ไอร้อนของชาเขียวแบบดั้งเดิมช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับยามเช้า ขนมชิ้นเล็กๆ ในถาดไม้เติมความหวานหอมกำลังดี แต่คงไม่มีอะไรสะกดสายตา ณ เวลานี้ ได้เท่ากับ ภาพใบไม้สีแดงสะท้อนเงาในสระน้ำเบื้องหน้า

เราเดินทางมาถึงเมืองฟุกุโอกะบนเกาะคิวชูทางตะวันตกของประเทศญี่ปุ่นในช่วงปลายเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสี แต่ยังคงหลงเหลือความงามแห่งฤดูกาลไว้ให้เชยชม ที่ สวนยูเซ็นเท (Yusentei Park) บ้านพักตากอากาศของ ‘ไดเมียว’ หรือผู้ครองแคว้นในอดีต เคยเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของบรรดาซามุไร ปัจจุบันเปิดเป็นสวนสาธารณะ ให้นักท่องเที่ยวอย่างเราได้เข้าไปละเลียดบรรยากาศที่มีทั้งน้ำตก สระน้ำและเรือนไม้เปิดโล่งสำหรับจิบน้ำชา รายล้อมด้วยสวนสวยสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ที่นี่คือ จุดชมใบไม้แดงอันงดงามอีกแห่งหนึ่งของฟุกุโอกะ ฉันนึกถึงภาพนักรบหน้าตาขึงขังนั่งจิบชาชมสวนแล้วเผลอยิ้มให้กับตัวเองที่มีโอกาสได้สัมผัสกับความต่างอย่างลงตัว ของบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยสีสัน ทว่าแอบขรึมขลังอยู่ในที ...........

ด้วยเวลาที่เหมาะเจาะพอดีของสายการบินไทยที่ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิหลังเที่ยงคืนก่อนจะมาถึงสนามบินฟุกุโอกะในเช้าวันใหม่ พร้อมกับความสะดวกสบายในห้อง โดยสารและบริการอาหารเช้าแบบจัดเต็ม ทำให้เราเดินทางสำรวจฟุกุโอกะได้ทันทีหลังออกจากสนามบิน

เก็บกระเป๋าเข้าที่พักเรียบร้อย จุดหมายแรกที่นักเดินทางหน้าใหม่ไม่ควรพลาดก็คือ วัดนันโซอิน (Nanzoin Temple) ชื่อเสียงของพระนอนสำริดใหญ่ที่สุดในโลกคือ เทียบเชิญ จากสถานีรถไฟซึ่งเป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุด เราเดินผ่านสะพานข้ามแม่น้ำที่มีลูกเล่นน่ารักๆ คือราวสะพานทำเป็นเบลล์ มีไม้เล็กๆ ให้นักท่องเที่ยวหยิบมาตี เป็นเสียงดนตรีเบาๆ ก่อนจะเดินต่อไปยังวัดที่มองเห็นองค์พระขนาดใหญ่อยู่บนเนินเขา

เดินตามป้าย Big Buddha ลัดเลาะตามทางเดินเล็กๆ ผ่านอุโมงค์ไม่นานก็จะพบกับเทพเจ้าแห่งความโชคดีทั้ง 7 จากนั้นเดินขึ้นเขาไปอีกนิดหน่อยเพื่อพบกับพระนอนสำริด องค์ใหญ่ที่ตั้งอยู่บนลานกลางแจ้ง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นอกจากจะอธิษฐานขอพรแล้ว ไม่มีใครพลาดการถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ซึ่งหากจะเก็บให้เต็มทั้งองค์บอกเลยว่าไม่ใช่ เรื่องง่าย เพราะองค์พระยาวถึง 41 เมตร สูง 11 เมตร
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
สำหรับจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่ตั้งอยู่ด้านบนคือ ซุ้มประตูโทริอิ (Torii) ที่ไล่ระดับตามไหล่เขาอย่างสวยงามนำทางไปสู่ศาลเจ้าสำคัญ ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่น ก่อนเดิน ผ่านประตูโทริอิ ควรโค้งคำนับเพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตย์อยู่ ณ ที่แห่งนั้น และไม่ควรเดินเข้าหรือออกตรงกลางทางเดิน เพราะเชื่อกันว่านั่นคือทางเดิน ของเทพเจ้า

ความอ่อนน้อมเช่นนี้ดูจะเป็นบุคลิกประจำตัวของชาวอาทิตย์อุทัยที่เราสัมผัสได้ตลอดเวลา รวมไปถึงในเมืองเก่าแก่อย่าง ‘ดาไซฟุ’ ที่มีศาลเจ้าอายุหลายร้อยปีที่คนญี่ปุ่นมัก มาขอพรด้านการศึกษา นั่นคือ ศาลเจ้าดาไซฟุ เท็นมันกุ (Dazaifu Tenmangu) ที่ซึ่งประดิษฐานเทพเทนจิน (Tenjin) หรือเทพเจ้าแห่งการเรียนนั่นเอง

เช่นเดียวกับศาลเจ้าอื่นๆ ก่อนจะเข้าไปไหว้ขอพร ต้องชำระล้างร่างกายและจิตใจให้สะอาดก่อน ณ จุดที่เรียกว่า ‘โชสุยะ’ ซึ่งเป็นบ่อน้ำสำหรับล้างมือบ้วนปาก ข้อควรรู้ก็คือ ไม่ควรบ้วนปากจากกระบวยที่เขาเตรียมไว้ให้ แต่ใช้วิธีตักน้ำมาใส่ในอุ้งมือก่อน ถือเป็นการรักษาความสะอาดไปในตัว

แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่ดูเหมือนว่าคนญี่ปุ่นจะอุ้มลูกจูงหลานเดินทางมาไม่ขาดสาย ซึ่งนอกจากสักการะเทพเจ้าแล้ว ด้านนอกตรงหน้าทางเข้าศาลเจ้า ยังมีรูปปั้นวัวที่ผู้คน ไปลูบๆ คลำๆ กันตลอดเวลา ถามดูได้ความว่า หากได้ลูบหัวและเขาของรูปปั้นนี้จะโชคดี แน่นอนว่า...เราไม่พลาดโอกาสนี้

เติมพลังใจกันตามสมควรแล้ว ถึงเวลาเติมความกระปรี้กระเปร่าให้ร่างกายด้วยอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นซิกเนเจอร์ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงมากมายทั้งอาหาร ขนม ของที่ระลึก แต่ที่ถือเป็น ‘The must’ คือ ขนมโมจิย่างไส้ถั่วแดง (Umegae Mochi) ที่ทำกันสดใหม่ด้วยกรรมวิธีแบบดั้งเดิม รับโมจิก้อนกลมมาแล้วใครจะอดใจไหว กัดเข้าไปคือแป้งนุ่มละมุนพร้อมถั่วแดงเนียนละเอียดแทบจะละลายในปากเลยทีเดียว

ขนมหอมหวานจะขาดกาแฟอุ่นๆ ไปได้อย่างไร เราเดินตรงไปที่ร้านดังอย่างสตาร์บัคส์ ความพิเศษไม่ได้อยู่ที่กาแฟ แต่อยู่ตรงการตกแต่งร้านให้มีรูปแบบเข้ากับย่านเก่า ด้วยการใช้ท่อนไม้ขนาดยาวจำนวนกว่า 2,000 ท่อนมาเป็นส่วนประกอบ งานดีฝีมือประณีตนี้ออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น กลายเป็นอีกจุดเช็คอินของนักท่องเที่ยว สายโซเชียล

สำหรับคนรักศิลปะแนะนำให้แวะไปที่ วัดโคเมียวเซ็นจิ (Komyozenji Temple) ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ที่นั่นมีไฮไลท์เป็นสวนหินแบบญี่ปุ่น ศิลปะที่เกิดจากหินจำนวน 15 ชุดวางเรียงกันเป็นตัวอักษรภาษาญี่ปุ่น แปลว่า “แสงสว่าง” และเมื่ออ้อมไปด้านหลังจะพบกับสวนเมเปิ้ลสีสันสวยงาม เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ศิลปะและธรรมชาติสอด ประสานกันอย่างลงตัว

ฟุกุโอกะเป็นเมืองใหญ่อีกเมืองที่เรียกได้ว่าครบเครื่องทั้งธรรมชาติ ศาสนสถาน แหล่งชอปปิง เช้าๆ นั่งจิบชา บ่ายๆ ไหว้พระ ตกเย็นค่อยเดินทอดน่องกินช้อปในย่านดัง ใจกลางเมือง แต่ถ้าหัวใจเรียกร้องให้ออกตามหาหมุดหมายชวนฝันแล้วล่ะก็ เมืองเล็กๆ อย่าง ยูฟุอิน (Yufuin) คือปลายทางที่คุณจะตกหลุมรักได้ไม่ยาก

กว่า 2 ชั่วโมงบนรถไฟสายสวย YUFUIN NO MORI ทิวทัศน์สองข้างทางที่สลับไปมาระหว่างท้องฟ้า ภูเขา บ้านเรือน เหมือนท่วงทำนองที่ฟังไม่เบื่อ และเมื่อมาถึงสถานี ยูฟุอิน เมืองที่เต็มไปด้วยสีสันท่ามกลางฉากใหญ่ของธรรมชาติก็ดึงดูดให้เราเดินตามคลื่นคนไปอย่างว่าง่าย

‘ยูฟุอิน’ นอกจากจะเป็นที่หมายตาของนักท่องเที่ยวที่ปรารถนามาเดินชิลล์ ชมและช้อปแล้ว ยังเป็นเมืองพักตากอากาศที่มีชื่อเสียงเรื่องออนเซ็นติดอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น สำหรับคนที่มีเวลามากหน่อยอาจมาพักสักหนึ่งคืนเพื่อดื่มด่ำกับน้ำแร่ร้อนที่นี่ แต่ถ้าต้องการแค่ซึมซับความสโลว์ไลฟ์ก็ใช้เวลาสักครึ่งค่อนวันในการเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ ชิมขนมอร่อยๆ ที่มีอยู่มากมายตลอดเส้นทาง

ขึ้นชื่อที่สุดเห็นจะเป็นโรลเค้ก โดยเฉพาะที่ร้าน B-speak ซึ่งสังเกตได้ไม่ยาก เพราะหน้าร้านจะมีคนต่อแถวกันยาวเหยียดและมักจะขายหมดในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ใครอยากชิม คงต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว แต่ถ้าชอบไอศครีม แนะนำแรร์ไอเทมอย่าง ‘ไอศครีมปิดทอง’ เนื้อไอศครีมเป็นชาเขียวด้านบนแปะทองคล้ายทองคำเปลว อร่อยไปอีกแบบ

สำหรับจุดที่ต้องไปเช็คอินก็ได้แก่ Yufuin floral village หมู่บ้านที่จำลองบรรยากาศชนบทในยุโรปมาให้ได้ถ่ายรูปเก๋ๆ มีร้านขายสินค้าไอเดียน่ารักเต็มไปหมด แต่ถ้าใคร เป็นสาวกจิบลิ ต้องตรงไปที่ Totoro’ Ghibli House เพราะที่นี่มีสินค้าลิขสิทธิ์จากตัวการ์ตูนชื่อดังให้เลือกช้อปมากมาย แถมหน้าร้านยังจัดมุมไว้ให้ถ่ายรูปโพสต์อวด คนคอเดียวกันด้วย

บนถนนเส้นหลักในช่วงวันหยุดค่อนข้างคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว ถ้าอยากชมวิวสวยๆ แนะนำให้เดินไปตามคลองส่งน้ำแล้วข้ามสะพานเล็กๆ ไปทางด้านหลัง ความรู้สึกจะ เหมือนหลุดหลงไปในเมืองเล็กๆ อันสุขสงบท่ามกลางภูเขา สายน้ำ แมกไม้ที่ยามนี้เปลี่ยนเป็นเฉดสีแห้งๆ แต่ก็ดูโรแมนติกไม่น้อย

เดินเพลินๆ ให้ลมหนาวปะทะใบหน้าเบาๆ รู้ตัวอีกทีพระอาทิตย์ก็อ่อนแสงแล้ว ถึงตอนนี้มีเพียงความปรารถนาเดียวสำหรับฟุกุโอกะ “หยุดเวลาไว้ตรงนี้ได้ไหม...”