อาคารสีขาวคล้ายใบเรือเรียงซ้อนกัน ณ โค้งอ่าวที่สวยงามราวกับกำลังโต้คลื่นลมะในทะเลกว้าง คือสัญลักษณ์ที่บอกว่า…เรามาถึงซิดนีย์แล้วอย่างเป็นทางการ

จากเมืองไทยโดยสายการบินไทย พักผ่อนยาวๆ เกือบ 9 ชั่วโมงในห้องโดยสารที่กว้างขวางและบริการอันอบอุ่น และแล้วการเดินทางครั้งใหม่ ในแดนจิงโจ้ที่ไม่ได้มีแต่สัตว์โลกแสนน่ารักก็เริ่มต้นขึ้น

แน่นอนว่า บันทึกหน้าแรกสำหรับการมาเยือนซิดนีย์ คงไม่มีใครพลาดแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง Sydney Opera House หรือชื่อตามหลักภาษาไทยว่า ‘โรงอุปรากรซิดนีย์’ ที่ตั้งอยู่บริเวณอ่าวซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย อากาศเย็นของเดือนกรกฎาคมกับลมแรงๆ ทำให้เราต้องกระชับผ้าพันคอขึ้นอีกนิด เพื่อจะได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการชื่นชมหนึ่งในสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก จากองค์การยูเนสโก เมื่อปี 2550
ซิดนีย์โอเปราเฮาส์ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเดนมาร์ก ยอร์น อุตซอน (Jorn Utzon) ผู้ชนะเลิศการประกวดแบบด้วยคอนเซปต์ที่โดดเด่นโดนใจรัฐบาลออสเตรเลียขณะนั้น ที่หวังจะสร้างแม่เหล็กดึงดูดความสนใจนักท่องเที่ยว ว่ากันว่าด้วยการออกแบบที่ไม่ธรรมดา ทำให้การก่อสร้างต้องใช้เวลากว่า 9 ปี เสร็จสมบูรณ์เมื่อปี พ.ศ. 2516 หรือ 36 ปีที่แล้ว และแม้จะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่เอกลักษณ์ของอาคารหลังนี้ก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างที่รัฐบาลออสเตรเลียคาดหวัง

ปัจจุบันภายในประกอบด้วยโรงละครย่อยๆ มากมาย ครบครันทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ และบาร์ ใครที่มาถึงแล้วอย่ามัวแต่เก็บภาพจากด้านนอก เพราะไฮไลต์คือการเข้ามาด้านในแล้วมองออกไปชมทิวทัศน์อันงดงามรอบอ่าวซิดนีย์ โดยเฉพาะในยามเย็นที่พระอาทิตย์เริ่มลับขอบน้ำ สวยจนใจละลายเลยทีเดียว

ยิ่งถ้าได้มาในช่วงที่มีการจัดเทศกาลแสงสีฤดูหนาว ‘ซิดนีย์ วีวิด’ (Sydney Vivid) ระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ยามค่ำคืนทั่วทั้ง Harbour City จะตระการตาไปด้วยแสงสี มีการฉายภาพกราฟฟิกไปที่โอเปราเฮาส์ด้วย เสียดายที่เราพลาดโอกาสนั้น แต่ก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจ เพราะความสวยงามของ สะพานฮาร์เบอร์ (Harbour bridge) คืออีกหนึ่งสิ่งก่อสร้างอันน่าประทับใจรอเราอยู่

สะพานเหล็กถักทรงโค้งทอดยาวเชื่อมแผ่นดินทั้งสองฝั่ง ไม่เพียงโดดเด่นสะดุดตาเพราะความใหญ่โตติดอันดับ ‘ที่สุดในโลก’ แต่ความงามที่ผสานความแข็งแกร่งและโอนอ่อนเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ต่างจากผลงานศิลปะที่ถูกจัดวางท่ามกลางฉากหลังอันลงตัวทั้งตึกสูงและทะเลสีคราม

แค่ถ่ายรูปมุมนั้นมุมนี้ก็เพลินจนลืมเวลาแล้ว แต่ที่นี่ยังมีกิจกรรมสุดตื่นเต้น เรียกว่า Bridge Climb เป็นการปีนขึ้นไปยังจุดสูงสุดของสะพาน เพื่อชมวิวและถ่ายรูปรอบๆ อ่าว ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 134 เมตร ความสวยและหวาดเสียวคือสิ่งที่นักท่องเที่ยวใจกล้าจะได้รับพร้อมๆ กัน

จากมุมมองพาโนรามา หากต้องการสัมผัสบรรยากาศซิดนีย์แบบถึงเนื้อถึงตัว ต้องมาเดินลัดเลาะในย่าน เดอะร็อคส์ (The Rocks) ชุมชนเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าๆ ซึ่งได้รับการดัดแปลงเป็นร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และห้องแสดงงานศิลปะ ใครที่เป็นสายอาร์ตต้องห้ามพลาดเพราะมีผลงานของศิลปินชาวออสเตรเลียจัดแสดงอยู่อย่างหลากหลาย ส่วนสายชิลล์ ‘Pancakes On The Rocks’ ช่วยเติมความสุขในวันสบายๆ ได้เป็นอย่างดี ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์บริเวณนี้จะมีตลาดนัด มีสินค้าให้เลือกมากมาย ไม่แน่ว่าอาจจะได้ของน่ารักๆ ไม่เหมือนใครกลับไปเป็นที่ระลึก

นอกจากผู้คนที่ทำให้ซิดนีย์เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาแล้ว สวนสัตว์และอะควาเรียมก็ทำให้เมืองนี้ตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะสัตว์ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของออสเตรเลียอย่าง ‘จิงโจ้’ และ ‘โคอาลา’ วันฟ้าใสอากาศเย็นสบายเราจึงพกหัวใจเด็กไปเที่ยวที่สวนสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในซิดนีย์ Taronga Zoo อยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมือง นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางด้วยรถยนต์หรือเรือเฟอร์รี่ ไม่นานก็จะได้พบกับสัตว์โลกแสนน่ารักมากกว่า 4,000 ตัว จากทางเข้านั่งกระเช้าลอยฟ้าไปอีกนิดก็จะถึงโซนสวนสัตว์ที่มีจิงโจ้กับโคอาลารอต้อนรับ สำหรับคนที่อยากได้อารมณ์ท่องซาฟารี ที่นี่เปิดให้นักท่องเที่ยวกางเต๊นท์ค้างแรมภายในสวนสัตว์ด้วย
ทว่ายิ่งได้มาอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ ยิ่งทำให้นึกถึงภาพธรรมชาติสวยๆ ภาพหนึ่ง ภูเขาสูงตระหง่านโดดเด่นตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม นั่นคือทิวทัศน์ของเทือกเขา Blue Mountains ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากซิดนีย์ ด้วยอาณาบริเวณกว้างใหญ่ถึง 11,400 ตร.กม. รายล้อมไปด้วยต้นยูคาลิปตัส ที่นี่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ. 2000 ในที่สุดเราก็ดั้นด้นมาจนถึงจุดชมวิวอยู่ที่ Echo Point เพื่อเก็บภาพมุมยอดนิยม Three Sister Rocks หรือ ‘เขาสามอนงค์’ ชื่อไทยๆ ที่ใครสักคนมอบไว้ให้
ความหลากหลายของการเดินทางท่องเที่ยวในซิดนีย์ เริ่มต้นจากอาคาร ย่านเก่า สวนสัตว์ ภูเขา และคงจะไม่สมบูรณ์แบบหากยังไม่ได้ดื่มด่ำกับสายลมแสงแดด ณ ชายหาดชื่อดังระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น หาดแมนลี (Manly Beach) หาดคูจี (Coogee Beach) หาดบรอนตี (Bronte Beach) ปาล์มบีช (Palm Beach) หรือ หาดบอนได (Bondi Beach) ซึ่งเป็นตัวเลือกของเราในครั้งนี้
แม้เดือนกรกฎาคมจะยังเป็นฤดูหนาวของซิดนีย์ แต่อากาศก็ไม่ได้ทำความคึกคักของชายหาดแห่งนี้ลดน้อยลงไป เราหยุดยืนทอดสายตาไปตามความยาวของหาดทรายขาวสะอาดที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด น้ำทะเลสีฟ้าใสคือสนามกว้างของนักเล่นเซิร์ฟ ขณะที่ชายหาดคือที่เอนกายของคนรักแดด ตัดภาพมาที่ด้านบน ถนนขนานแนวชายหาดคือย่านชอปปิง ร้านอาหาร และคาเฟ่มากมาย รวมไปถึงสระว่ายน้ำติดทะเลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในออสเตรเลีย ถึงตรงนี้บอกเลยว่า... แค่เครื่องดื่มแก้วโปรดกับเวลาที่ไม่รีบเร่งก็เกินพอแล้วสำหรับการรีเฟรชร่างกาย

เวลาอันแสนสั้นในซิดนีย์ แม้จะมีอีกหลายแห่งที่ยังไม่ได้ไปเยือน แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทย เป็นที่รู้กันว่าต้องจัดสรรเวลาและเงินในกระเป๋าไปตามลิสต์แหล่งชอปปิงที่มีอยู่มากมาย ตั้งแต่ตลาดนัด ตลาดศิลปะ ย่านไชน่าทาวน์ ไปจนถึงห้างสรรพสินค้าที่เพียบพร้อมไปด้วยสินค้าแบรนด์เนม แต่ไม่ว่าจะเลือกส่งท้ายที่ไหน เชื่อแน่ว่าทริปนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายสำหรับซิดนีย์ เพราะเมืองนี้สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และยังมีไฮไลต์ที่ต้องเก็บไว้ในวิสต์ลิสต์ นั่นคือช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่ว่ากันว่าแสงสีของการแสดงพลุไฟได้รับการจัดอันดับให้สวยที่สุด 1 ใน 5 ของโลกเลยทีเดียว

หลังจากกล่าวคำอำลา...ซิดนีย์ ขณะหนึ่งที่เครื่องบินกำลังไต่ระดับขึ้นสู่ท้องฟ้า ฉันบอกกับตัวเองว่า... จนกว่าจะพบกันใหม่แต่ไม่ว่าครั้งหน้าจะเป็นเมื่อไหร่ อย่างไรก็จะเลือกเดินทางไปกับการบินไทย สายการบินแห่งชาติ ด้วยการบริการที่สุดแสนประทับใจการบินไทย รักคุณเท่าฟ้าบินไปออสเตรเลีย บินไปกับการบินไทย สบายต่างกัน www.thaiairways.com