ท่วงท่าอุ้ยอ้ายของเจ้าแพนด้าขนปุยดึงดูดให้คนทั่วโลกตกหลุมรักพวกมัน หลายคนเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อไปดูลีลาการกิน การนอน การเล่น อย่างไม่สนใจ สายตาใคร แต่นั่นกลับทำให้หลายคนใจละลาย

ถึงแพนด้าจะเป็นทูตสันถวไมตรีที่ทางการจีนส่งไปกระชับสัมพันธ์กับหลายประเทศ เช่น สเปน เยอรมนี ญี่ปุ่น ฯลฯ หนึ่งในนั้นคือไทย แต่ไม่ว่าแพนด้าจะเดินทางไปสร้าง รอยยิ้มในต่างแดนแค่ไหน บ้านเกิดเมืองนอนของพวกมันก็ยังเป็นที่สุดของคนรักแพนด้าอยู่ดี

ที่บริเวณลุ่มแม่น้ำหมินใจ กลางมณฑลเสฉวน คือที่ตั้งเมืองเฉิงตู (Chendu) เมืองเอกของมณฑลนี้ นอกจากจะมีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสามของประเทศจีน ประชากรแพนด้ายังหนาแน่นที่สุด เพราะที่นี่คือ ‘บ้าน’ บ้านที่แขกเหรื่ออย่างเราจะไปเยือน

ตลอดการเดินทางจากน่านฟ้าไทยไปสู่จีน ความสะดวกสบายและการเอาใจใส่ของสายการบินไทยทำให้ระยะเวลาเดินทางประมาณสามชั่วโมงน่าประทับใจไม่มีเบื่อ เมื่อถึง ท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูซวงหลิวจึงพร้อมตะลุยเที่ยวโดยที่ไม่รู้สึกอ่อนล้าจากท่าอากาศยานเฉิงตูฯ เข้าสู่ตัวเมืองราว 16 กิโลเมตร หลังจากนั้นอีกเพียง 10 กิโลเมตร ก็จะถึงที่หมายปลายทางอันขึ้นชื่อลือชาว่าหากมาเฉิงตูแล้วไม่ได้ดูแพนด้าก็เหมือนมาไม่ถึง

บนเนื้อที่กว่า 600,000 ตารางเมตรของ ศูนย์วิจัยและเพาะเลี้ยงแพนด้า (Giant Panda Breeding & Reseach Base) หรือเรียกง่ายๆ ว่า ‘หมู่บ้านแพนด้า’ ถูกรายล้อม ด้วยป่าไผ่สีเขียวขจี ดอกไม้และพันธุ์ไม้นานาชนิด ที่เนรมิตให้เป็นสรวงสวรรค์ของแพนด้า ด้วยสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของแพนด้า ทำให้คุณภาพชีวิตพวกมันอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม แพนด้าทุกตัวจึงแข็งแรงและดูมีความสุข

ความน่ารักของแพนด้าทั้งรุ่นใหญ่ไปจนถึงเจ้าตัวเล็กแสนซน ทำให้ค่าเข้าชมราคา 58 หยวน (เกือบ 300 บาท) ช่างคุ้มค่าโดยเฉพาะในช่วงเวลาให้อาหารแพนด้าประมาณ 8.30-10.00 น. ที่เจ้าหมีขอบตาดำจะคึกคักกันเป็นพิเศษ

สำหรับแพนด้าขวัญใจชาวไทยอย่าง ช่วงช่วง และ หลินฮุ่ย ก็บินตรงมาจากเมืองเฉิงตูเช่นกัน ย้อนไปเมื่อปี 2546 ทางการจีนได้ส่งมาเป็นทูตสันถวไมตรีและเป็นการ เฉลิมฉลองวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ โดยการบินไทยได้นำคณะเจ้าหน้าที่จากประเทศไทยไปรับอย่าง เพียบพร้อม ห้องขนส่งก็เป็นแบบพิเศษปรับอุณหภูมิได้เหมือนสภาพอากาศที่แพนด้าอาศัยอยู่ ทั้งยังติดตั้งที่นั่งสำหรับเจ้าหน้าที่และทีมสัตวแพทย์จากประเทศจีน ซึ่งการบินไทยดูแลเรื่องการเดินทางทั้งหมด แม้กระทั่งขนส่งต้นไผ่จากจีนมาไทยประมาณเดือนละ 1,600 กิโลกรัม ในระหว่างที่โครงการปลูกไผ่เพื่อแพนด้าในไทยยัง ไม่แล้วเสร็จ

ถึงแพนด้าจะเป็นสัญลักษณ์ของเฉิงตู แต่ในเมืองนี้ยังมีของดีอีกหลายอย่าง หากนั่งรถบัสจากตัวเมืองประมาณ 2 ชั่วโมง หรือนั่งรถไฟความเร็วสูงไปยังสถานีเล่อซานแล้ว ต่อแท็กซี่รวมเพียงชั่วโมงกว่า จะมาถึง ‘เขาเล่อซาน’ ตำนานแห่งหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ ยืนยันได้ด้วยพระพุทธรูปองค์มหึมา การันตีด้วยสถิติว่าใหญ่ที่สุดในโลก
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
พระพุทธรูปเล่อซาน (Leshan Giant Buddha) แกะสลักจากภูเขาหิน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.713-803) ในยุคที่เครื่องมือเครื่องไม้และเทคโนโลยี ไม่ทันสมัย การแกะสลักพระพุทธรูปความสูง 71 เมตร ไหล่กว้าง 24 เมตร ไม่ใช่เรื่องง่ายหากไร้ซึ่งกำลังศรัทธาผ่านวันเวลามานับสหัสวรรษแต่ใบหน้าของพระพุทธรูป เล่อซานยังยิ้มแย้ม แสดงถึงเมตตาที่มีต่อสาธุชน คนส่วนมากมาเที่ยวชมความยิ่งใหญ่ อีกไม่น้อยมาเพื่อกราบไหว้ขอพรให้ชีวิตร่มเย็นเป็นสุข โดยมีวิธีเข้ามาสักการะได้ สองวิธีคือล่องเรือในแม่น้ำ จะเห็นองค์พระเต็มองค์จากทางด้านหน้า และการขึ้นบันไดตามแนวเขาจะได้ใกล้ชิดกับองค์พระจากด้านบน

หากยังประทับใจกับความยิ่งใหญ่ของพระพุทธรูปท่ามกลางธรรมชาติอันสมบูรณ์ ยังมีอีกหนึ่งความงดงามสุดมหัศจรรย์ซึ่งธรรมชาติรังสรรค์ไว้

อุทยานธารน้ำมังกรเหลือง หรือ ฮวงหลง (Huanglong) จะเป็นอีกภาพจดจำที่หลายคนยากจะลืมเลือน ด้วยทะเลสาบน้ำใสมีฉากหลังคือยอดเขาซึ่งปกคลุมด้วยหิมะตลอด ทั้งปี และสีเขียวของต้นไม้ที่อยู่เบื้องล่างเมื่อรวมกับท้องฟ้าครามเข้มสดใสก็ไม่ต่างอะไรกับภาพวาดโดยจิตรกรฝีมือดี

ที่นี่เกิดจากแผ่นดินเคลื่อนตัวมาติดกัน ส่งผลให้มีภูมิประเทศซับซ้อนสวยงามน่าสนใจ มีสระน้อยใหญ่กว่า 3,000 สระ และน่ามหัศจรรย์ใจด้วยแต่ละสระมีสีสันแตกต่างกันไป เช่น สระ Yingbin น้ำสีฟ้าใส จากแร่ธาตุแคลเซียมคาร์บอเนตใต้ผืนน้ำ

ความสวยงามของที่นี่ค่อยๆ เป็นประจักษ์ต่อสายตาคนทั่วโลก จนกระทั่งได้รับคัดเลือกเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จาก UNESCO ในปี ค.ศ.1992

ช่วงเดือนนี้ (ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมถึงมีนาคม) ค่าเข้าชมอยู่ที่คนละ 60 หยวน ส่วนเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมค่าเข้าชมจะพุ่งไปที่ 200 หยวน แม้ราคาจะแตกต่าง กันแต่ความงามไม่ได้ลดลงคืองดงามตามฤดูกาล

ออกนอกเมืองไปไกลได้เวลาเข้าเมืองอีกครั้ง ถึงเฉิงตูจะเป็นเมืองทันสมัยแต่ยังรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรม ความเก่ากับใหม่ถูกนำมาผสมกลมกลืนกันบนถนนสายหนึ่งที่ชื่อว่า ถนนโบราณจินหลี่ (Jinly Ancient Street)

ผู้คนมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ไม่ได้มีเพียงชาวจีนที่ใช้ถนนสายนี้เพื่อจับจ่ายซื้อของ นักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบทุกคนได้เสียเงินไปกับสินค้าสวยๆ มีมนต์ขลัง แม้แต่อาหารการกินก็ยังถูกปาก และยังถูกใจด้วยบรรยากาศร้านค้าซึ่งคงเอกลักษณ์แบบโบราณไว้ได้ดี

ตั้งแต่ช่วงต้นราชวงศ์ฉิน ถนนสายนี้ขึ้นชื่อเรื่องการซื้อขายผ้าเนื้อดี นับเป็นย่านการค้าที่รุ่งเรืองมากในยุคนั้น แต่ต่อมาก็ซบเซาตามกาลเวลา กระทั่งเมืองเฉิงตูต้องการ ปลุกชีพถนนจินหลี่อีกครั้ง หลังจากบูรณะจนแล้วเสร็จได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสบรรยากาศการค้าในอดีตเมื่อปี ค.ศ.2004 จนหลายคนยกย่องให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่ง แห่งที่ต้องมาเที่ยว

ปัจจุบันบรรยากาศของถนนโบราณแห่งนี้ยังคึกคัก เป็นอีกเสน่ห์ของชานเมืองทางตอนใต้ของเฉิงตู บนถนนยังมีฝีเท้าของนักท่องเที่ยวย่ำไปในทุกวัน ของที่ระลึกจำพวก งานเย็บปักถักร้อยแบบโบราณ เครื่องเคลือบ งานหัตถกรรม และอาหารท้องถิ่น ยังขายดิบขายดีเช่นเดิม

ถึงจะกินเล่นๆ บนถนนสายนี้ แต่การเดินทางมาตลอดทั้งวันก็อาจทำให้หลายคนเรียกหาอาหารมื้อใหญ่ มาถึงเฉิงตูเมืองเอกแห่งมณฑลเสฉวนทั้งทีต้องลองเมนูซิกเนเจอร์คือ หม่าโผโต้วฟู (Mapo Tofu) ชื่อไทยว่า‘ผัดเต้าหู้ทรงเครื่อง’ ยังคงคอนเซปต์คือความเผ็ดร้อน เพราะอุดมด้วยเครื่องปรุงรสร้อนแรงอย่างซอสพริกเสฉวน ที่มีเอกลักษณ์คือ ความเผ็ดจนลิ้นชา ผัดกับเต้าหู้เนื้อละมุน เนื้อสับ (หรือหมูสับ) และถั่ว เมนูนี้คือพื้นฐานที่ทุกร้านต้องมี

เที่ยวทั้งวันกินจนอิ่มท้อง ก่อนจะเข้านอนยังขาดความบันเทิงสุดตระการตาอีกหนึ่งอย่าง ว่ากันว่านี่คือศิลปะการแสดงชั้นสูงของคนเสฉวน สืบทอดกันภายในตระกูล หลายชั่วอายุคน ในอดีตศาสตร์นี้จะไม่ถ่ายทอดให้บุคคลอื่นนอกจากคนในครอบครัว ทำให้ปัจจุบันการแสดง งิ้วเปลี่ยนหน้ากาก (Sichuan Opera Chinese Mask Changing) คืออัตลักษณ์ของมณฑลเสฉวน ที่หาดูได้ตามร้านอาหารใหญ่ๆ หรือโรงละครที่เรียงรายบนถนนในเมืองเฉิงตู

ท่ามกลางโรงละครที่ผู้คนนั่งกันหนาตาในทุกรอบการแสดง รับรู้ได้ถึงการตั้งตารอคอยสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าหลังผ้าม่านเปิดออก เมื่อการแสดงเริ่มขึ้นนักแสดงเพียง ไม่กี่ชีวิตออกมาในชุดอย่างที่หลายคนเคยเห็นในอุปรากรจีน แตกต่างตรงที่บนหน้าของพวกเขาสวมหน้ากากอยู่

ขณะที่ท่วงทำนองขับขาน การร่ายรำดำเนินไปอย่างงดงาม แม้จะฟังไม่ออกว่าพวกเขากำลังพูดอะไร แต่ก็พอเข้าใจได้จากท่าทาง กระทั่งการสะบัดหน้าแต่ละครั้งเปลี่ยน ใบหน้าหนึ่งเป็นอีกใบหน้าหนึ่ง เสี้ยววินาทีเหล่านั้นคือความตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก

แม้จะพยายามจับผิดก็ไม่เป็นผล เทคนิคที่สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่นยังน่าพิศวงต่อไป ยิ่งบวกกับการพ่นไฟและอีกสารพัดมายากล ซึ่งสอดแทรกอยู่ตลอดการแสดงทำให้ ปิดฉากของวันได้อย่างน่าประทับใจ