การควบรวมกิจการครั้งต่อไปจะเป็นอย่างไร?

การควบรวมกิจการครั้งต่อไปจะเป็นอย่างไร?

การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกภาคส่วนทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงระบบ อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในกระบวนการควบรวบกิจการ

การจัดทำ Due Diligence ณ สถานที่ประกอบการของบริษัทเป้าหมาย และการนั่งโต๊ะเจรจาแบบต่อหน้าแบบในอดีต อาจจะไม่ถือเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติได้ต่อไป การทำการควบรวมกิจการอาจต้องดำเนินการผ่าน Virtual conference โดยใช้เครื่องมือทางดิจิทัลเข้าช่วยในการวิเคราะห์เพื่อให้ประสบผลสำเร็จ ตั้งแต่การคัดเลือกบริษัทเป้าหมาย การเจรจา ไปจนถึงการสร้างมูลค่าหลังการควบรวมกิจการ 

การเปลี่ยนแปลงในกระบวนการควบรวมกิจการที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นอาจรวมถึง 

1.การสร้างความสัมพันธ์ผ่านระบบ Virtual 

ในอดีต การสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย และที่ปรึกษาอาจเกิดจากการพูดคุยต่อหน้า แต่ในปัจจุบัน การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจดังกล่าวอาจต้องทำผ่านระบบ Virtual ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการการสื่อสารและทำความเข้าใจ เพื่อให้สามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่ต้องการได้ 

2.ขอบเขตงาน Due Diligence 

ภายใต้สถานการณ์ COVID-19 การจัดทำ Due Diligence อาจต้องเน้นในจุดที่เสี่ยง หรือได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว รวมถึงกรณีหากการระบาดมีความรุนแรงยิ่งขึ้น ขอบเขตงานยังควรรวมถึงการวิเคราะห์แนวทางในการรวมกิจการภายหลังการซื้อขาย (Integration Options) อีกด้วย

 3.การจัดทำประมาณการทางการเงิน 

ผู้ซื้อจะให้ความสำคัญมากขึ้นกับการจัดทำแผนการทางการเงินของบริษัทเป้าหมาย รวมถึงการวางแผนสำหรับสถานการณ์ภายหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 การจัดทำประมาณการทางการเงินโดยอ้างอิงจากข้อมูลทางการเงินในอดีตแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เหมาะสมภายใต้สถานการณ์ที่ผันผวนในปัจจุบัน การจัดทำประมาณการควรคำนึงถึงช่วงระยะเวลาการแพร่ระบาดของ COVID-19 ช่วงเศรษฐกิจถดถอยที่อาจเกิดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจต่อทางเลือกที่มีให้ดียิ่งขึ้น

4.การใช้เครื่องมือดิจิทัล

การใช้ Predictive analytic และ AI อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้เกิดความเข้าใจธุรกิจในเชิงลึก สามารถระบุความเสี่ยง ค้นพบโอกาสในการสร้าง Synergy และพัฒนากระบวนการในการตัดสินใจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นภายใต้กรอบเวลาที่สั้นลงและ Social distancing ที่ยังคงดำเนินต่อไป

5.ความเสี่ยงทางไซเบอร์ 

ด้วยการทำธุรกรรมผ่านระบบ Virtual ที่ได้เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน การละเมิดข้อมูลทางไซเบอร์อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการควบรวมกิจการ ต่อความมั่นใจของผู้มีส่วนได้เสีย หรือเป็นเหตุให้การควบรวมถูกยกเลิกได้

6.การสร้างความมั่นใจให้กับทีมงาน

ผู้นำจะต้องสร้างความมั่นใจและแรงบันดาลใจให้แก่ทีมงานผ่าน Virtual environment โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ความต้องการ และข้อจำกัดในการทำงาน ให้ความไว้วางใจและช่วยให้ทีมงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและมีข้อจำกัดเช่นปัจจุบัน

7.เหตุการณ์ที่ไม่แน่นอน 

การแพร่ระบาด COVID-19 อาจก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการควบรวมกิจการ ดังนั้นจึงควรมีการจัดเตรียมแผนการต่างๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ 

สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการควบรวมกิจการในครั้งต่อไปอย่างไร? 

ภายหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 หลายบริษัทจำเป็นต้อง Reinvent และ Transform ตัวเองใหม่ โดยการควบรวมกิจการถือเป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่งบริษัทอาจต้องแสดงให้ Stakeholder เห็นถึงประโยชน์จากการควบรวมกิจการในการสร้างมูลค่าที่เพิ่มขึ้น ดีลอยท์ได้ทำการวิเคราะห์ M&A deal database ที่ได้รวบรวมไว้ และมีข้อแนะนำที่อาจช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่การควบรวมกิจการได้ดังนี้

1.กำหนดเป้าหมายภายในที่ท้าทาย 

ผู้ซื้อที่ประสบความสำเร็จมักกำหนดเป้าหมายภายในสูงกว่าสิ่งที่เปิดเผยต่อสาธารณะชน ผู้ซื้อควรรวมเป้าหมายของการสร้าง Synergies เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานประจำปีในทันทีที่เป็นไปได้ โดยไม่ควรเกิน 1 ปีนับจากการควบรวมกิจการเพื่อจำกัดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุด 

2.ให้ความสำคัญแก่ Revenue synergy

ผู้ซื้อที่ประสบความสำเร็จมักจะให้ความสำคัญกับ Revenue synergy เช่นเดียวกับหรือมากกว่า Cost synergy อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Revenue synergy อาจมีแหล่งที่มาซึ่งยากต่อการประเมิน ทั้งยังอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เช่น การตอบสนองของลูกค้า และสภาพเศรษฐกิจโดยรวม ฉะนั้น บริษัทจึงควรมีการวางแผนโดยกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เฉพาะเจาะจง และสามารถวัดผลได้ตั้งแต่เริ่มกระบวนการควบรวม

3.ให้ความสำคัญแก่บุคลากร

การลดจำนวนพนักงานไม่ควรเป็นปัจจัยหลักในการก่อให้เกิด Synergy จากการควบรวมกิจการ บุคลากรถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่าในการสร้างงานหรือขับเคลื่อนความริเริ่มต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่เน้นการเจริญเติบโตทางธุรกิจ 

4.การลงทุนล่วงหน้าเพื่อสร้างมูลค่า 

ผู้ซื้ออาจต้องลงเงินทุนเบื้องต้นเพื่อให้การควบรวมกิจการประสบผลสำเร็จและบรรลุถึง Synergy ที่คาดหวัง การลงทุน/เพิ่มทุนควรทำในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นในช่วงแรกของการควบรวมกิจการเพื่อสร้าง Momentum อย่างไรก็ตาม บริษัทควรมีกระบวนการจัดการและติดตามเงินลงทุนอย่างเหมาะสม 

5.การจัดลำดับความสำคัญของ Synergy

จากการวิเคราะห์ database ดีลอยท์พบว่า Momentum ของการเกิด Synergy จากการควบรวมกิจการมักจะหมดไปภายในช่วงเวลาประมาณ 3 ปี ดังนั้นบริษัทควรกำหนดเป้าหมายรายปีของ Synergy โดยจัดลำดับความสำคัญตามมูลค่าและความยากง่าย จัดตั้งทีมงานเพื่อติดตามและจัดทำโครงการที่สามารถทำได้สำเร็จได้โดยเร็ว (Quick wins) เพื่อสร้าง Momentum

นอกจากนี้ สถานการณ์ COVID-19 ยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน M&A Environment โดยการพิจารณาการควบรวมกิจการอาจไม่ได้คำนึงถึงประเด็นในด้านความสำเร็จทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเป้าหมายเพื่อสังคมและความยั่งยืนทางธุรกิจอีกด้วย