จะมีสักกี่เมืองที่ความทันสมัยกับธรรมชาติจะกลมเกลียวกันอย่างกลมกลืน ณ ที่ที่กระแสน้ำกับสายลมมาบรรจบกันทำให้ โอ๊คแลนด์ เมืองใหญ่แห่งนิวซีแลนด์ ได้รับสมญานามว่า The City of Sails หรือเมืองแห่งการแล่นเรือใบนั่นเอง

ขณะหัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นที่กำลังจะได้ไปเยือนเมืองหน้าด่านแห่งเกาะเหนือ การบริการบนสายการบินไทยช่วยคลี่คลายความรู้สึกนั้น แม้จะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 ชั่วโมง แต่ตลอดค่ำคืนที่เครื่องบินลำนี้พาเราข้ามน้ำข้ามทะเล การพักผ่อนอย่างเต็มที่ทำให้เมื่อถึงโอ๊คแลนด์ตอนสายก็พร้อมเที่ยวทันที

ระหว่างที่เครื่องบินใกล้จะลงจอด เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง วิวเบื้องล่างของเมืองโอ๊คแลนด์คือการต้อนรับแสนประทับใจ ด้วยความที่เมืองนี้ตั้งอยู่บริเวณภูเขาไฟที่สงบแล้ว ภูมิประเทศส่วนมากจึงเป็นเนินเขาและปล่องภูเขาไฟสลับซับซ้อนความสูง-ต่ำตามธรรมชาติแบบนี้ เมื่อบวกกับทรัพยากรอุดมสมบูรณ์และสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งออกแบบมาอย่างสอดรับกับผังเมือง ยิ่งทำให้มุมมองจากบนฟ้าน่าดึงดูดยิ่งขึ้นไปอีก

แม้การขับรถเที่ยวแบบ Road Trip จะเหมาะกับการเที่ยวนิวซีแลนด์มาก แต่การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะก็สะดวกไม่แพ้กัน ซึ่งมีให้เลือกมากมายทั้งรถโดยสารประจำทาง, เรือข้ามฝาก, รถไฟฟ้า, แท็กซี่ หรือแม้กระทั่งเรียกรถจากแอพพลิเคชั่นต่างๆ ส่วนคนที่ต้องการความรวดเร็วและค่อนข้างจบในครั้งเดียวแนะนำให้ซื้อ AT HOP Card ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะได้หมดภายในเมืองโอ๊คแลนด์
จากสนามบินนานาชาติโอ๊คแลนด์หากเช่ารถก็ลุยได้เลย แต่สำหรับใครที่ไม่ได้เช่ารถก็ขึ้น SkyBus เข้าเมืองได้สะดวก รถบัสจะขับผ่านไปตามถนน Queen Street ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย อาทิ Auckland Town Hall หรือ ศาลาว่าการเมืองโอ๊คแลนด์ เป็นอาคารเก่าที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ และเป็นที่จัดการแสดงใหญ่ๆ เช่น คอนเสิร์ต การแสดงดนตรี ถึงจะมองจากภายนอกก็สัมผัสได้ถึงความงดงามทางสถาปัตยกรรม โดยที่บริเวณรอบๆ คือลาน Aotea Square ในวันที่อากาศดี ผู้คนจะมานั่งเล่นพักผ่อนกัน

หากเดินไปจนสุดถนน Queen Street จะเจอ Downtown Terminal ท่าเรือสำคัญของเมือง เป็นเสมือนศูนย์กลางการเดินทางไปยังเกาะต่างๆ รวมทั้ง เดวอนพอร์ต (Devonport) ที่เราจะข้ามไปกันด้วย
เดวอนพอร์ตเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ริมอ่าว จากหมู่บ้านแสนสงบแห่งนี้จะมองเห็นเส้นขอบฟ้าของโอ๊คแลนด์ที่เต็มไปด้วยแสงสีและเรียงรายด้วยตึกสูงระฟ้าได้ นอกจากนี้เดวอนพอร์ตยังเป็นแหล่งรวมของคาเฟ่และร้านอาหารโดยเฉพาะอาหารทะเลใหม่สดรสเลิศ ส่วนผู้ชื่นชอบความหวานขมของช็อกโกแลต อาจเคยได้ยินชื่อ ‘เดวอนพอร์ตช็อกโกแลต’ ชื่อเสียงเรียงนามชัดเจนขนาดนี้แน่นอนว่าที่นี่คือต้นกำเนิดและเป็นที่ตั้งของร้านช็อกโกแลต ซึ่งนอกจากจะมีให้ชิมให้ซื้อหากันแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ชมกรรมวิธีกว่าจะออกมาเป็นขนมหวานระดับตำนานแห่งเดวอนพอร์ตด้วย

กลับมาที่ฝั่งเมืองโอ๊คแลนด์ ถึงตึกระฟ้าจะเรียงรายทั่วเมือง แต่ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดโดดเด่นเท่า สกายทาวเวอร์ (Sky Tower) หอคอยแห่งนี้สูงกว่า 328 เมตร นับเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของโอ๊คแลนด์มากว่า 20 ปี นอกจากความงามตระหง่าน ภายในนั้นมีกิจกรรมน่าสนใจมากมายให้นักท่องเที่ยวได้ทำ ทั้งชมวิวโอ๊คแลนด์จากสกายทาวเวอร์ที่ความสูง 220 เมตรกันแบบ 360 องศา หรือจะนั่งรับประทานอาหารในร้านที่หมุนได้ตลอดเวลาเป็นการเปิดประสบการณ์ที่จะเพิ่มอรรถรสให้อาหารมื้อนั้นสุดพิเศษกว่ามื้อไหนๆ
นอกจากอาหารมื้อหนักกับวิวหลักล้านคนที่ชอบความท้าทายต้องประลองความกล้าด้วยการเดินชมวิวบนสกายวอล์ค (Sky Walk) เป็นการเดินชมวิวรอบนอกตัวหอคอยสกายทาวเวอร์ ซึ่งมีความสูงอยู่ที่ 200 เมตร มีระบบความปลอดภัยด้วยเชือกรั้งเอาไว้ รวมไปถึงชุดหมีและรองเท้าผ้าใบอย่างดี หรือแกร่งกล้ากว่านั้นก็ต้องกระโดดสกายจัมพ์จากยอดสกายทาวเวอร์ลงมาก็หวาดเสียวอยู่ไม่น้อย

หากสกายทาวเวอร์คือประสบการณ์บนความสูงที่มนุษย์สร้างขึ้น ภูเขาอีเดน (Mount Eden) ก็คงเป็นความสูงที่ธรรมชาติรังสรรค์ เป็นความงามที่ต่างมุม สวยสมชื่อสวนสวรรค์...อีเดน
ภูเขาลูกนี้เป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งในเมืองโอ๊คแลนด์ ลักษณะเป็นปล่องภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ปัจจุบันเป็นเส้นทางเดินเที่ยวชมธรรมชาติของนักท่องเที่ยว มีระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งมีปลายทางคือปากปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่แต่ระหว่างทางก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน

การเดินขึ้นเขาอีเดนโดยปกติใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก็จะขึ้นไปถึงปากปล่องภูเขาไฟแอ่งกระทะขนาดใหญ่ลึกประมาณ 50 เมตร ที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวเมืองโอ๊คแลนด์ระดับห้าดาว ถึงขนาดว่าความเหนื่อยล้าที่ต้องเดินต้านแรงโน้มถ่วงก็ทำอะไรไม่ได้

ถ้าออกไปจากเมืองตัวเมืองสักหน่อย ธรรมชาติอันงดงามจะยิ่งฉายภาพชัด นอกจากเดวอนพอร์ตที่ไปมาแล้วหลายคนประทับใจในความน่ารักแสนสโลว์ไลฟ์ ยังมีอีกเกาะที่พลาดไม่ได้คือ เกาะไวฮีกิ (Waiheke Island) จุดหมายปลายทางของนักเดินทางหลายคนที่ไปเที่ยวโอ๊คแลนด์ เพราะอยู่ไม่ห่างจากโอ๊คแลนด์มากนัก
การไปเกาะที่หากมองจากบนฟ้าลงมาแบบ Bird’s Eye View จะเห็นเป็นสีเขียวขจี แล้วมีน้ำทะเลสีฟ้าใสรายล้อม เพียงนั่งเรือข้ามฟากไม่นานนักก็จะได้เหยียบชายหาดขาวสะอาด เม็ดทรายละเอียด มาถึงตรงนี้แม้จะมองเห็นในระดับสายตาแต่ความอุดมสมบูรณ์ก็สัมผัสได้อย่างเต็มที่

ที่นี่อาจไม่ได้โดดเด่นที่ความน่ารักหรือเรียบง่าย แต่ความน่าสนใจของเกาะไวฮีกิคือเรื่องไวน์ บนเกาะมีการทำไร่องุ่นขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นเรื่องทัศนียภาพนั้นรับประกันได้เลยว่าต้องสวยงามอลังการ เป็นบรรยากาศในฝันของใครหลายคนที่แสวงหาความรู้สึกแบบชาวไร่องุ่น ที่ไม่ใช่แค่ดื่มด่ำด้วยตาและความรู้สึก แต่มีกิจกรรมให้ได้ลิ้งลองคือการจิบไวน์พร้อมกับรับประทานหอยนางรมสดๆ ริมทะเล

ไหนๆ ก็ออกมานอกเมืองแล้ว ไปต่ออีกสักเล็กน้อย ห่างจากเมืองโอ๊คแลนด์ประมาณ 25 กิโลเมตร ความทันสมัยก็คล้ายถูกตัดขาดความโอ่อ่าของตึกรามบ้านช่องถูกลดทอนลงเหลือเพียงความง่ายแต่งามของย่านชนบทที่ชื่อว่า ฟางาปาราโอวา (Whangaparaoa Peninsula)

คำว่าฟางาปาราโอวานั้นหมายความว่าอ่าวของวาฬ เพราะที่บริเวณนี้มีโอกาสจะเห็นวาฬและโลมาได้ กิจกรรมสุดฮิตของที่นี่จึงไม่พ้นการที่นักท่องเที่ยวนั่งเรือออกไปชมวาฬและโลมาที่อาศัยกันอยู่ตามธรรมชาติ การันตีถึงความอุดมสมบูรณ์และสะอาดของท้องทะเลที่นี่ ถึงขนาดเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งสองชนิดนี้ได้

จะเห็นได้เลยว่าโอ๊คแลนด์มีทั้งความเป็นเมืองทันสมัย มีสิ่งปลูกสร้างที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคนี้ได้อย่างลงตัว แต่ยังเต็มไปด้วยธรรมชาติในแบบที่ควรจะเป็น ทั้งสองอย่างต่างขั้วแต่สมดุล ซึ่งกันและกันไว้ ยิ่งออกไปนอกตัวเมืองเพียงเล็กน้อยกลิ่นอายของแมกไม้ยิ่งเด่นชัด จึงไม่น่าแปลกใจที่เมืองในฝันของนักเดินทางทั่วโลกจะมีชื่อ ‘โอ๊คแลนด์’ บรรจุอยู่เสมอ