ไม่ว่าโลกจะหมุนไปเร็วแค่ไหน แต่ทันทีที่สองเท้าได้สัมผัสกับพื้นถนนที่ปูด้วยหินตามสไตล์เมืองเก่าในยุโรป ณ จัตุรัสกรองด์ ปลาส (Grong Plas) กลางกรุงบรัสเซลล์ เมืองหลวงแห่งเบลเยี่ยม โลกรอบตัวดูเหมือนจะเริ่มหมุนช้าลง ขณะที่หัวใจกลับค่อยๆ เต้นแรงขึ้น

ที่แห่งนี้เปรียบเสมือนจุดนัดพบของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ในชื่อคุ้นหู ‘จัตุรัสแกรนด์เพลส’ อดีตอันรุ่งเรืองย้อนหลังไปได้ไกลกว่า 400 ปี ทุกวันนี้หมู่อาคารสูงตระหง่าน ที่สร้างตั้งแต่ยุคกลางก็ยังคงเป็นฉากหลังของชีวิตที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และเป็นมรดกศิลปะสถาปัตยกรรม ทั้งเเบบบาร็อก โกธิก เเละนีโอโกธิกอันทรงคุณค่า กระทั่งได้รับ การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ.1983
บรัสเซลส์ในปลายฤดูใบไม้ผลิต้อนรับเราด้วยฟ้าใสๆ และอากาศกำลังสบาย ร้านรวงต่างๆ นิยมตั้งโต๊ะตรงลานหน้าร้านให้นักท่องเที่ยวได้ดื่มด่ำบรรยากาศแบบชิลล์ๆ ที่สำคัญคือการลดลงของค่าเงินยูโรช่วงนี้ที่นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถจับจ่ายได้สบายใจขึ้น

และเมื่อมายืนอยู่ ณ จุดนี้แล้ว ลองกวาดสายตาไปรอบๆ จะเห็น Hotel de Ville อาคารสูง 96 เมตรประดับด้วยรูปปั้นสีทองของ St. Michel เทพประจำเมือง ว่ากันว่า ที่นี่เป็นเพียงแห่งเดียวที่รอดพ้นจากการรุกรานของฝรั่งเศส ขณะที่ตึกเก่าสไตล์นีโอโกธิก Maison du Roi ที่อยู่ไม่ห่างกันเท่าไร เป็นที่ตั้งของ Brussels City Museum ซึ่งรวบรวมแผนที่เก่าและประวัติศาสตร์ของเมืองให้ได้ศึกษา ทว่ายังมีอาคารเล็กๆ อีกแห่งที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน นั่นคือ L’Etoile รูปปั้นทองเหลืองของฮีโร่ชาวเบลเยี่ยม Everand ‘t Serclaes ที่ตั้งบริเวณด้านหน้า เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวที่จะได้มาสัมผัสตามความเชื่อที่ว่า “ถ้าใครได้ลูบรูปปั้นนี้แล้วจะโชคดี”

อีกแห่งที่ไม่อาจผ่านไปเฉยๆ ได้แก่ ศาลาว่าการกรุงบรัสเซลส์ (Brussels Town Hall) อาคารแห่งนี้สร้างตามรูปแบบสถาปัตยกรรมโกธิกยุคกลาง ตั้งเเต่คริสต์ ศตวรรษที่ 15 ตัวอาคารทอดยาวขนานไปกับจัตุรัส มีจุดเด่นอยู่ที่ยอดแหลมซึ่งแขวนระฆังไว้ เป็นอีกหนึ่งแลนมาร์กที่ใครๆ ก็มักมาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก
แต่ถ้าถามถึงสัญลักษณ์ของบรัสเซลส์ที่ถูกตามหามากที่สุด ย่อมต้องเป็นรูปปั้นเด็กผู้ชายยืนฉี่ หรือ แมนเนเกน พิส (Manneken Pis) อันโด่งดัง ...เราเดินตามกองทัพ นักท่องเที่ยวผ่านตรอกซอกซอยเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยร้านรวง ไปจนถึงหัวมุมตึกร้านขายช็อคโกแลต เห็นผู้คนกำลังยืนถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน เข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบกับ น้ำพุขนาดเล็กที่มีรูปปั้นทองแดงของเด็กผู้ชายกำลังยืนฉี่พ่นเป็นสายออกมา

ตามประวัติระบุว่า เมื่อครั้งที่กรุงบรัสเซลส์ตกอยู่ในภาวะสงคราม ถูกฝ่ายตรงข้ามแอบนำระเบิดมาวางไว้ที่กำแพงเมือง เด็กน้อย ‘จูเลียนสกี’ คนนี้ได้ไปพบสายชนวน ระเบิดที่กำลังติดไฟ จึงปัสสาวะรดใส่จนทำให้สามารถป้องกันเมืองบรัสเซลทั้งเมืองไว้ได้ ชาวเมืองจึงขอบคุณเขาด้วยการทำรูปปั้นไว้เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญใน ครั้งนั้น
ทักทายหนูน้อยพร้อมรอยยิ้มแล้ว สิ่งที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงก็คือ การลิ้มลองช็อคโกแลตที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดของโลก ซึ่งในย่านนี้มีร้านดังอยู่หลายร้าน ตั้งแต่ร้าน เล็กๆ ในท้องถิ่นไปจนถึงที่ติดแบรนด์ระดับโลก แต่ถ้าจะมองหาความเป็นต้นตำรับ แนะนำ Wittamer ร้านเบเกอรี่เก่าแก่กว่า 100 ปี ซึ่งนอกจากช็อคโกแลตแสนอร่อยแล้ว ยังมีขนมขึ้นชื่ออย่างมาการอง จะซื้อกลับบ้านหรือทานคู่กับเครื่องดื่มอุ่นๆ ที่ร้านก็สามารถลิ้มรสความอร่อยได้ไม่แพ้กัน

กรุงบรัสเซลส์ แม้จะเป็นเมืองหลวงที่ไม่ใหญ่โตมากนักแต่เต็มไปด้วยสถานที่น่าสนใจ ในด้านโบราณคดี มหาวิหารเซนต์ไมเคิล (Cathedral of St. Michael and St. Gudula) คือร่องรอยอันเก่าแก่ที่มีหลักฐานย้อนไปได้ถึงยุคโรมัน สถาปัตยกรรมเเบบโกธิกที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 เมื่อผ่านเข้าไปด้านในนอกจากความ งดงามที่สะกดสายตาแล้ว ทุกคนพร้อมใจกันแหงนคอตั้งบ่าเพื่อมองไปยังหอคอยคู่สูงกว่า 60 เมตร ต้นเสียงอันไพเราะของระฆังทั้ง 49 ใบที่อยู่บนนั้น
สำหรับคนรักศิลปะ หมุดหมายที่ต้องขีดเส้นใต้คือ เมาท์ เดส อาร์ต (Mont des Arts) ย่านนี้เต็มไปด้วยอาคารแบบนีโอคลาสสิคและสวนหย่อม สามารถมาเดินทอดน่อง ชมความงามตลอดแนวถนน ก่อนจะเลือกแวะชมพิพิธภัณฑ์ตามความสนใจ ซึ่งบางคนอาจต้องเผื่อเวลาชิลล์ไว้สักครึ่งค่อนวันเลยทีเดียว

แม้จะเป็นเมืองไม่ฉูดฉาด แต่บรัสเซลส์ก็ไม่ขาดสีสัน สวนจูบิลี่ (Jubilee Park) บนพื้นที่กว่า 74 เอเคอร์ คือความตระการตาที่รายล้อมด้วยพิพิธภัณฑ์เเละสถานที่ท่องเที่ยว มากมาย โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็น ประตูชัย ซึ่งสร้างมาพร้อมกับสวนตั้งเเต่สมัยของพระเจ้าเลออปอลที่ 2 เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่เบลเยียมได้รับอิสรภาพครบ 50 ปี ประตูชัยแห่งนี้นอกจากจะทำหน้าที่ผายมือต้อนรับนักท่องเที่ยวสู่สวนสวยแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ถึงความยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรด้วย
ทว่าท่ามกลางอดีตอันขรึมขลัง หลายคนอาจสะดุดตากับสถาปัตยกรรมล้ำสมัยอย่าง อะโตเมียม (Atomium) สิ่งก่อสร้างนี้ได้แรงบันดาลจากรูปทรงของอะตอม เป็น แลนด์มาร์กของเบลเยี่ยมนับตั้งแต่มันถูกสร้างขึ้นในงานเอ็กซ์โปเมื่อปี 1958 เพื่อสื่อความหมายถึงก้าวกระโดดสู่เทคโนโลยียุคใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยลูกบอล เเต่ละลูกมีการจัดสรรพื้นที่ไว้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นจุดชมวิวที่สามารถขึ้นไปชมเมืองในมุมมองพาโนรามา หรือลูกบอลที่จัดเเสดงผลงานศิลปะต่างๆ รวมไปถึง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจ
มาถึงตรงนี้แล้วคงขาดอะไรไปสักอย่างหากไม่ได้ส่งท้ายกับเมืองจำลอง หรือ มินิยุโรป (Mini Europe) ที่นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวสำคัญกว่า 80 แห่ง ในลักษณะย่อส่วนให้ เหลือเพียง 1 ต่อ 25 ด้วยความใส่ใจในรายละเอียดเมืองย่อส่วนเหล่านี้สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแต่ละสถานที่ได้อย่างดี แถมยังจัดเเสดงในรูปเเบบอินเตอร์แอคทีฟ ทำให้การเดินเท้าทัวร์ยุโรปสนุกสนานมากขึ้นไปอีก

เราเก็บภาพมุมนั้นมุมนี้ ก่อนจะบอกลาบรัสเซลส์ในร้านเล็กๆ ที่เสิร์ฟอาหารพื้นเมืองรสเลิศ บริเวณ จัตุรัส เพลส เดอ เเกรด์ ซาบอน (Place du Grand Sablon) ที่ซึ่ง วันเวลาทอดยาวออกไปท่ามกลางความคึกคักของเมืองที่ไม่เคยหลับใหล

ถึงอย่างนั้น...งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา หลังจากดื่มด่ำกับความสุขรสละมุนในเมืองหลวงอันงดงามแห่งเบลเยี่ยม เราหอบความทรงจำกลับเมืองไทยใต้ผ้าห่มอุ่น และบริการสุดประทับใจของสายการบินไทย ซึ่งแม้จะใช้เวลาบินตรงสู่สนามบินสุวรรณภูมิกว่า 12 ชั่วโมง ก็ไม่ได้ทำให้ความความสุขความทรงจำตกหล่นไป แม้แต่น้อย