หัวใจเต้นแรงทุกขณะ เมื่อนึกถึงว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ฉากหลังของภาพยนตร์สุดโรแมนติกแห่งยุค 90 ‘Before Sunrise’ จะกลายเป็นฉากตระการตาของการเดินทางครั้งใหม่ ณ ประตูสู่ยุโรปตะวันออก สาธารณรัฐออสเตรีย

เสียงกัปตันแห่งสายการบินไทยประกาศลดระดับสู่สนามบินเวียนนาตามเวลาท้องถิ่น 07.15 น. หลังจากพักผ่อนอย่างเต็มที่กับบริการสุดประทับใจเกือบ 11 ชั่วโมง ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางสะดวกสบาย นี่เป็นอีกครั้งที่เริ่มต้นการเดินทางด้วยความสดใส พร้อมรับช่วงเวลาอันพิเศษในดินแดนแสนคลาสสิกแห่งนี้

จากสนามบินเราเดินทางไปยังที่พักใกล้สถานีรถไฟกรุงเวียนนา Wien Westbahnhof railway station จุดเริ่มต้นความรักของหนุ่มอเมริกันกับสาวฝรั่งเศสในหนังรักเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งในวันนี้สถานีรถไฟยังคงเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางไปเมืองอื่นๆ เหมือนที่เคยเป็นมาและแม้ว่าจะไม่มีเรื่องราวหวานซึ้งเกิดขึ้น แต่ที่นี่ยังคงคึกคักมีชีวิตชีวา

เช่นเดียวกับนักเดินทางทั่วโลก ภาพที่ใฝ่ฝันว่าจะได้มาเห็นกับตาสักครั้ง นั่นก็คือพระราชวังเชินบรุนน์ (Schonbrunn Palace) สถาปัตยกรรมสไตล์รอคโคโคที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ตั้งแต่ปี 1996
ภาพของอาคารสีเหลืองที่วางตัวอยู่เบื้องหลังน้ำพุและสวนสวยขนาดใหญ่แม้จะเคยผ่านตามาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ครึ่งของสิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า ว่ากันว่าชื่อ ‘เชินบรุนน์’ มีความหมายถึง น้ำพุอันสวยงาม เนื่องด้วยแต่เดิมมีการผุดขึ้นของน้ำบาดาลที่อยู่รายล้อมพระจักรพรรดิโยเซฟที่ 1 ทรงมีพระราชดำริให้สร้างพระราชวังอันโอ่อ่าขึ้นโดยมีพระราชวังแวร์ซายส์ในฝรั่งเศสเป็นแรงบันดาลใจ นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 -20 ใช้เป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์ก

จากนั้นในสมัยพระนางมาเรีย เทเรซาได้มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับตกแต่ง หรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ล้วนเป็นสไตล์รอคโคโคทั้งหมด ตัวอาคารทาสีเหลือง ซึ่งเป็นสีทรงโปรดของพระนางมาเรีย เทเรซา สวนดอกไม้แบบอังกฤษถูกเนรมิตให้เต็มไปด้วยสีสัน พระราชวังแห่งนี้ มีห้องทั้งหมด 1,441 ห้อง เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม 40 ห้อง ในจำนวนนี้มีห้องของพระนางมารี อองตัวเนต พระราชินีแห่งฝรั่งเศส ซึ่งเคยใช้พระชนม์ชีพในวัยเยาว์ที่นี่ด้วย

เราใช้เวลาหลายชั่วโมงในการซึมซับความงามอันละเมียด แต่ละห้องได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตร สมแล้วที่เป็น ‘The Must’ แห่งกรุงเวียนนา ทว่า ด้วยชื่อเสียงของเมืองแห่งปราสาทราชวัง ยังมีพระราชวังที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดอีกแห่งของโลกที่ไม่ควรพลาด

พระราชวังฮอฟบวร์ก (Hofburg Palace) ก่อสร้างตั้งแต่ปี 1275 เคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิในราชวงศ์ฮอฟบวร์กก่อนสิ้นสุดลงในปี 1918 และเปลี่ยนมาสู่ยุคของสาธารณรัฐออสเตรีย ปัจจุบันเป็นทำเนียบประธานาธิบดี มีเพียงบางส่วนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม จากจำนวนห้องกว่า 2,000 ห้อง ภายในแบ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ถึง 3 แห่ง จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ อาทิ มงกุฎ เครื่องประดับ และวัตถุโบราณหายากล้ำค่า
ที่น่าสนใจคือส่วนที่จัดแสดงเรื่องราวของสมเด็จพระจักรพรรดินีเอลิซาเบธ ในสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟที่ 1 หรือพระนาง Sisi ผู้โด่งดัง ซึ่งทรงถูกลอบปลงพระชนม์ในขณะพระชนมายุ 61 พรรษา และถ้าใครมีโอกาสมาในยามค่ำคืนจะได้เห็นความสวยงามภายใต้แสงไฟ ซึ่งขับเน้นตัวพระราชวังให้โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก

บนถนนที่ทอดยาวผ่านอาคารต่างๆ ‘รถม้า’ ถือเป็นพาหนะสุดชิลล์ที่จะช่วยพานักท่องเที่ยวหลุดหลงไประหว่างรอยต่อของกาลเวลา ระหว่างนั้นหากได้ยินเสียงดนตรีคลาสสิกล่องลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง นั่นแสดงว่าคุณมาถึงเวียนนาแล้ว แต่นั่นก็อาจจะยังไม่สมบูรณ์ ถ้าไม่ได้ไปชมผลงานศิลปะดีๆ ที่มีอยู่อย่างหลากหลาย

ครั้งนี้เราปักหมุดกันที่ พระราชวังเบลเวอร์เดียร์ (Belvedere Palace) พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1663 เพื่อใช้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของเจ้าชายยูจีน ซึ่งไม่เพียงมีพระปรีชาในด้านการต่อสู้ยังทรงโปรดงานศิลปะเป็นอย่างมาก ปัจจุบันพระราชวังแบ่งเป็นสองส่วนหลักๆ ส่วนแรก เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปะออสเตรียตั้งแต่ยุคกลางจนถึงยุคปัจจุบัน อีกส่วนหนึ่งใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ภาพเขียน (Austrian Gallery) จัดแสดงผลงานของศิลปินชื่อดังมากมาย อาทิ Claude Monet, Vincent van Gogh และ Max Beckmann แต่ที่ถือเป็นที่หนึ่งในใจของคนรักศิลปะหลายๆ คน ก็คือ ภาพ ‘The Kiss’ โดย Gustav Klimt ภาพเขียนในสไตล์อาร์ตนูโว ที่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งซิกเนเจอร์ของการท่องเที่ยวเวียนนาไปแล้ว
เสพความงามทางสายตากันมาครึ่งค่อนวันฉันเริ่มคิดถึงรสสัมผัสของกาแฟเวียนนาที่มีสูตรเฉพาะเรียกว่า ‘Melange’ ด้วยการเติมวิปครีมหรือฟองนมลงไปในเอสเพรสโซช็อตว่ากันว่า วัฒนธรรมร้านกาแฟเวียนนา (Viennese Coffee House Culture) เป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมอันเข้มขลังของออสเตรีย ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็น ‘มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม’ เมื่อปี 2011
เรานั่งละเลียดความหอมหวานของกาแฟเวียนนาพอให้คาเฟอีนเติมความสดชื่นในยามบ่ายแก่ๆ ก่อนจะเดินต่อไปยังหมุดหมายสำคัญ มหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St. Stephens Cathedral) ที่มียอดหอคอยแหลมสูงกับหลังคาที่ตกแต่งอย่างวิจิตรเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของโบสถ์สไตล์โกธิค
มหาวิหารแห่งนี้ถูกสร้างเพื่ออุทิศให้กับนักบุญสตีเฟน ตั้งแต่ปี 1147 จากข้อมูลระบุว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เซนต์สตีเฟนได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด แต่ในที่สุดก็ได้รับการบูรณะจนกลับมางดงามดังเดิมและไม่เฉพาะภายนอกเท่านั้นที่สะกดสายตาหากได้เข้าไปชมภายในจะได้พบกับ จิตรกรรมและประติมากรรมที่เล่าเรื่องราวทางศาสนาได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งยังมีเรื่องเล่าว่า ณ ชั้นใต้ดินของวิหารแห่งนี้ เป็นสุสานที่ฝังศพของชาวเวียนนานับหมื่นคนเลยทีเดียว แน่นอน...ไม่มีการเปิดให้คนทั่วไปเข้าชม

หลังจากหามุมเก็บภาพมหาวิหารอันยิ่งใหญ่ไว้เป็นที่ระลึกเรียบร้อย เราตามเสียงเรียกร้องของย่านชอปปิงบนถนน Graben และ Kohlmarkt ไปอย่างว่าง่ายบริเวณนี้เป็นแหล่งชิมและช้อปสุดหรู ภายในอาคารหน้าตาคลาสสิกที่เรียงรายอยู่ตลอดแนวถนน มีทั้งสินค้าแบรนด์เนม ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารและคาเฟ่ แค่เดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ก็เพลินจนลืมเวลาแล้ว แต่ที่ลืมไม่ได้คือสถานที่นัดพบอีกแห่งของนักท่องเที่ยวอย่าง ศาลาว่าการกรุงเวียนนา (City Hall) ตัวอาคารเป็นศิลปะสไตล์โกธิคเช่นเดียวกัน ทว่าสร้างในยุคหลังคือปี 1872 มีหอคอยยอดแหลมความสูงถึง 97.9 เมตร ถือเป็นแลนด์มาร์กอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งไฮไลต์จะอยู่ในช่วงของการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส ประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม บริเวณลานด้านหน้าจะถูกเปลี่ยนเป็นตลาดคริสต์มาส ประดับประดาด้วยแสงไฟระยิบระยับ มีนักดนตรีประสานเสียงสร้างบรรยากาศสนุกสนานท่ามกลางลมหนาวได้เป็นอย่างดี

และแม้ค่ำคืนนี้จะไม่มีเรื่องโรแมนติกอย่างในภาพยนตร์ แต่เวียนนายังคงเป็น ‘Love at First Sight’ ของใครอีกหลายคนและยังมีสถานที่อีกมากมายรอให้เราได้ไปตกหลุมรัก รวมถึงเมืองแสนสวยอีกหลายแห่ง ทั้งในออสเตรียและประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง เช็ค ฮังการี สโลวีเนีย โครเอเชีย ที่สามารถเดินทางต่อไปได้อย่างง่ายดาย เพียงบินตรงสู่กรุงเวียนนาด้วยการบินไทย (www.thaiairways.com) นอกจากจะถึงที่หมายสบายต่างกันแล้ว ความทรงจำดีๆ จะอยู่ในใจไปอีกนาน