้าย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา สังคมที่สามารถก้าวไปข้างหน้า  เช่น  สหรัฐอเมริกา  ฝรั่งเศส  ญี่ปุ่น  เยอรมนี  มาเลเซีย  อินโดนีเซีย  ล้วนแต่เคยเจอเรื่องแบบนี้ทั้งนั้น

เพราะนี่คือส่วนหนึ่งของการปรับตัวของสังคมให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไป สงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกาช่วงปี พ.ศ. 2404-2408  เพื่อเลิกทาส  ซึ่งก่อให้เกิดความไม่พอใจกับผู้เสียประโยชน์   โดยเฉพาะนายทุนเจ้าของที่ดินในทางใต้  ที่มองว่า  ทาสเป็นเพียงทรัพย์สิน  คนผิวดำและคนที่ไม่ใช่คนผิวขาว  มีฐานะทางสังคมต่ำกว่าคนผิวขาว  

ความไม่พอใจนี้  ทำให้รัฐทางใต้เจ็ดรัฐประกาศแยกตัวเป็นอิสระ  เจมส์  บูแคนัน  ซึ่งกำลังจะลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี  และอับราฮัม  ลินคอล์น  ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่  ต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า  จะไม่ยอมให้รัฐทั้งเจ็ดแยกตัว  หากยืนยันจะแยกตัว  ก็จะถือว่าเป็นกบฏ  ต้องถูกปราบปราม

แม้ว่าสุดท้าย  ลินคอล์นเป็นผู้กำชัยชนะ  แต่บ้านเมืองก็บอบช้ำไม่น้อย  มีคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก  ถึงทาสจะได้รับอิสระ  แต่ก็มีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น  มีโอกาสทางสังคมน้อยกว่าคนผิวขาว  และทัศนคติเชิงลบของคนผิวขาวที่มีต่อคนผิวดำและคนผิวสีก็ไม่ได้จางหายไปทันที  อเมริกาต้องใช้กว่าร้อยปี  กว่าจะเยียวยาบาดแผลทางสังคมนี้ให้ลดลงได้  

ความขัดแย้งนี้ถือเป็นการนับหนึ่งในการสร้างความเท่าเทียมกันของกลุ่มคนต่างๆ  ไม่เฉพาะแต่คนผิวสี  แต่ยังรวมไปถึงการเรียกร้องความเท่าเทียมกันของหญิงและชาย  ความเท่าเทียมกันของโอกาสที่จะเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ  เพื่อให้ทุกคนมีระดับความเป็นอยู่ขึ้นต่ำใกล้เคียงกัน  

ใครจะไปคิดว่า  วันหนึ่งประเทศอเมริกาจะมีประธานาธิบดีที่ไม่ใช่คนผิวขาว  และก็เป็นไปได้ว่า  อีกไม่นาน  ประธานาธิบดีของอเมริกาอาจเป็นผู้หญิงก็ได้

มาเลเซีย  ซึ่งตอนนี้รายได้ต่อหัวนำหน้าเราไปแล้ว  ก็เคยเจอกับปัญหาทำนองเดียวกัน  หลังสงครามโลกครั้งที่สอง  เมื่ออังกฤษเริ่มถอนตัวออกจากมาเลเซีย  เค้าลางของความรุนแรงก็เริ่มก่อตัวขึ้น  เพราะมาเลเซียประกอบไปด้วยคนสามเชื้อชาติ  คนมาเลย์  คนจีน  และคนอินเดีย  

อำนาจการบริการจัดการรัฐตกอยู่กับคนมาเลย์  คนจีนกุมอำนาจทางเศรษฐกิจ  คนอินเดียกลายเป็นชนชั้นแรงงาน  การถอนตัวไปของอังกฤษทำให้สามเชื้อชาติต่อสู้แก่งแย่งกันเพื่อหาประโยชน์จากภาวะสุญญากาศนั้น  มีการเสียเลือดเนื้อกันไม่น้อย  เมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังถูกหว่านไว้ในใจของทุกคน

    แม้ว่าความขัดแย้งนี้ยังไม่หายไปจนหมดสิ้น  แต่ก็ไม่ได้รุนแรงเข้มข้นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว  เพราะนโยบายที่มุ่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของคนในประเทศให้ดีกว่าเดิม  

สมัยนี้  คนจีนแต่งงานกับคนมาเลย์มีมากขึ้น  คนอินเดียที่เป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ๆ ในประเทศมีไม่น้อย  ความแตกต่างในทางเชื้อชาติเริ่มลดลง  คงใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าคนทั้งสามเชื้อชาตินี้  จะสามารถยอมรับกันความแตกต่างของกันและกันได้อย่างสนิทใจ  แต่อย่างน้อย  ทิศทางที่สังคมของเขากำลังมุ่งหน้าไป  ก็พอจะเป็นหลักประกันได้ว่า  พวกเขาเดินมาถูกทาง 

อย่าให้ความแตกต่างกลายเป็นความขัดแย้ง | เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

    สำหรับประเทศไทยของเรา คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มเห็นคุณค่าและหวงแหนสิทธิทางการเมืองของตนเองมากขึ้น  ไม่ต้องการให้ใครมาชี้นำ  รู้จักคิด  รู้จักใช้วิจารญาณ  ไม่ยอมถูกชักจูงหรือตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใครได้โดยง่าย ท่ามกลางความมืดมิด  

บางทีการตั้งคำถามที่ไม่เคยถูกถาม การแสดงออกในเรื่องที่เราเคยมองข้าม มันอาจเป็น ประกายเล็กๆ  ซึ่งจะคอยนำทางให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้า ขึ้นอยู่กับท่าทีที่คนในสังคมมีต่อเรื่องเหล่านี้ เราเลือกจะเกลียดกัน หรือหันหน้าเข้าหากันพูดคุยกันอย่างตั้งใจ ในแบบที่ทุกฝ่ายวางอัตตาของตัวเองลง เพื่อจะได้เข้าใจกันให้มากขึ้น ไม่ได้คุยกันเพื่อเอาชนะ

หากเราก้าวข้ามจุดยืนที่เอาตัวเองเป็นใหญ่ เลิกแบ่งเขาแบ่งเรา เลิกเสพข้อมูลจากคนที่สร้างวาทะกรรมส่งเสริมความแตกแยกในสังคม ปล่อยให้คนเหล่านี้เฉาตายไปอย่างไร้ค่า แล้วเดินโดยมีเป้าหมายร่วมกันว่า เราจะสามารถสร้างประเทศที่คนที่แตกต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข 

ประวัติศาสตร์บอกเราว่า  การเปลี่ยนผ่านทุกครั้งย่อมมีความเจ็บปวดสูญเสีย  แต่สังคมที่สามารถเรียนรู้จากบทเรียนเหล่านั้นและปรับตัวได้จะกลายเป็นสังคมที่มีรากฐานเข้มแข็ง มีความงดงามน่าอยู่

หากคนในสังคมมีเป้าหมายเดียวกัน ความขัดแย้งก็จะเป็นแค่ความแตกต่างทางความคิด ที่สามารถดำรงอยู่ไปด้วยกันได้ ในโลกที่ทุกอย่างทุกอย่างหมุนเร็วเช่นนี้ การจับมือเดินหน้าไปด้วยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ คือ เงื่อนไขสำคัญของการชนะโลกของ VUCA และ BANI ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องอยู่กับมันไปอีกหลายสิบปี.

อย่าให้ความแตกต่างกลายเป็นความขัดแย้ง | เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

คอลัมน์ หน้าต่างความคิด
ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว 
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
[email protected]