ถึงใบไม้จะปลิดขั้วร่วงหล่นแล้ว บนพรมใบไม้แห้งคล้ายปูทางรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาสัมผัสความเป็นเมลเบิร์นในช่วงเวลาที่ว่ากันว่า “เมลเบิร์นน่าเที่ยวที่สุด”

ฤดูร้อนของไทยตรงกับฤดูใบไม้ร่วงของเมลเบิร์น เมืองหลวงของรัฐวิคตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย อากาศไม่หนาวจนทรมานและไม่ร้อนจนลุกเป็นไฟทำให้เราต้องรีบเก็บ กระเป๋า จองตั๋วเครื่องบิน แล้วตรงดิ่งมาอย่างไม่ต้องคิดมากนัก

กลางดึกในห้องโดยสารของสายการบินไทย แม้จะกินเวลากว่า 9 ชั่วโมง แต่ด้วยความสะดวกสบายและการบริการที่ดีเยี่ยมทำให้เป็นช่วงเวลาของการพักผ่อนก่อนจะตะลุย เที่ยวเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก

เวลาที่มาถึงเมลเบิร์นเป็นช่วงเวลาใกล้เที่ยงตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าไทย 3 ชั่วโมง แต่ด้วยอากาศค่อนข้างดี แดดอ่อนๆ แม้จะเป็นตอนกลางวัน ทำให้เราเริ่มต้นท่องเที่ยว ได้ทันที จากใจกลางเมืองที่เรียกว่า Melbourne CBD ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อย หากมองแบบ Bird’s Eye View จะเห็นผังเมืองแบ่งเป็นบล็อกสวยงาม ซึ่งเรา สะดุดตากับ Flinders Street Railway Station ไม่ใช่แค่ในฐานะสถานีรถไฟศูนย์กลางของเมืองซึ่งตั้งอยู่ตรงมุมถนนฟลินเดอร์และถนนสแวนตันเท่านั้น ทว่าที่นี่คือ หนึ่งในสถานีรถไฟที่สวยที่สุดของโลก

นับตั้งแต่สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1909 สถานีรถไฟแห่งนี้ก็ทำหน้าที่ให้บริการเครือข่ายรถไฟทั้งหมดของเมืองเสมอมา โดยทางรถไฟจะเลียบตลอดแม่น้ำยาร์รา (Yarra) แม่น้ำสายหลักของเมือง ผ่านวันเวลามาร่วม 110 ปี กระทั่งที่นี่ได้รับยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมลเบิร์นไปแล้ว

และทันทีที่กลับหลังหัน จะได้พบกับโบสถ์ St Paul’s Cathedral ตั้งตระหง่านอย่างสง่างามอยู่ หากสังเกตจากภายนอกจะพบว่าโบสถ์หลังนี้มีลักษณะตามแบบอังกฤษ ดั้งเดิมทีเรียกว่า Anglicanism ถึงทำเลจะใกล้กับสถานีรถไฟ Flinders Street แต่ความเป็นมาของโบสถ์หลังนี้ยาวนานกว่า เพราะสร้างเสร็จตั้งแต่ปี ค.ศ.1891 โดย William Butterfield สถาปนิกชาวอังกฤษเป็นผู้ออกแบบ

นอกจากใช้ประกอบศาสนกิจและพิธีกรรมต่างๆ ความงามทางสถาปัตยกรรมถึงขั้นเป็นอีกสัญลักษณ์ของเมลเบิร์นทำให้โบสถ์นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวไปโดยปริยาย เข้าชมฟรีได้ทุกวัน สำหรับนักท่องเที่ยวสายแชะที่อยากมีรูปสวยๆ ด้านใน ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมกล้องละ 5 ดอลลาร์ออสเตรเลีย นับว่าคุ้มค่าเพราะศิลปะและจิตรกรรมต่างๆ วิจิตรบรรจงมาก
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
ซึมซับความงามทางสถาปัตยกรรมที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์แล้วไปเดินชมความงามของศิลปะร่วมสมัยกันบ้าง เพียงเดินเลยจากโบสถ์มาไม่ไกลคือถนน Hosier Lane ที่เต็มไปด้วยศิลปะบนกำแพงหรือ Street Art ที่จะตอกย้ำความเป็นเมืองศิลปะระดับโลกของเมลเบิร์น เป็นธรรมดาของถนนคือผู้คนใช้สัญจรไปมา ทว่าถนนสายนี้เป็น เสมือนที่พบปะของศิลปินและคนรักศิลปะ เป็นจุดตัดและเชื่อมต่อกันระหว่างความงาม ความหมาย และวิถีชีวิต ตามแบบฉบับของ Street Art โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วง ศตวรรษที่ 21 อิทธิพลศิลปะแนว Graffiti จากอเมริกาไหลบ่าสู่เมลเบิร์น ถึงขนาดได้สมญานามว่า Stencil Capital of the World (เมืองแห่ง Stencil Art ของโลก)

ถึงในเมืองจะเที่ยวง่ายและอากาศดี แต่อย่างไรธรรมชาติที่นอกเมืองก็น่าไปสัมผัสไม่แพ้กัน ขึ้นชื่อว่าเมลเบิร์นเพียงข้ามแม่น้ำยาร์ราไปจะเจอ Royal Botanical Gardens and Shrine of Remembrance สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่และเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานทหารผ่านศึกด้วย

ต้นไม้ใบหญ้าของที่นี่เขียวขจี แต่ช่วงนี้ที่เป็นรอยต่อของฤดูใบไม้ร่วงและฤดูใบไม้ผลิสวนแห่งนี้จะเป็นสีแดง ส้ม เหลือง สลับกันไล่เฉดสวยงาม

แค่ได้นั่งเล่นบนม้านั่งทรงคลาสสิคใต้ร่มไม้ที่ใบไม้กำลังพร้อมผลัดใบ สีสันที่แปลกไปตัดกับสีเขียวของผืนหญ้าอาจทำให้หลายคนลืมเวลาเพราะมัวแต่ดื่มด่ำความสุขสดชื่น

นอกจากความชิลขั้นสุด ที่นี่ยังมีความทรงจำซึ่งชาวออสเตรเลียไม่มีวันลืม เรื่องราวถูกบันทึกและเล่าขานผ่านอนุสรณ์สถานทหารผ่านศึกที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1928 เพื่อ รำลึกถึงวีรกรรมของทหารหาญชาวออสเตรเลียที่สละชีพเพื่อชาติในสงครามต่างๆ โดยได้แรงบันดาลใจการสร้างตามแบบมอโซเลียมแห่งฮาลิคาร์นาซุส หนึ่งในสิ่ง มหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ ด้านในมีสถาปัตยกรรมให้ชมรวมถึงข้อมูลประวัติศาสตร์ ส่วนด้านบนจะมองเห็นวิว 360 องศาจากมุมบน เห็นทั้งสวนและเมืองเมลเบิร์นเป็น ภาพที่ครบทั้งธรรมชาติและความเป็นเมือง

ออกนอกเมืองไปทางใต้ของเมลเบิร์นบนเส้นทางสาย Great Ocean Road สถานที่ท่องเที่ยวที่ชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก ถนนสายนี้ทอดยาวไปตามชายฝั่งระยะทาง 100 กว่ากิโลเมตร สร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ตั้งแต่ปี ค.ศ.1919 จนแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1932 ทุกโค้งทุกเนินขึ้นลงและวิวที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ต้องตะลึงทำให้ถนนสายนี้ เป็นถนนสายคลาสสิคสุดโรแมนติก Australian National Heritage

หนึ่งในจุดที่พลาดไม่ได้บนเส้นทางนี้ คือ Twelve Apostles หรือเสาหินสาวกทั้ง 12 ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ Port Campbell บริเวณชายฝั่ง Shipwreck Coast จากชายฝั่งมองไปยังทะเลจะเห็นกลุ่มโขดหินขนาดใหญ่ตั้งเด่นอยู่ เดิมทีโขดหินหรือเสาหินนี้มี 12 เสา จากการสำรวจทางธรณีวิทยาพบว่ามีอายุราว 20 ล้านปี โดยที่เคย เป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน แต่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะนับพันปีกระทั่งเปลี่ยนรูปร่างเป็นเหมือนเสาหินที่โผล่ขึ้นจากทะเล

จากเดิมที่มี 12 เสา พอถึงปี ค.ศ.2005 แท่งหินจำนวน 4 เสาเกิดพังทลายจนปัจจุบันเหลือเพียง 8 เสา แต่ยังคงถูกเรียกขานว่า Twelve Apostles ดังเดิม

อีกแห่งที่แม้จะไม่ใกล้กับ Great Ocean Road เพราะแค่ออกจากเมืองไปไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งแต่กลับเปิดประสบการณ์ที่หาจากไหนไม่ได้ รับรองว่าไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร เมื่อได้ลองมาห้อยขาไปกับรถไฟ Puffing Billy Railway แล้วจะลืมวันลืมวัยเพราะเหมือนได้ย้อนไปสู่วัยเด็ก ปลุกความสดใสในตัวคุณ

จากสถานีรถไฟ Flinders Street ไปถึงสถานี Belgrave ที่นี่ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความสนุกสนานของรถไฟสุดว้าวของเมลเบิร์น ด้วยรูปแบบ การนั่งอันเป็นเอกลักษณ์คือห้อยขาหันหน้าออกด้านข้าง เกาะราวกั้น แล้วทอดสายตาไปยังทิวทัศน์ระหว่างทาง

ความตื่นตาตื่นใจที่กำลังผ่านตาและขาที่ห้อยอยู่นั้น ก่อร่างสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วง ค.ศ.1900 เพื่อขยายการเดินทางจากเมืองสู่ชานเมือง ผ่านเหตุการณ์พิบัติภัยดินถล่ม เมื่อปี ค.ศ.1953 ถึงขั้นขาดทุนและปิดตัวไป ต่อมาในปี ค.ศ.1962 เส้นทางรถไฟสายนี้จึงเริ่มกลับมามีชีวิตใหม่ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของอาสาสมัครเกือบพันคนจนเปิด ใช้งานได้อีกครั้งในปี ค.ศ.1998

ถึงรัฐวิคตอเรียจะเป็นรัฐที่เล็กที่สุดของออสเตรเลีย และเมลเบิร์นก็ไม่ใช่เมืองใหญ่โตอะไรนัก แต่ความหลากหลายของทรัพยากรตั้งแต่สถาปัตยกรรม ผู้คน ไปจนถึง ธรรมชาติ ที่ผ่านการจัดการที่ยอดเยี่ยม ทุกอย่างของเมลเบิร์นจึงเป็นความเพลิดเพลิน...จนเกินห้ามใจ