ไลฟ์สไตล์

เขาจ้างให้ผมมาสืบ

สามีหาย หัวหน้าฝ่ายขายมีพิรุธ แฟนเพื่อนรายล่าสุดแมนจริงไหม... ทุกข้อสงสัยเรา "สืบ" ได้

ก่อนจะตกลงให้ลูกสาวคบกับใครจริงจัง.พ่อแม่บางคนแค่อยากรู้เบื้องหลังของฝ่ายชายว่าเป็นจริงตามที่เขาบอกมาหรือไม่

ก่อนจะมอบสมบัติสักชิ้นให้ผู้หญิงรุ่นลูก....หนุ่มใหญ่แค่อยากแน่ใจว่าเธอไม่ได้มีใครคนอื่น

ก่อนจะเชื่อคำบอกเล่าของแฟนเก่า... เราก็แค่อยากรู้ว่า ผู้ชายคนใหม่นี้แมนทั้งแท่งจริงๆ

นี่ยังไม่นับภรรยาสงสัยสามี, เจ้านายแคลงใจลูกน้อง กระทั่งเจ้าหนี้ที่ข้องใจว่า ทำไมบุคคลที่ถูกฟ้องล้มละลายกลับมีรถยนต์คันใหม่ ซึ่งทุกกรณีที่ว่าล้วนเป็นเรื่องส่วนตัวที่เจ้าของเรื่องจำเป็นต้องรู้นั่นจึงทำให้อาชีพนักสืบยังคงโลดแล่น แม้นักสืบโซเชียลจะคึกคัก หรืออีกสารพัดแอพฯ จะเกิดขึ้นใหม่ก็ตามที

 

รื่องรัก....มักต้องสืบ                                                    

ถ้าเห็นป้ายนักสืบเอกชน จะเห็นป้ายบริษัทที่ปรึกษากฎหมายและรับทวงหนี้ในเวลาเดียวกัน นั่นเป็นเพราะการสืบหาหลักฐาน กับการทำสำนวนฟ้องร้องเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน เช่น ถ้าต้องการทวงหนี้ก็ต้องสืบหาลูกหนี้ให้เจอ ถึงจะนำมาสู่การเจรจา หรือถ้าต้องการฟ้องหย่าก็ต้องสืบหาหลักฐานมาประกอบสำนวน ซึ่งการจะได้มานั้น หนีไม่พ้นการหาข้อเท็จจริงด้วยการสืบสวน และกระบวนการได้มาซึ่งข้อมูลอื่นๆ ไม่อาจตอบสนองได้

 "เราจ้างนักสืบเพราะเราอยากรู้ความจริงให้ได้ บางทีมันเป็นเรื่องส่วน ตัวมากๆ ไม่สามารถบอกใครได้ จะไปแจ้งตำรวจให้ช่วย ก็คงไม่ใช่หน้าที่เขา" ลูกค้า และลูกความสำนักงานนักสืบคนหนึ่งให้เหตุผล

วิกฤติการเงินเมื่อราวๆ พ.ศ.2540 อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้คนทั่วไปรู้จักนักสืบเอกชนมากขึ้น จากผลงานการติดตามทวงหนี้ กระทั่งตามหาหลักฐานเพื่อฟ้องล้มละลาย แต่การรับจ้างสืบเกิดขึ้นนานกว่านั้น เพียงแต่ไม่เป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นการวานมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ช่วยติดตาม หรือการขอแรงพนักงานรักษาความปลอดภัยให้จับตาความเคลื่อนไหวของเป้าหมาย จนมาถึงยุคปัจจุบันที่สำนักงานนักสืบเอกชนรับสืบในทุกๆ เรื่องที่ลูกค้าว่าจ้าง

เดชา กิตติวิทยานันท์ นักสืบและเจ้าของบริษัท บริษัท เดชา แอนด์ ไอบีเอสจำกัด ที่อยู่ในวงการนักสืบเอกชนมานานกว่า 20 ปี บอกว่า ถึงกรณีว่าจ้างจะมีหลากหลาย แต่คดีชู้สาวยังเป็นกรณีที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่ฝั่งสามี หรือฝั่งภรรยา ที่อยากตามติดพฤติกรรมคู่สมรส รองจากนั้นจะเป็นกรณีเจ้าของกิจการที่ข้องใจความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าใน 2 แผนก ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตในองค์กร ขณะที่การสืบหาประวัติว่าที่ลูกเขยหรือหุ้นส่วนทางธุรกิจก็เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ

"ภรรยามาจ้างให้สืบคุณสามี เพราะเขาเห็นว่าพฤติกรรมของสามีผิดสังเกต เขาก็จะมาจ้างเราให้สืบดูว่าสามีของเขามีบ้านเล็กบ้านน้อยหรือไม่ เรื่องแบบนี้ มันเป็นความทุกข์ใจของเขา ต้องรู้ให้ได้เพื่อจะได้วางแผนชีวิตต่อว่าจะทำอย่างไร เราจึงต้องสืบเพื่อค้นหาความจริง"

นักสืบเดชา บอกว่า ถ้าพบการนอกใจจริง เกือบทั้งหมดคือการนอกใจ เพื่อไปหาความสัมพันธ์ของคนใหม่ที่อายุน้อยกว่า อาจจะเป็นนักศึกษาหรือหญิงสาวที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน โดยลักษณะจะฝ่ายชายจัดหาห้องพัก-คอนโดให้ และไปหาฝ่ายหญิงระหว่างสัปดาห์ แต่ถึงเช่นนั้น ความสัมพันธ์ลักษณะนี้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนความต้องการที่ไม่ยืนยาวนัก กล่าวคือฝ่ายหญิงต้องการความช่วยเหลือเรื่องเงิน ขณะที่ฝ่ายชายต้องการได้รับความเอาอกเอาใจเรื่องแบบที่ว่า จึงปลายทางแค่การสืบเพื่อปรามให้ฝ่ายชายหยุด ไม่ใช่ความต้องการฟ้องหย่าจริงๆ

“อย่างลูกค้าบางรายคือคนมีหน้าตาทางสังคม บางคนเป็นนักธุรกิจ เป็นดารา เป็นข้าราชการระดับสูงเขาไม่ได้คิดจะหย่าร้างกันจริงๆ หลอก ระยะเวลาของการสืบ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการสืบว่า ต้องการหลักฐานมากเพียงไรบางเคสใช้เวลา 3-4 วัน บางเคสเป็นสัปดาห์ นับตั้งแต่เริ่มทำสัญญาจ้างสืบจนถึงส่งหลักฐานรายงานการสืบ ส่วนค่าบริการเริ่มต้นวันละ 5,000 บาท ขณะที่บางเคสจ่ายเงินเป็นล้านก็มี แต่สำหรับลูกค้าที่เลือกมาหานักสืบคิดว่ามันคุ้ม เพราะเรื่องที่คาใจ กินไม่ได้-นอนไม่หลับมันกระจ่าง"

แม้อาชีพนักสืบจะอยู่ในองค์กรซึ่งดำเนินธุรกิจ แต่ถึงเช่นนั้นคงไม่ใช่ทุกงาน ที่นักสืบจะรับงานว่าจ้าง เพราะกับบางกรณีที่เห็นว่าเป็นการจ้างสืบที่ไม่สมเหตุสมผล และเสี่ยงต่อการนำข้อมูลไปก่ออาชญากรรม ประเภทต้องการรู้เป้าหมายเพื่อทำร้ายร่างกาย เพื่อโจรกรรมก็จะถูกปฏิเสธไป

 

สืบจริง ไม่อิงหนัง

ชีวิตจริงของนักสืบนั้นไม่เท่เหมือนเชอร์ล็อคโฮล์ม ไม่อัจฉริยะเหมือนโคนัน เพราะบางวันก็ทำได้แค่นั่งรอในลานจอดรถ เพื่อส่งสัญญาณให้ทีมงานที่อยู่ด้านหน้าติดตามเพียงเท่านั้น

เพ็ญศรี เกตุการณ์ นักสืบหญิงบอกว่า ในชีวิตจริงนักสืบไม่ได้บู๊ หรือผาดโผนแบบในภาพยนตร์ แต่อาศัยทีมเวิร์คร่วมกัน โดยมีทีมงานส่วนกลางคอยช่วยประสานงาน เช่น การติดตามเป้าหมายในสำนักงาน ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัย ต้องอาศัยทีมสืบมากกว่า 2 คน บางทีมากถึง 7-9 คนต่องานด้วยซ้ำ เช่น เป้าหมายผู้บริหารระดับสูง ที่ต้องส่งคนติดตามตั้งแต่การแลกบัตรขึ้นลิฟต์ นั่งรออยู่ลานจอดรถ ยืนรออยู่ฝั่งตรงข้ามตึก มีนักสืบอีกรายที่พร้อมขี่มอเตอร์ไซค์ตาม ทั้งยังต้องสับเปลี่ยนหมุนเวียนหน้า ไม่ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสำนักงานจับได้เสียก่อน

 ร.ต.ท.คนหนึ่ง ที่ผ่านงานด้านการสืบสวน อธิบายว่า การสืบสวนจริงๆ ไม่ได้เหมือนในหนังที่นักสืบจะเก่งกว่าคนทั่วไป แต่จะเน้นทำงานเป็นทีมมากกว่า โดยจะเริ่มจากการแจ้งความของผู้เสียหายตามพื้นที่รับผิดชอบให้อยู่ในอำนาจการสืบสวนสอบสวนของตนก่อนจากนั้นจะใช้ทีมสืบขยายผล โดยใช้ความสามารถเฉพาะตัวหาข่าวจับต้นชนปลาย วิเคราะห์ข้อมูลหลายๆ ด้านมาผสมกันหรือบางทีอาจใช้สัญชาตญาณ หรือประสบการณ์ควบคู่กันไป

"ข้อได้เปรียบของทีมสืบสวน คือการเข้าถึงพื้นที่ มีระบบข้อมูลทะเบียนราษฎร ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ ทะเบียนรถ บัญชีธนาคารที่เราประสานไว้ หรือพื้นที่ไหนมีกล้อง CCTV เราก็สามารถตรวจสอบเพื่อหารูปพรรณบุคคลต้องสงสัยได้ และยังมีหน่วยงานในสำนักงานตำรวจสนับสนุนเช่นกองพิสูจน์หลักฐาน ที่จะช่วยในการตรวจสอบวัตถุพยานที่คนร้ายทิ้งในที่เกิดเหตุได้"

 

มาตรฐานการสืบ

ไม่ใช่แค่การสืบเรื่องชู้สาวที่เป็นกรณีแรกๆ ซึ่งมีผู้ว่าจ้างมากที่สุด ในสังคมที่ซับซ้อนและต้องการความรวดเร็วในข้อมูล จากที่นิยมจำกัดที่เรื่องผัว-เมีย ขณะนี้ขอบข่ายการสืบดูเหมือนจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ เช่น เริ่มมีการจ้างตรวจสอบประวัติว่าที่คู่สมรส หุ้นส่วนธุรกิจ การรับจ้างจากเจ้าของบริษัทเพื่อสืบพนักงานในองค์กร

เมื่อไม่ใช่แค่เรื่องผัว-เมียที่เคลียร์กันได้ ก่อนจะออกไปสืบเรื่องราวของผู้อื่น นักสืบเองจึงเป็นอาชีพที่ต้องมีการควบคุมเช่นกัน เริ่มตั้งแต่การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย

นักสืบต้องควบคุมกระบวนการทำงานของตัวเองให้ดี ต้องระวังเรื่องการละเมิดสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วยการรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น การรบกวนสิทธิ์ของเจ้าของสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือห้ามยกระดับการสืบเพื่อเข้าไปซ่อนตัวในเคหสถานของผู้อื่น เพราะเมื่อตัวนักสืบเองได้กระทำทำผิดข้อใด นั่นเป็นเรื่องที่เจ้าของสิทธิ์สามารถร้องเรียนและดำเนินการตามกฎหมายได้

นักสืบจึงเป็นอาชีพหนึ่ง ที่มีทั้งมืออาชีพ ฟรีแลนส์ ทีมงานชั่วคราว  ดังนั้นการโฆษณาสรรพคุณของการสืบย่อมเป็นเรื่องที่ผู้จ้างต้องเข้าใจดี อย่าลืมว่า นักสืบเอกชนไม่ใช่สายลับ 007 แบบในหนัง หากบริษัทรับจ้างสืบใดโฆษณาเกินจริง ไม่สามารถทำได้ตามที่รับปากหรือทำสัญญาไว้ นั่นจึงไม่ต่างอะไรจากการหลอกลวง

นักสืบต้องพึงระลึกถึงขอบข่ายงานสืบ ให้อยู่ที่การรวบรวมภาพ และหลักฐาน จัดทำรายงานเพื่อนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายเท่านั้น และไม่ว่าด้วยเหตุใด นักสืบต้องไม่สร้างพยานหลักฐานเท็จ ไม่สืบเรื่องที่จะนำไปสู่การเป็นภัยสังคม และไม่เปิดเผยชื่อผู้รับจ้างและเป้าหมายหากไม่ได้รับอนุญาตอย่างเด็ดขาด

ระหว่างที่สังคมยุคใหม่อนุญาตให้นักสืบ "สืบได้" อย่างมีจรรยาบรรณของอาชีพ เวลาเดียวกันนี้ องค์ประกอบอื่นๆ ต่างตรวจสอบผู้ที่รับงานสืบอยู่เช่นกัน