วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

มอง‘ค้าปลีก-ค้าส่งและบริการ’ ปี 2569 ไตรมาสแรก...โตต่ำ หลังจากนั้น...ยากที่จะคาดเดา! (1)

มอง‘ค้าปลีก-ค้าส่งและบริการ’ ปี 2569 ไตรมาสแรก...โตต่ำ หลังจากนั้น...ยากที่จะคาดเดา! (1)

บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนมิได้ผูกพันเป็นความเห็นขององค์กรที่สังกัด

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลง เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ของปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาส 2 ปี 2568 ลดลง 0.6% (QoQ) หดตัวครั้งแรกในรอบ 11 ไตรมาส จากผลกระทบด้านความเชื่อมั่นต่อการท่องเที่ยวที่ถูกซ้ำเติมด้วยความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และการส่งออกที่แม้จะขยายตัวสูงหลังการประกาศภาษีนำเข้าของสหรัฐ แต่ส่งผลต่อ GDP อย่างจำกัด โดยรวม 9 เดือนแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทย ขยายตัว 2.4% โดยสภาพัฒน์ฯ คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.0%

ผลสำรวจความเชื่อมั่น (RSI) Q2oQ3 2568

ขณะที่ ผลสำรวจความเชื่อมั่น (Retail Sentiment Index) ของผู้ประกอบการค้าปลีก (ความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้ค้าปลีกไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย) ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI ไตรมาสที่ 3 (ก.ค.- ก.ย.2568) เฉลี่ยที่ 40.6 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 (มิ.ย.-ส.ค.2568) เฉลี่ยที่ 36.6 เพิ่มขึ้น 4.0 จุด ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล “แพรทองธาร” มารัฐบาล “อนุทิน” อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งปีก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางระดับที่ 50

"November and December are the biggest months of the year for the retail industry

มอง‘ค้าปลีก-ค้าส่งและบริการ’ ปี 2569 ไตรมาสแรก...โตต่ำ หลังจากนั้น...ยากที่จะคาดเดา! (1)

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 น่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากสถิติดัชนีความเชื่อมั่น RSI ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แม้สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีความแน่นอน เศรษฐกิจยังฝืดเคือง กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว ดัชนีความเชื่อมั่นก็ยังอยู่สูงกว่าระดับที่ 50 มาตลอด อีกทั้งไตรมาส 4/2568 โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” โครงการ “เที่ยวดีมีคืน” ส่งเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่าแสนล้านบาท ผลักให้เม็ดเงินหมุนเข้าระบบเศรษฐกิจกว่า 2.5-3.0 รอบ น่าจะส่งผลบวกให้กับธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งเติบโตไม่น้อยกว่า 10% เทียบกับไตรมาส 3 ที่ผ่านมา

โดยภาพรวมทั้งปี 2568 ภาคค้าปลีก-ค้าส่ง และบริการ น่าจะเติบโตราว 3% เทียบปีที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียด ดังนี้

-ยอดขายหมวดสินค้า FMCG ในกลุ่ม Convenience และ Supermarket ขยายตัว 2.5-3.5% และ Hypermarket/Wholesale ขยายตัว 3-5% ซึ่งการขยายตัวเกิดจากการขยายสาขาเป็นหลัก ขณะที่ การเติบโตจากสาขาเดิม (SSSG) ทรงตัวถึงติดลบ ส่วนกลุ่ม Local Modern Trade ขยายตัวดีเติบโต 7-10%

-ยอดขาย กลุ่มภัตตาคาร ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่เป็น Chain ขยายตัว 5.5% จากการขยายร้านค้าและเทรนด์การดื่มมัจฉะที่ค่อนข้างสูง ขณะที่ร้านอาหารอิสระขนาดกลางขนาดย่อมขยายตัวเพียง 3.5% จากอานิสงส์โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ในไตรมาสสุดท้าย

-ยอดขายหมวดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิกส์ ขยายตัว 1.5% อานิสงค์จากการเปิดตัว Samsung S25 เมื่อต้นปี iphone 17 ในเดือน ต.ค.

-ยอดขายหมวดสินค้าแฟชั่นแบรนด์หรู ไลฟ์สไตล์ ขยายตัวติดลบร้อยละ 1-3 จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ลดลง และ การระมัดระวังการใช้จ่ายของกลุ่มผู้มีรายได้สูง

-ยอดขายในหมวดสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าและรองเท้า และกลุ่มหนังสือและ เครื่องเขียน ขยายตัว 1%

-ยอดขายในหมวดสินค้าวัสดุก่อสร้าง-ตกแต่ง-ซ่อมบำรุง เติบโต 1.5-2% ผลจากการก่อสร้างภาครัฐที่ลดลงต่อเนื่อง

“ค้าปลีก-ค้าส่งและบริการ” ไตรมาส1/2569 โตต่ำ-ผิดคาด

เบื้องต้น ภายใต้สมมติฐานที่คาดว่าการยุบสภาน่าจะเกิดขึ้นในราวปลายเดือน ม.ค.2569 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก Growth drivers ในไตรมาส 1/2569 ประกอบด้วย 1.โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ คนละครึ่งพลัสเฟส 2  2.โครงการ “ช้อปดีมีคืน” Easy E-Receipt 3.การเร่งรัดการลงทุนและการใช้จ่ายของภาครัฐซึ่งมีอยู่ราว 8 แสนกว่าล้านบาท 4.การท่องเที่ยว 5.เงินหมุนเวียนจากการเลือกตั้ง คาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศและยอดขายค้าปลีก-ค้าส่งและการบริการในไตรมาส 4/2568 และต่อเนื่อง ถึง ไตรมาสแรก ของปี 2569 เติบโตเฉลี่ย 1-3%

พลันที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภา พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดหมาย ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก Growth drivers ในปี 2569 ภาคธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งและการบริการก็กลายเป็นหมันฝันสลายไปฉับพลัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ข้างต้น ไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยข้อจำกัด รัฐธรรมนูญปี 2560 ห้ามรัฐบาลรักษาการอนุมัติโครงการใหม่ๆ อะไร รวมถึงโครงการที่จะไปผูกพันถึงรัฐบาลหน้า ​

การยุบสภาเร็วกว่าที่คาด ​ได้สร้างความกังวลต่อกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอซึ่งต้องการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องต้องสะดุดปัจจัยขับเคลื่อน จาก 5 ประการก็จะเหลือเพียง การเลือกตั้ง คาดว่าน่าจะมีการเลือกตั้งในราวต้นเดือน ก.พ.2569 ซึ่งเป็นเพียงเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเดียวที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่างบประมาณในการใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งผ่าน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ราว 8,000 ล้านบาท และเม็ดเงินการใช้จ่ายของผู้สมัครในช่วงหาเสียงเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้ง สะพัดไม่น้อยกว่า 120,000 ล้านบาท โดยรวมคร่าวๆ 200,000 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นเพียงแค่หาเสียงและจัดการเลือกตั้ง ยังไม่ได้นับรวมถึงกิจกรรมเศรษฐกิจอื่นๆที่สนับสนุนอีกมากมาย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของภาคค้าปลีก-ค้าส่งและบริการได้เพียง 0.5-1% จากที่ประเมินก่อนหน้านี้ที่จะเติบโตถึง 1-3%