วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน 2569

Login
Login

กลุ่ม ปตท. แนะธุรกิจปิโตรเคมี ปรับตัวตามเทรนด์โลกสู่ความยั่งยืน

กลุ่ม ปตท. แนะธุรกิจปิโตรเคมี ปรับตัวตามเทรนด์โลกสู่ความยั่งยืน

กลุ่ม ปตท. โดย PRISM Expert จัดสัมมนาประจำปีครั้งที่ 15 แนะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เร่งปรับตัวรับเทรนด์โลกมุ่งสู่ความยั่งยืน ด้าน "เกียรตินาคินภัทร" ชี้ทิศทางเศรษฐกิจในอนาคตอาจชะลอตัว ห่วงเศรษฐกิจไทยระยะยาว หวังนโยบายรัฐบาลใหม่ เร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยโครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (PRISM) จัดงานสัมมนา The 15th PTT Group Petrochemical Outlook Forum ภายใต้แนวคิด "Shaping the Future of Petrochemicals along the Sustainable Pathway" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ สถานการณ์น้ำมันในตลาดโลก ความท้าทายต่าง ๆ ทั้งจากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง สิ่งแวดล้อม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนความต้องการของผู้บริโภค และกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อปรับตัวและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ในการช่วยกันนำพา อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เดินหน้าสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2567 ที่ผ่านมา

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย ระยะสั้น คาดว่ายังเติบโตได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ในอนาคตอาจมีแนวโน้มจะลดลง รัฐบาลจะต้องเร่งหารายได้จากส่วนอื่น ๆ พร้อมกันนี้ต้องรอดูนโยบายรัฐบาลใหม่ว่าจะมีอะไรมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง ส่วนเศรษฐกิจไทยระยะยาวยังคงน่าเป็นห่วง เห็นได้จากภาคอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นตัว และภาคธนาคารระมัดระวังการปล่อยกู้มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ กระทบเศรษฐกิจโดยรวมได้

ขณะที่การเติบโตของ เศรษฐกิจโลก ก็มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยประเทศที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดคือ สหรัฐ และจีน ซึ่งสหรัฐ ยังคงมีเศรษฐกิจที่เติบโตได้ 2.5% ช่วงครึ่งหลังของปี 2567 แต่ในปี 2568 มีแนวโน้มจะลดลงเหลือเพียง 2% ปัจจัยยังต้องติดตามการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อนโยบายเศรษฐกิจโดยตรง ขณะที่ประเทศจีนก็เร่งผลิตสินค้าและส่งออกไปต่างประเทศมากขึ้น เพื่อชดเชยปัญหาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา ส่งผลให้เกิดปัญหาสินค้าจีนทุบตลาดสินค้าแต่ละประเทศ นำมาสู่มาตรการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าตอบโต้

"ภาพรวมเศรษฐกิจดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีโดยตรง เนื่องจากความต้องการใช้สินค้าจะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่การผลิตสินค้ามีมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าล้นตลาดได้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นความท้าทายของภาคปิโตรเคมีที่จะเกิดขึ้นต่อไป" 

นายธนเดช งามธนวิทย์ Senior Analyst บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เม็ดพลาสติกที่มีคุณสมบัติน้ำหนักเบา ยืดหยุ่นสูงและทนทาน ได้รับความนิยมในการนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และใช้ในผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมสุขภาพ

สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อตลาด ได้แก่ ต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะราคามีความผันผวนตามตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุดิบตั้งต้น เช่น น้ำมันดิบ แนฟทา หรือเอทิลีน ซึ่งอุปสงค์และอุปทาน โดยโพลิเมอร์ทั่วโลกถูกนำมาผลิตเป็นพลาสติกมากที่สุด เนื่องจากมีคุณสมบัติที่หลากหลายและมีความทนทาน การแข่งขันในตลาดยังคงสูง โดยเฉพาะจากอเมริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และจีน ซึ่งเพิ่มการผลิตเพื่อลดการนำเข้าและตอบสนองความต้องการภายในประเทศ คาดว่าราคาในอนาคตจะไม่เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบันมากนัก เพราะความต้องการยังคงทรงตัว

ส่วนอุปสรรคทางการค้า จากข้อตกลงการค้าเสรีและกลไกการปรับค่าคาร์บอน สามารถสร้างทั้งโอกาสและความท้าทายให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทั้งการขยายตลาดหรืออุปสรรคทางด้านภาษี ซึ่งการปรับตัวให้สอดคล้องกับปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ธุรกิจ คงความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

โดยการปรับตัวของ GC ในธุรกิจที่มุ่งสู่การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนทั้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยการปรับกลยุทธ์เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกชีวภาพและวัสดุประสิทธิภาพสูงที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มโลก เป็นสิ่งสำคัญในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและความท้าทายในอุตสาหกรรม

นางสาวชุติภา เรืองศรีมั่น นักวิเคราะห์การพาณิชย์ จาก บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Benzene (BZ) และ Paraxylene (PX) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำมันดิบจากการผ่านกระบวนการกลั่น และเมื่อผ่านกระบวนการทางปิโตรเคมีจะสามารถนำไปผลิตในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ได้ สำหรับ PX ส่วนใหญ่จะถูกนำไปผลิตเป็น Polyester Fiber ที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ฯลฯ 

ประเทศที่มีการเติบโตที่น่าสนใจคือ อินเดีย แอฟริกาใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ในอนาคตจะแซงประเทศจีน โดยมีปัจจัยสนับสนุนตลาด คือธุรกิจสิ่งทอที่นำไปใช้ผลิตเสื้อผ้า ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องตามจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงปัจจัยต่างๆ อาทิ สถานการณ์เศรษฐกิจที่เริ่มมีการฟื้นตัวทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เช่น อินเดีย และแอฟริกาใต้ ที่มีจำนวนประชากรที่เติบโตมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นแต่ยังมีปัจจัยที่อาจจะกดดันการใช้งานเส้นใยสังเคราะห์ เนื่องจากผู้คนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

ในการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงของกลุ่มธุรกิจนั้น มีหลากหลายแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ เช่น ต้องพิจารณาในส่วนของกระบวนการผลิตให้มีความยืดหยุ่น กลุ่ม ปตท. มองว่าธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้น หากมีกระบวนการผลิตที่มีความยืดหยุ่นก็จะสามารถเพิ่มของกลุ่มได้

นายเธียร เครือโชติกุล Department Manager, Strategy and Risk Management บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด กล่าวว่า พลาสติกโพลีโพรพิลีน (PP) เป็นเม็ดพลาสติก ซึ่งมีคุณสมบัติใสและทนความร้อนได้สูง นิยมนำมาใช้สำหรับสินค้าในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ด้านตลาดพลาสติกโพลีโพรพิลีน จีนมีนโยบายเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง (Self-sufficiency) ส่งผลให้ตลาดพลาสติกโพลีโพรพิลีนคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตอีกครั้งในช่วงปี 2026 – 2028 (second wave) ทำให้อุปทานยังคงสูงกว่ากำลังการผลิต (Overcapacity) ดังนั้นการคาดการณ์ราคาของกลุ่ม PRISM ปตท. มองว่าจะยังคงตัวไม่ต่างจากราคาในปัจจุบันมากนัก จากปัจจัยความกดดันหลายอย่าง 

ในส่วนของการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงของ HMC สำหรับพลาสติกโพลีโพรพิลีน เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนนั้น มี 3 ประเด็นหลัก คือ 1. มีการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง การแข่งขันของวัตถุดิบ ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ กระจายตลาด และสำรวจตัวเลือกที่ยั่งยืน 2. นำนวัตกรรมมาใช้ เช่น การลดการใช้พลาสติกตั้งแต่ต้นทาง ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกโพลีโพรพิลีนสามารถนำมาใช้งานได้หลายครั้ง ความง่ายในการรีไซเคิล และการทดแทนที่วัสดุที่ไม่ยั่งยืน และ 3. ต้องมีการทำงานร่วมกันทั้งห่วงโซ่คุณค่าเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน ได้แก่ เจ้าของเทคโนโลยี ผู้แปรรูป และลูกค้า 

นางสิริรัชต์ หวานแฉล้ม เจ้าหน้าที่บริหารการตลาดอาวุโส บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สไตรีน โมโนเมอร์ เป็นวัตถุดิบหลักสำหรับการผลิตเม็ดพลาสติก ซึ่งถูกนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (39%) อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ (23%) อุตสาหกรรมก่อสร้างอาคารและโครงสร้างต่าง ๆ (19%) อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ (4%) เป็นต้น

ปัจจุบัน อุปสงค์กลุ่มผลิตภัณฑ์สไตรีนิคส์ จะอยู่ในประเทศจีนเป็นหลัก เนื่องจากมีกำลังการผลิตใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาลจีน และมีอัตราการเพิ่มขึ้นแซงหน้าอัตราเติบโตความต้องการของตลาด ที่มีอัตราการเติบโตอย่างคงที่ และเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตด้วย

ทั้งนี้ คาดว่าธุรกิจสไตรีนิคส์จะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาตั้งแต่หลังปี 2025 เป็นต้นไป จากการคาดการณ์ของกลุ่ม ปตท. มองว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องหลังจากนี้ โดยมี 2 ปัจจัยที่ขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ 1. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มเครี่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยคาดว่าตลาดในกลุ่มนี้จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% ในระยะ 5 ปีข้างหน้า จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยอยู่เสมอ 2. การขยายตัวของเมือง ในประเทศกำลังพัฒนา เช่นประเทศอินเดีย ที่มีการเติบโตสูงกว่าโลก ประกอบกับกลุ่มคนที่อยู่ในกลุ่มมีรายได้มีสัดส่วนที่สูงขึ้น ก่อให้เกิดกำลังการซื้อที่เพิ่มสูงขึ้น

ในด้านของความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสไตรีนิคส์นั้น ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หลายรายมีการตั้งเป้าที่ใช้พลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในปริมาณ 50% ของการใช้ทั้งหมด แต่อัตราการรีไซเคิลยังค่อนข้างต่ำและเติบโตได้ช้าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย

นายกฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวในหัวข้อ "ทิศทางและแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า" ว่า เทรนด์การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้เกิดขึ้นในช่วงปี 2558 - 2566 และเห็นได้ชัดเจนในปี 2566 ที่ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า(EV) แทนรถยนต์สันดาป โดยมีการใช้สูงถึง 14 ล้านคัน เติบโตขึ้น 35% จากปีก่อน และจีนเป็นประเทศที่มีการใช้มากที่สุด อยู่ที่ 8.1 ล้านคัน 

ขณะที่ไทยมีการใช้ปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 76,000 คัน เติบโตขึ้น 600% และนอร์เวย์ เป็นประเทศแรกในยุโรปที่ประกาศว่า ในปี 2568 รถที่ใช้ในประเทศจะต้องเป็น EV 100% ถือเป็นประเทศแรกในยุโรปที่การจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งหมด จะเป็นรถยนต์ที่ไม่มีการปล่อยไอเสีย เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือไฮโดรเจน ซึ่งภาครัฐได้มีการสนับสนุนในหลาย ๆ ปัจจัย เช่น ไม่มีภาษีซื้อ/นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้รับการยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ หรือการจอดรถในที่สาธารณะ เป็นต้น

นอกจากนี้ผู้ผลิต รถยนต์ไฟฟ้า จากประเทศจีน เริ่มเข้ามาสร้างฐานการผลิตในไทย แต่ยังคงนำชิ้นส่วนของตัวเองเข้ามาเนื่องจากชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า ยังไม่สามารถผลิตได้ในประเทศในช่วงแรก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ให้ตอบโจทย์ตามความต้องการของเทคโนโลยีใหม่ ๆ พร้อมทั้งพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับบุคลากรเพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยต่อไป

"ประเทศไทยยังต้องสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรรมต่าง ๆ ให้หันมาใช้ ยานยนต์ไฟฟ้า ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับ ภาษีคาร์บอน ที่จะมีผลต่อกิจการที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง จึงต้องวางแผนในระยะยาวเพื่อปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น"