background-default

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม 2569

Login
Login

‘หลุยส์วาณิชย์’ จากบรรทัดทอง สู่สยามพารากอน ‘ภัณฑิรา’ สร้างอาณาจักรร้านอาหารเติบโต

‘หลุยส์วาณิชย์’ จากบรรทัดทอง สู่สยามพารากอน  ‘ภัณฑิรา’ สร้างอาณาจักรร้านอาหารเติบโต

ธุรกิจร้านอาหารแสนล้านบาท ยังเป็นสมรภูมิธุรกิจที่หอมหวานสำหรับผู้ประกอบการ เพราะหากมีสูตรลับ เมนูอร่อยเสิร์ฟลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ย่อมเป็นกุญแจนำไปสู่ความสำเร็จ

“หลุยส์วาณิชย์” หนึ่งในร้านอาหารชื่อดังจากย่านบรรทัดทอง ที่ล่าสุดได้ขยับขยายสู่ศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดสาขา 2 ให้บริการลูกค้า

ภัณฑิรา ลีฬกาญจนากุล กรรมการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท หลุยส์วาณิชย์ อีทเทอรี่ จำกัด ฉายภาพจุดเริ่มต้นธุรกิจร้านอาหารแบรนด์แรกภายใต้ชื่อ “หัวใจ” ซึ่งเป็นสตรีทฟู้ดเกาหลีปักหมุดใจกลางสยามสแควร์ เติมพอร์ตและสร้างอาณาจักรย่อมๆด้วยแบรนด์ “เดอะการะเกด” และ “ร้านทิรา” รวมถึง “ร้านหลุยส์วาณิชย์”

การรุกธุรกิจร้านอาหารเกิดขึ้นตั้งแต่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยเห็นโอกาสและช่องว่างตลาด จากอาหารไทย เมนูเรียบง่าย ที่ไม่ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยไปเจออาหารชาติไหน ประเภทใด นอกใจไปลิ้มรสชาติเกาหลี ญี่ปุ่น ตะวันตก จีน สุดท้ายก็ต้องกลับมาหาอาหารไทย

‘หลุยส์วาณิชย์’ จากบรรทัดทอง สู่สยามพารากอน  ‘ภัณฑิรา’ สร้างอาณาจักรร้านอาหารเติบโต

ในวัย 25 ปี “ภัณฑิรา” ตัดสินใจสวมบทนักธุรกิจเต็มตัว ทว่า การเข้าสู่สังเวียนร้านอาหารยังเลือกห้วงเวลาสุดท้าทายคือ วิกฤติโควิด-19 ระบาด นำเสนอความอร่อยขายผ่านออนไลน์

เมื่อคิดการใหญ่ และเส้นทางธุรกิจไม่ง่าย “ภัณฑิรา” ยังหาจังหวะลับฝีไม้ลายมือการเป็นผู้ประกอบการหรือ entrepreneur ด้วยการไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ หลังเก็บเกี่ยวเคล็ดวิชาการเป็นผู้ประกอบการเต็มขั้น กลับไทยจึงลุยหาทำเลในการเปิดร้านอาหาร โดยเล็งเห็นศักยภาพย่าน “บรรทัดทอง” นำไปสู่การเปิดร้านหลุยส์วาณิชย์ ซึ่งเพียง 1 ปีสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ มีผู้คนจำนวนมากเข้าคิวลิ้มลองเมนูเด็ด

ทั้งนี้ ก่อนเปิดร้าน ได้ตระเวนทานอาหารร้านอร่อยจำนวนมาก เพื่อนำมาปรับเป็นแนวทางของร้าน การพัฒนารสชาติในแบบฉบับของร้านหลุยส์วาณิชย์ที่สร้างความโดดเด่นแตกต่างเสิร์ฟลูกค้า ล้วนมาจากการประสบการณ์ชิมของตนเองทั้งสิ้น

‘หลุยส์วาณิชย์’ จากบรรทัดทอง สู่สยามพารากอน  ‘ภัณฑิรา’ สร้างอาณาจักรร้านอาหารเติบโต

“ตอนทำธุรกิจร้านอาหาร โควิดเริ่มซา โดยมองว่าทุกวิกฤติมีโอกาส และหลังจากเรียนจบด้าน Entrepreneur กลับจากอังกฤษเพียง 2-3 วัน ไปหาที่เปิดร้านเลย ซึ่งเห็นศักยภาพบรรทัดทองมานานแล้ว โลเกชันน่าสนใจ ขณะนั้นร้านอาหารยังไม่มาก เห็นการเปลี่ยนแปลง จากแหล่งขายอะไหล่ยานยนต์ สู่ย่านร้านอาหาร”

จากบรรทัดทอง สยาม ล่าสุด “ภัณฑิรา” ขอพาแบรนด์ “หลุยส์วาณิชย์” ขึ้นศูนย์การค้าสยามพารากอน ขนาดร้านมีจำนวน 14 โต๊ะ พร้อมนำเสนอเมนูเด็ดและสร้างสรรค์ขึ้นมาเฉพาะสาขานี้ เช่น เนื้อทอดซอสน้ำมัน ซิกเนเจอร์ของร้าน ตับนุ่มทอดกระเทียม ไข่หมึกยักษ์ทอดน้ำปลา ผัดมาม่าหอยเชลล์ หมูสับปลาเค็ม ฯ

ทั้งนี้ ลูกค้าที่มาทานอาหารร้านหลุยส์วาณิชย์สาขาสยามพารากอน เฉลี่ยอยู่ที่ 400-500 บาทต่อคน เทียบกับสาขาบรรทัดทองเฉลี่ย 200-300 บาทต่อคน หรือทานคนเดียวจะมากกว่า 100 บาท

‘หลุยส์วาณิชย์’ จากบรรทัดทอง สู่สยามพารากอน  ‘ภัณฑิรา’ สร้างอาณาจักรร้านอาหารเติบโต

“ใช้เวลาตัดสินใจสักระยะในการพาหลุยส์วาณิชย์เข้าศูนย์การค้าสยามพารากอน เพราะต้องการสร้างแบรนด์ให้เติบโตขึ้น พรีเมียมมากขึ้น โดยจุดเด่นของสาขานี้จะมีการสร้างสรรค์เมนูเอ็กซ์คลูสีพ แต่ยังคงคอนเซปต์เมนูอาหารไทยง่ายๆ การตกแต่งร้านย้อนยุค ให้ลูกค้ามีบทสนทนาที่ทานอาหารแล้วหวนคิดถึงวัยเด็ก และสามารถถ่ายรูปนำเสนอผ่านโซเชียลมีเดียได้ด้วย”

สำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจร้านอาหารยุคปัจจุบัน “ภัณฑิรา” ยอมรับว่าสมรภูมิเดือดหรือเป็น Red Ocean เพราะมีผู้เล่นเกิดใหม่ต่อเนื่องและจำนวนมาก ทว่า การปรับตัวตลอดเวลา คือสิ่งสำคัญ พร้อมกันนี้ยังมองทางรอด 2 ส่วน คือการมัดใจ “ลูกค้าใหม่"ให้เข้ามาในร้านลิ้มลองเมนูอร่อย และหากลยุทธ์ดึงดูด “ลูกค้าเก่า” ให้มาทานซ้ำ ด้านการทำตลาดต้องสร้างแบรนด์ ไม่ให้หายไป แบรนด์จึงทำกิจกรรมหรือแอ๊คทีพทุกช่องทางสื่ออนไลน์

‘หลุยส์วาณิชย์’ จากบรรทัดทอง สู่สยามพารากอน  ‘ภัณฑิรา’ สร้างอาณาจักรร้านอาหารเติบโต

อาณาจักรร้านอาหารย่อมๆของ “ภัณฑิรา” กำลังเติบโต ทว่า แบรนด์เรือธง “หลุยส์วาณิชย์” เป็นภารกิจที่บริษัทจะผลักดันให้เติบโต แม้ระยะแรกยังไม่มองการเร่งเปิดสาขา เพราะขอวางรากฐานให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะสูตรอาหาร การคุมคุณภาพ วัตถุดิบ ต้องทำให้สมบูรณ์แบบหรือ Perfect ก่อน

“การสร้างแบรนด์หลุนยส์วาณิชย์ เพราะต้องการให้ผู้บริโภคเข้าใจง่าย และหลุยส์มีความหมายไทยต่อยอดการเติบโตคู่คนไทย อีกด้านอนาคตยังขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ด้วย ทว่าเวลานี้การทำธุรกิจร้านอาหารสิ่งสำคัญคือการสร้างรากฐานให้แน่น แข็งแกร่งก่อนก้าวกระโดด”