วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน 2569

Login
Login

‘บาทแข็งค่า’ ทุบส่งออกเกษตร ราคาข้าวพุ่งรับออร์เดอร์ใหม่ไม่ได้

‘บาทแข็งค่า’ ทุบส่งออกเกษตร ราคาข้าวพุ่งรับออร์เดอร์ใหม่ไม่ได้

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานการส่งออกเดือนพ.ย.2568 มีมูลค่า 27,445 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 17 ที่อัตรา 7.1% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ น้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 11.8% ส่วนการนำเข้า มูลค่า 30,172 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.6% ขาดดุลการค้า 2,726 ล้านดอลลาร์

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค.เปิดเผยว่า การส่งออกได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามวัฏจักรขาขึ้นของคอมพิวเตอร์และการเติบโตของเทคโนโลยี AI ส่งผลให้สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวระดับสูงต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังสร้างความไม่แน่นอนต่อการค้าระยะข้างหน้าด้วยสัญญาณการชะลอตัวของตลาดสำคัญ เช่น จีน ญี่ปุ่น CLMV ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรไทยหดตัวจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก

ส่วนการส่งออก 11 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัว 12.6% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 13.7% การนำเข้า มีมูลค่า 315,662 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 12.4% ขาดดุลการค้า 4,956 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ การส่งออกเดือนพ.ย.2568 ขยายตัว 7.1% มาจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัว 12.2% ขยายตัวต่อเนื่อง 20 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ อัญมณี และเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ แผงวงจร หม้อแปลงไฟฟ้า และส่วนประกอบ แผงสวิตช์ และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า 

ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ทั้งนี้ 11 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 17.1%

‘บาทแข็งค่า’ ทุบส่งออกเกษตร ราคาข้าวพุ่งรับออร์เดอร์ใหม่ไม่ได้

ส่งออกเกษตร พ.ย.ติดลบ 15.7%

ส่วนสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 9.5% โดยสินค้าเกษตร หดตัว 15.7% หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 2.3% กลับมาหดตัวรอบ 3 เดือน ซึ่งสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้กระป๋อง และแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืช และสัตว์ กุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง 

ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ข้าว ยางพารา อาหารทะเลกระป๋อง และแปรรูป ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องดื่ม และน้ำตาลทราย ทั้งนี้ 11 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 0.7%

ด้านตลาดส่งออก ตลาดหลัก เพิ่มขึ้น 7.4% โดยขยายตัวในตลาดสหรัฐ 37.9% สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) 12% และอาเซียน (5 ประเทศ) 5.7% แต่หดตัวในตลาด จีน 7.8% ญี่ปุ่น 8.9% CLMV 18% ตามลำดับ 

ตลาดรอง เพิ่ม 7.6% โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ 52.5% ทวีปออสเตรเลีย 2.7% และสหราชอาณาจักร 6.5% ขณะที่หดตัวในตลาดตะวันออกกลาง 3.6% ทวีปแอฟริกา 1.9% ลาตินอเมริกา 1% และรัสเซีย และกลุ่ม CIS 24.9% ตลาดอื่นๆ ลด 30.1%

ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะไทย-สหรัฐ เดือนพ.ย.2568 ส่งออก 6,468 ล้านดอลลาร์ นำเข้า 1,752 ล้านดอลลาร์ ได้ดุลการค้าสหรัฐ 4,716 ล้านดอลลาร์ เมื่อรวม 11 เดือน ได้ดุลการค้ากับสหรัฐ 46,256 ล้านดอลลาร์ 

ขณะที่ การค้าไทย-จีน เดือนพ.ย.2568 ส่งออก 2,781 ล้านดอลลาร์ นำเข้า 9,447 ล้านดอลลาร์ ขาดดุลการค้า 6,666 ล้านดอลลาร์ รวม 11 เดือน ไทยขาดดุล 60,646 ล้านดอลลาร์

“การส่งออกยังได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตามวัฏจักรขาขึ้นของคอมพิวเตอร์ และการเติบโตของเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมทั้ง AI ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ระดับสูงต่อเนื่อง" 

ทั้งนี้ ประเมินว่าการส่งออกไทยเดือนธ.ค.จะมีมูลค่าราว 25,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากอยู่ในกรอบนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกไทยทั้งปี จะอยู่ที่ 335,707 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 11.6%  แต่หากส่งได้ที่ 26,500 ล้านดอลลาร์ จะทำให้การส่งออกทั้งปีมีมูลค่า 337,207 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวได้ 12.1%

สินค้าเกษตร 11 เดือนติดลบ 4.3%

สำหรับสถานการณ์เงินบาทแข็งค่า ยอมรับว่า มีผลกระทบโดยตรงกับการส่งออกของไทยในกลุ่มสินค้าเกษตร และสินค้าอาหาร เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีกำไรต่ำ เช่น กลุ่มสินค้าเกษตร และอาหาร ซึ่งตั้งแต่ต้นปี อัตราการส่งออกเริ่มติดลบมากกว่ากลุ่มอื่น โดยสินค้าเกษตรมีสัดส่วนการส่งออกราว 8% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูง และภาพรวม 11 เดือนยังคงติดลบ 4.3%

นอกจากนี้ แนวโน้มการส่งออกปี 2569 จะอยู่ช่วง ติดลบ 3.1% ถึง 1.1% ชะลอลงจากภาวะเศรษฐกิจโลก และคู่ค้าสำคัญที่ชะลอตัว ผลของมาตรการภาษีสหรัฐเริ่มชัดเจนขึ้น ปัญหาด้านราคา และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลต่อขีดความสามารถทางการแข่งขัน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ และปัญหาสภาพอากาศรุนแรงจะส่งผลต่อสินค้าเกษตร

ทั้งนี้ ปี 2569 กระทรวงพาณิชย์ จะเน้นเร่งเจรจาความตกลง Reciprocal Trade กับสหรัฐให้เสร็จ พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงกวาดล้างธุรกิจนอมินี และเดินหน้าเจรจา และผลักดันการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)สร้างแต้มต่อทางการค้า และร่วมมือกับภาคเอกชนผลักดันเป้าหมายการส่งออกให้เติบโตท่ามกลางอุปสงค์ที่อ่อนแอ

“แข็งค่า 1 บาท” ข้าวไทยแพงขึ้น 15 ดอลลาร์

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องกระทบการส่งออกสินค้าเกษตรที่ต่างจากอุตสาหกรรมอื่น เพราะใช้วัตถุดิบในประเทศ 100% ไม่พึ่งการนำเข้าชิ้นส่วนทำให้ไม่ได้ชดเชยผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน

ทั้งนี้ การแข็งค่าของเงินบาททุก 1 บาท แม้ราคาในประเทศไม่เปลี่ยนแปลง แต่ผู้ส่งออกต้องปรับราคา FOB (Free On Board หรือ ราคาไม่รวมค่าขนส่งถึงท่าเรือปลายทาง) เพิ่มทันที 15 ดอลลาร์ เพื่อให้คุ้มต้นทุนส่งผลให้ราคาส่งออกข้าวไทยสูงขึ้นเร็ว โดยข้าวขาว 5% ปัจจุบันต้องเสนอราคา 415-420 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 360 ดอลลาร์ อินเดีย 350 ดอลลาร์ และปากีสถานราว 360 ดอลลาร์ ทำให้ราคาข้าวไทยแพงกว่าคู่แข่งถึง 50 ดอลลาร์ต่อตัน

“ช่องว่างราคาขนาดนี้ ขายไม่ได้เลย ผู้ซื้อไม่ยอมรับแน่นอน ถ้าห่างกันแค่ 10 ดอลลาร์ ยังอธิบายเรื่องคุณภาพได้ แต่ราคาห่าง 50 ดอลลาร์ ถือว่าจบ ผลจากราคาที่ขยับเร็วเกินไป ทำให้ขณะนี้แทบไม่รับออร์เดอร์ใหม่ โดยยอดส่งออกที่เห็นเป็นออร์เดอร์เก่าที่ทำสัญญาไว้ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้คาดการณ์ว่าไตรมาส 1 ปีหน้า ปริมาณส่งออกข้าวอาจลดลงต่ำกว่า 500,000 ตันต่อเดือน” นายชูเกียรติ กล่าว

หวั่น “ข้าวหอมไทย” เสียส่วนแบ่งตลาด

นอกจากนี้ ราคาข้าวในประเทศที่สูงขึ้นก่อนหน้านี้จากกรณีการขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ซ้ำเติมสถานการณ์ เมื่อมาเจอเงินบาทแข็งค่าทำให้ความสามารถการแข่งขันข้าวไทยลดลงชัดเจน และระยะถัดไปอาจกดดันให้ราคาในประเทศต้องลดตาม

รวมทั้ง ข้าวหอมไทยเผชิญปัญหารุนแรงไม่แพ้กัน โดยราคาข้าวหอมไทยอยู่สูงถึง 1,200 ดอลลาร์ต่อตัน ในขณะที่ข้าวหอมกัมพูชาราคาเพียง 800 ดอลลาร์ ส่งผลให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดชัดเจน โดยเฉพาะตลาดจีน ทั้งที่ปกติช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน ซึ่งตรงวันที่ 17 ก.พ.2569 ผู้นำเข้าจีนจะเร่งสั่งซื้อข้าวล่วงหน้า แต่ปีนี้คำสั่งซื้อจากจีนน้อยมาก สะท้อนปัญหาความสามารถแข่งขันข้าวไทยในตลาดโลก

“ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยที่ภาคเอกชนควบคุมไม่ได้ และหากยังแข็งค่าระดับปัจจุบัน แม้ราคาในประเทศจะลดลง ช่องว่างราคากับคู่แข่งยังอยู่ ทำให้การส่งออกข้าวต้องเผชิญความยากลำบากอย่างหนักระยะต่อไป” นายชูเกียรติ กล่าว

“ข้าวไทย” แพงเกินไปในตลาดสหรัฐ

นอกจากตลาดเอเชียได้รับผลกระทบหนักจากเงินบาทแข็งค่าแล้ว ตลาดสหรัฐเป็นอีกตลาดที่น่าเป็นห่วง โดยต้องจับตาหลังเทศกาลตรุษจีน ซึ่งราคาข้าวไทยในตลาดสหรัฐสูงกว่าคู่แข่งมาก และข้าวหอมไทยมีราคา 1,200 ดอลลาร์ต่อตัน และยังต้องบวกภาษีนำเข้าอีก 19% ส่งผลให้ราคาปลายทางเพิ่มขึ้น 20 ดอลลาร์ ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่า “แพงเกินไป” เมื่อเทียบประเทศคู่แข่ง

ขณะที่ข้าวจากกัมพูชา และเวียดนาม โดยเฉพาะข้าวสายพันธุ์ ST ของเวียดนามราคา 750 ดอลลาร์ต่อตัน ทำให้ผู้นำเข้าสหรัฐเปรียบเทียบต้นทุนได้ชัดเจน และมีแนวโน้มเลือกซื้อจากประเทศเหล่านี้แทนข้าวไทย

“ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็ว และค่อนข้างรุนแรงกระทบการส่งออกข้าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งด้านราคา และความสามารถการแข่งขัน” นายชูเกียติ กล่าว

นายชูเกียรติ กล่าวว่า ระยะสั้นภาคเอกชนทำได้แค่รอดูค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องหรือไม่ เพราะเป็นปัจจัยควบคุมไม่ได้ โดยส่วนหนึ่งมาจากเงินทุนไหลเข้า และการซื้อขายในตลาดการเงิน รวมถึงการนำเงินเข้ามาซื้อทองคำ ซึ่งเมื่อแลกเป็นเงินบาท ยิ่งเป็นแรงหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น

ทั้งนี้ อยากให้ภาครัฐเร่งพิจารณามาตรการเชิงรูปธรรม เพื่อดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทและลดแรงกดดันต่อภาคการส่งออก ถ้าเงินบาทยังแข็งค่าแบบนี้ ต่อให้ลดราคาภายในประเทศจะพบช่องว่างกับคู่แข่งยังคงอยู่ การส่งออกเดินต่อได้ยาก และสุดท้ายไทยจะสูญเสียตลาดสำคัญถาวรระยะยาว

สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักคือ ผู้ส่งออก และเกษตรกรที่ใช้วัตถุดิบในประเทศโดยเฉพาะ “ข้าว” ที่แข่งขันสูงมากในตลาดโลก โดยปี 2568 ไทยต้องเผชิญการแข่งขันจากอินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ที่มีผลผลิตข้าวดี และเสนอราคาที่แข่งขันได้มาก หากค่าเงินของประเทศคู่แข่งอ่อนค่ากว่าเงินบาท ไทยจะเสียเปรียบทันที และมีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียตลาด

ห่วง “เอสเอ็มอี” ไม่ทำประกันค่าเงิน

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การส่งออกปี 2568 คำสั่งซื้อสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ส่งมอบแล้วเหลือเพียงรอชำระเงิน ซึ่งประเด็นสำคัญอยู่ที่ผู้ส่งออกป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่ โดยเฉพาะ SME ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกันความเสี่ยงค่าเงิน และทำให้เสี่ยงขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะค่าเงินอ่อนในช่วงที่เสนอราคาขาย ก่อนทยอยแข็งค่าจาก 36 บาทต่อดอลลาร์ ลงมาถึง 33 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ แม้เมื่อเงินบาทแข็งค่าแล้วผู้ส่งออกควรขึ้นราคา แต่สภาพตลาดปีนี้ การขึ้นราคาแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะกำลังซื้อทั่วโลกชะลอตัว หากปรับราคาจะเสียตลาดทันที ส่งผลให้ผู้ส่งออกยืนราคาเดิม และแบกรับผลขาดทุนจากเงินบาทแข็งขึ้น

ยันเศรษฐกิจปีนี้ไม่ได้แข็งแรงเหมือนเช่นเคย

ทั้งนี้ ช่วง 4 ปีครึ่งที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าในระยะแรกจากปัจจัยพื้นฐานไทย เช่น เศรษฐกิจเติบโตดี การส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยวที่ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดแข็งแกร่ง และความต้องการเงินบาทสูงขึ้น ซึ่งเป็นการแข็งค่าตามธรรมชาติ 

แต่ปี 2568 เศรษฐกิจไม่แข็งแรงเหมือนเดิม แม้การส่งออกยังเป็นบวกแต่เริ่มชะลอลง และสินค้าที่ขยายตัวได้ดีส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งวัตถุดิบจำนวนมากต้องนำเข้าทำให้ประโยชน์ที่เกิดกับผู้ผลิตในประเทศมีจำกัด ผลกระทบที่ชัดเจนจึงตกอยู่กับผู้ผลิตที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ โดยเฉพาะภาคเกษตร และอาหาร 

ขณะที่ช่วงปลายปีการส่งออกอาจไม่ถูกกระทบมากนักในเชิงปริมาณ แต่รายได้เมื่อแปลงเป็นเงินบาทจะลดลง และมีโอกาสขาดทุน

สำหรับ แนวโน้มปี 2569 ประเมินว่าสินค้าหลัก โดยเฉพาะกลุ่มเกษตร และอาหารจะผ่านจุดต่ำสุด และไม่แย่กว่าปี 2568 โดยตั้งเป้าเติบโตขั้นต่ำ 5% เป็นระดับที่ธุรกิจอยู่รอดได้ ขณะที่กลุ่มสินค้าที่มีความต้องการสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI มีแนวโน้มเติบโตดี เพราะหลายประเทศต้องการเทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์