พอพูดถึงประเทศญี่ปุ่น คนส่วนมากจะนึกถึงเมืองหลวงอย่างโตเกียวหรือไม่ก็จังหวัดใกล้เคียงที่มีบรรยากาศละม้ายคล้ายกัน ทั้งคันโต คันไซ และต่างๆ นานา จนลืมไปว่าญี่ปุ่นเป็นเกาะขนาดค่อนข้างใหญ่แถมยังแบ่งเป็นภูมิภาคต่างๆ เหมือนบ้านเรา

‘โทโฮคุ (Tohoku-chiho)’ ก็เป็นอีกคำที่อาจจะไม่คุ้นหูคนไทยนัก แต่เมื่อหาค้นหาข้อมูลจะพบว่า โทโฮคุ คือภูมิภาคที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือสุดของเกาะฮอนชู ประกอบด้วย 6 จังหวัด คือ อะคิตะ (Akita), อาโอโมริ (Aomori), ฟุคุชิมะ (Fukushima), อิวาเตะ (Iwate), มิยางิ (Miyagi) และยะมะงะตะ (Yamagata) แน่นอนว่าเราจะพาไปตะลุย ‘ภาคอีสานของญี่ปุ่น’ ผ่านเมืองเอกของจังหวัดมิยางิ และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของภูมิภาคนี้ที่มีนามว่า เซนได (Sendai)

ช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแต่ก่อนที่ใบไม้จะร่วงหมดต้น นี่คือโอกาสทองของผู้หลงใหลความงามจากสีสันฉูดฉาดของใบไม้ที่เปลี่ยนจากสีเขียวกลายเป็น สีแดง สีส้ม สีเหลือง ตามแต่ชนิดพันธุ์ ทว่าเมื่อรวมๆ กันไม่ว่าจะตามแนวถนนหรือบนทิวเขา นี่คือภาพที่ไม่ว่าใครก็ต้องประทับใจเมื่อได้เจอ
ความเป็นเมืองศูนย์กลางทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจของภูมิภาค ประกอบกับมีประชากรมากกว่าหนึ่งล้านคน ทำให้เซนไดมีความทันสมัยและคึกคักไม่แพ้เมืองใหญ่อื่นๆ แต่อีกคาแรกเตอร์ของเมืองกับตรงกันข้ามกับความทันสมัย คือเมืองนี้เป็นส่วนผสมอันกลมกล่อมของเทคโนโลยีและธรรมชาติอย่างได้สมดุล แม่น้ำฮิโรเซะที่ไหลผ่านกลางเมืองเซนได และต้นเคยะขิที่เขียวชอุ่มเป็นแนวตลอดถนนถนนที่มีต้นไม้เรียงรายและสวนสาธารณะใจกลางเมือง ทำให้เซนไดได้สมญานามว่าเป็นเมืองแห่งต้นไม้

เคยได้ยินสมญานามของประเทศญี่ปุ่นไหมว่าเป็น “แดนซามูไร” ความเป็นศูนย์กลางจึงทำให้เซนไดมีความทันสมัยมากกว่าจังหวัดรอบๆ ซึ่งความเป็นศูนย์กลางด้านต่างๆ นั้นเป็นมาตั้งแต่อดีตกาล การปกครองต่างๆ จึงกระจุกตัวอยู่ที่นี่ ทำให้ที่นี่มีปราสาทและเรื่องราวเกี่ยวกับซามูไรมากมาย และยังมีมนต์ขลังมาจนทุกวันนี้

อย่างที่ปราสาทชิโรอิชิ (Shiroishi Castle) ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของซามูไรในอดีตได้อย่างดีเพราะตั้งแต่บานประตูขนาดยักษ์ก็พอจะฉายภาพอดีตได้แล้ว ยิ่งได้เดินเข้าไปในพื้นที่อันกว้างขวางรอบปราสาทและเห็นปราสาทหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ก็ไม่ต้องมีคำอธิบายใดอีก
ด้วยความที่เป็นฤดูใบไม้ร่วง บรรยากาศทั่วทั้งเมืองจึงเต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสี บวกกับตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไปอุณหภูมิจะลดลงมาก เนื่องจากอุณหภูมิจะขึ้นลงเปลี่ยนมาก น่าจะเป็นโอกาสดีที่คนเมืองร้อนอย่างเราได้แบกเสื้อคลุมกันหนาวหรือผ้าพันคอเก๋ๆ ไปสวมใส่ถ่ายภาพกับวิวและอากาศที่หาได้ยากแบบนี้

นอกจากวิวทิวทัศน์จะน่าประทับใจ เซนไดยังมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย อย่างเช่น แลนด์มาร์คประจำเมือง ปราสาทอาโอบะ (Aoba Castle) ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเล 100 เมตร ทำให้ที่เป็นจุดชมวิวแบบพาโนรามาของเมืองเซนได ใครที่ได้ขึ้นมายังจุดนี้จะต้องร้องว้าวไปกับมุมมองของเมืองแบบเต็มตา นอกจากนี้ที่นี่ยังมีอนุสาวรีย์ท่านดาเตะ มะซะมุเนะ ผู้ก่อตั้งปราสาทอาโอบะ ท่านเป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเซนไดและญี่ปุ่นเลยทีเดียว
หรือจะย้อนเวลาสู่อดีตไปกับโบราณสถานสำคัญอีกแห่งอย่าง สุสานซูอิโฮเดน (Zuihoden Mausoleum) ซึ่งโดดเด่นด้วยตัวอาคารสุสานดีไซน์อย่างหรูหรา สะท้อนความรุ่งเรืองด้านสถาปัตยกรรมในช่วงยุคโมโมยามะ (Momoyama Period) สุสานแห่งนี้มีโครงสร้างหลักเน้นเป็นงานไม้สีดำตกแต่งด้วยการแกะสลักลวดลาย และลงสีสันสดใส ทางเดินในพื้นที่ล้อมรอบด้วยป่าไม้สนซีดาร์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประวัติศาสตร์ของตระกูลดาเตะ
สิ่งที่ทุกคนไม่พลาดเมื่อมาเที่ยวที่นี่คือการขึ้นบันได 62 ขั้น เพื่อไปสักการะพระพุทธรูปที่เปรียบเสมือนการเดินทางขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ และเชื่อว่าการลูบหัวมังกรหน้าทางเข้า จะทำให้มีชื่อเสียง ทั้งคนดัง ศิลปินดาราชาวญี่ปุ่นนิยมมาขอพรและทำตามความเชื่ออยู่เสมอ

ในเมืองที่ยังเต็มเปี่ยมด้วยธรรมชาติและผู้คนท้องถิ่น สิ่งหนึ่งซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวจะได้รู้จักสถานที่แห่งนั้นอย่างลึกซึ้ง คือ การได้เรียนรู้ผ่านวิถีชีวิต สำหรับเซนได หมู่บ้านหัตถกรรมเมืองอะคิอุ (Akiu Kogei no Sato) รวบรวมเรื่องราวตั้งแต่วิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของชาวเมืองนี้ไว้เสร็จสรรพ เนื่องจากที่นี่เป็นหมู่บ้านหัตถกรรมของช่างฝีมือ 9 ครอบครัวที่ผลิตงานฝีมือพื้นบ้าน เช่น งานทอผ้า งานไม้ ตุ๊กตาไม้โคเคชิ ซึ่งบ้านของช่างฝีมือนั้น จะเปิดหน้าบ้านเป็นสตูดิโอและมีมุมขายสินค้า ซึ่งผู้ที่มาเที่ยวชมจะได้เห็นการทำงานฝีมือไปด้วย เสน่ห์ของหมู่บ้านนี้อีกอย่างคือ

นักท่องเที่ยวสร้างสรรค์ลวดลายบนตุ๊กตาโคเคชิได้ด้วยตัวเอง สำหรับทาสหมา ต้องไม่พลาด หมู่บ้านหมาจิ้งจอก (Zao Kitsune-mura) แค่ก้าวเท้าเข้าไปก็แทบน้ำตาไหล...เพราะกลิ่นน้องหมาฉุนแสบตา (ฮา) จริงๆ คือน้ำตารื้นเพราะความน่ารักของหมาจิ้งจอกหลายร้อยตัว แม้หมาจิ้งจอกเหล่านี้ จะไม่เข้าหาคนสักเท่าไร แต่แค่ได้เห็นมันนอน เดินไปเดินมา กัดกันบ้าง เดินล้อมหน้าล้อมหลัง เหมือนพวกเราเป็นเหยื่อของมัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
อีกหนึ่งฉายาของเซนไดคือเมือแห่งสปา นั่นเท่ากับว่าการแช่บ่อน้ำพุร้อนหรือที่เรียกว่า ออนเซ็นคือหนึ่งในกิจกรรมห้ามพลาดของเมืองนี้ ซึ่งที่นี่มีบ่อน้ำพุร้อนสาธารณะมากกว่า 15 แห่ง ถ้านึกไม่ออกว่าจะไป ตรงไหน ขอแนะนำ เซนได อากิอุ ออนเซ็น (Akiu Onsen) เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมือง และเป็นจุดไฮไลต์ของการชมใบไม้เปลี่ยนสีด้วย

ได้แช่น้ำร้อนคุณภาพดี ได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีสุดสวย แถมยังได้ฟังเสียงน้ำจากแม่น้ำนาโตริไหลผ่านอยู่ใกล้ๆ รับรองว่า ไม่ว่าใครก็ต้องอิจฉา

หลังจากสนุกสนานและพักผ่อนกันเต็มที่ ถึงเวลาเติมพลังให้ร่างกาย แน่นอนว่าหากคุณเป็นนักชิม นักกิน หรือต้องการหาอาหารอร่อยอันเลื่องชื่อของเมืองนี้ต้องมาที่ ตรอกบุงกะ โยโคโช (Bunka Yokocho) เป็นแหล่งร้านอาหารแนวอิซากายะหรือร้านกินดื่มที่มีกลิ่นอายย้อนยุค มีร้านให้เลือกชิมมากกว่า 50 ร้าน เรียงรายเต็มสองข้างทางเดิน เช่น ร้านเกี๊ยวซ่า ร้านอาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่น และแน่นอนว่าต้องมีเมนูขึ้นชื่อของเซนไดอย่าง ลิ้นวัวย่าง (Gyutan)
ลิ้นวัวย่างเป็นอาหารขึ้นชื่อและมีต้นกำเนิดที่เมืองเซนได เมนูนี้สายกินไม่ควรพลาดลิ้มลองความกรุบกรอบความนุ่ม และกลิ่นหอมกรุ่นของถ่านไม้ที่นำมาจุดไฟย่างจนลิ้นวัวสุกกำลังดี ไม่ว่าจะกินกับน้ำจิ้มก็อร่อย หรือจะให้ตามแบบดั้งเดิมคือแค่แตะเกลือเล็กน้อยก็จะได้ลิ้มรสชาติต้นตำรับของเมนูนี้

บางคนอาจคิดว่าความสุขของการเดินทางคือการได้ไปถึงปลายทาง แต่ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการเดินทางไปจนถึงทุกสถานที่และทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ คือ สิ่งยืนยันว่าความสุขมีอยู่ทุกที่ โดยเฉพาะที่เซนไดที่ได้มอบให้ทั้งความสุขและความรัก https://www.thaiairways.com/th_TH/offer/royal_orchid_holidays/Offers_Booking/ROH_Sendai.page