‘วัลลภา’ ซีอีโอแห่ง AWC บิ๊กคอร์ปเจ้าของอาณาจักรอสังหาฯ 2 แสนล้าน เดินหน้าภารกิจส่งต่อความสุข ส่งต่อความยั่งยืน ชูหัวใจ 3 ประการ หลอมรวมเป็นพันธกิจ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคน” (Building Better Future For All) ผลักดันการสร้างโครงการอสังหาฯ สู่จุดหมายปลายทางยอดนิยมด้านการท่องเที่ยวของไทย
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินรวมเป็น 218,000 ล้านบาทในสิ้นปี 2568 และทะยานสู่ระดับ 300,000 ล้านบาทในสิ้นปี 2572 กล่าวในงานเสวนา “A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry” ซึ่งจัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” ร่วมกับ Sustainability Expo 2025 (SX2025) ว่า ในบทบาทของ AWC ที่ได้พัฒนาก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ในหลากหลายโลเกชันของเมืองไทย ที่ผ่านมาในกลุ่ม AWC เราคุยกันตลอดว่ารู้สึกโชคดีที่ได้ทำธุรกิจ “ส่งต่อความสุข” และได้สร้างจุดหมายปลายทางที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางมาไทย
แต่สิ่งที่จะช่วยสร้างคุณค่าและความหมายคือ เราจะเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยดูแลและสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน ตามปรัชญาและพันธกิจของ AWC ในการ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคน” (Building Better Future For All) ร่วมสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน ซึ่งต้องอาศัยพลังจากพันธมิตรให้สามารถเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคง
สำหรับหัวใจหลัก 3 ประการในการสร้างความยั่งยืนตามแบบฉบับของ AWC ได้แก่
1.Better Planet ในมุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย วันนี้ AWC ได้พัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อสร้างการเติบโตแก่ธุรกิจ ต้องคำนึงถึงการใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า เดินหน้าแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และลดผลกระทบเชิงลบต่างๆ เพื่อสร้างความยั่งยืน ล่าสุดโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง โฮเทล ได้รับรางวัลครั้งแรกของประเทศ มาตรฐาน LEED ระดับ Gold เวอร์ชั่น 4 BD+C: Hospitality
2.Better People ด้วยที่ตั้งของโครงการโรงแรมและอสังหาฯ อื่นๆ ของ AWC ปักหมุดตามโลเกชันหรือชุมชนต่างๆ จึงได้รวมพลังกับ “ชุมชน” รวมถึงพันธมิตรซัพพลายเออร์และเวนเดอร์ทั้งหลาย ร่วมกันสร้างความเติบโต เช่น โครงการ เดอะ แกลอรี (The Gallery) ถือเป็นโมเดลที่ AWC เชื่อมพลังกับชุมชน ภายใต้แนวคิด Giving Art, Art of Giving หรือ ส่งเสริมศิลปินด้วยศิลปะแห่งการให้ นำสินค้างานหัตถกรรมต่างๆ ของชุมชนในไทยมาจำหน่ายที่ร้านภายในโรงแรม โครงการต่างๆ และช่องทางออนไลน์ ล่าสุดได้นำสินค้าจากกาฬสินธุ์ที่เกี่ยวเนื่องกับไดโนเสาร์ มาจำหน่ายที่ร้าน The Gallery ในจูราสสิค เวิลด์ : ดิ เอ็กซ์พีเรียนส์ (Jurassic World: The Experience) ที่เอเชียทีค
นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินโครงการ “AWC Stay to Sustain” ทุกการเข้าพัก 1 คืนในโรงแรมเครือ AWC แขกผู้เข้าพักจะได้ร่วมดูแลต้นไม้ 1 ต้นอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชน พิทักษ์ความหลากหลายชีวภาพ และส่งเสริมรายได้ให้ชุมชนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ
และ 3.Better Prosperity สร้างสรรค์คุณค่าทางเศรษฐกิจและการกำกับดูแลกิจการ
ทั้งนี้ ในมุมผลักดันการสร้างโครงการอสังหาฯ “จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว” ทาง AWC ได้เดินหน้าตั้งแต่การจัดหาเงินทุน (Funding) โดยล่าสุด AWC ได้บรรลุ “Green and Sustainability Linked Loan” แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้เราสามารถสร้างการเติบโตที่ตรงกลยุทธ์และมาตรฐานด้านความยั่งยืนต่างๆ ไม่เฉพาะโครงการพัฒนาใหม่เท่านั้น แต่อาคารสำนักงาน 4 อาคารที่มีอยู่ เช่น เอ็มไพร์ ทาวเวอร์ อาคารสำนักงานย่านสาทร ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า 3 แสนตารางเมตร ล่าสุดเพิ่งได้รับการรับรองตามมาตรฐาน LEED Gold หรือแม้แต่โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล ก็เป็นโรงแรมแห่งแรกของโลกที่ได้รับรางวัล 100% All-Star Certification จาก The Pledge ในเรื่องของการบริหารจัดการขยะอาหาร (Food Waste)
นางวัลลภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามกลยุทธ์สร้างการเติบโตของบริษัทอย่างยั่งยืน บริษัทได้วางแผนพัฒนาก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างงาน สนับสนุน Local Sourcing และ Local Consumption ด้วยแต่ละโครงการที่บริษัทไปเปิดให้บริการ ก็ได้ช่วยส่งเสริมการขายสินค้าภายในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย แม้แต่ในช่วงการระบาดของโควิด-19 อย่างต้นปี 2563 ได้เปิดโรงแรม มีเลีย สมุย ส่วนปลายปี 2563 เปิดโรงแรม บันยันทรี กระบี่ และเปิดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
และตามแผนระยะกลาง ในปี 2569 บริษัทจะเปิดโรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท และโครงการลานนาทีค เชียงใหม่ ตามแนวคิดที่ต้องการโปรโมตเชียงใหม่เป็นเมืองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและศูนย์กลางของความยั่งยืน หนึ่งในบริการไฮไลต์คือ รถแทรมไฟฟ้านำเที่ยวแห่งแรกของไทย นำเสนอผ่านคาแรกเตอร์แบบล้านนา พานักท่องเที่ยวแวะเที่ยววัดและสถานที่ต่างๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีโรงแรม พลาซ่า แอทธินี โนบุ นิวยอร์ก และโรงแรม เดอะ โฮเทล พลาซ่า แอทธินี โนบุ แบงคอก นับเป็นโอกาสที่บริษัทได้สร้างโครงการที่เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว
ส่วนแผนระยะยาว บริษัทจะมีโครงการ เวิ้งนครเกษม เยาวราช ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่สุดในย่านเยาวราช ด้วยงบลงทุนกว่า 16,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีที่จอดรถขนาดใหญ่ และสามารถใช้บริการรถแทรมไฟฟ้าของโครงการเวิ้งนครเกษมฯ ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีโครงการเอเชียทีค เฟส 2.2 (มีตึกสูงระฟ้าเป็นไฮไลต์) และโครงการอควอทีค พัทยา ที่บริษัทจะได้ร่วมสร้างความต่อเนื่องแก่ภาคการท่องเที่ยวไทย
“หลังจาก AWC ได้พัฒนาโครงการ จูราสสิค เวิลด์ : ดิ เอ็กซ์พีเรียนส์ (Jurassic World: The Experience) ในเอเชียทีคแล้ว ซึ่งมีพื้นที่ส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเรียนรู้แก่คนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ทราบมาว่าล่าสุดเพิ่งมีการขุดค้นพบฟอสซิลของ การูแดปทอรัส หรือ ไดโนเสาร์สายพันธุ์บินได้ ถือเป็นเทอโรซอร์ชนิดแรกที่ค้นพบในประเทศไทย และจากแรงบันดาลใจของไดโนเสาร์พันธุ์บินได้นี้ เราก็เลยจะทำเครื่องเล่น Sky Flyer สูงกว่า 30 ชั้นหรือประมาณ 140 เมตร ให้นักท่องเที่ยวได้บินเหมือนกับไดโนเสาร์บินได้ของไทย ซึ่งสายพันธุ์นี้ได้รับการตั้งชื่อว่าเป็น พญาครุฑ โดยเครื่องเล่นนี้จะพาผู้เล่นสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ในโครงการเอเชียทีค ได้เห็นวิวแม่น้ำสวยๆ เปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน”





