'น้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน' (Sustainable Aviation Fuels) หรือที่เรียกกันติดปากว่า 'น้ำมัน SAF' นับเป็นประเด็นฮอตอย่างมากในอุตสาหกรรม 'การบิน' ทั่วโลกช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลังจากธุรกิจสายการบินถูกมองว่าเป็นผู้ร้าย! ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
น้ำมัน SAF คืออะไร? คือ น้ำมันอากาศยานที่ผลิตจากทรัพยากรทางชีวภาพ ผ่านการตัดต่อโมเลกุล ทำให้ท้ายสุดไม่ต่างจากน้ำมันเครื่องบิน JetA1 สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันเชื้อเพลิงธรรมดา และสามารถผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงธรรมดาในปฏิบัติการ การบินของอากาศยานได้อย่างราบรื่น และปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องปรับแต่งเครื่องยนต์ แต่ปัญหาคือ “แพงจัด!” มีราคาแพงกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับน้ำมัน JetA1 ในปัจจุบัน
ศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวว่า การใช้น้ำมัน SAF ได้เป็นเรื่องฮอตเมื่อ “องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ” (ICAO) ชี้ว่านี่คือ สิ่งสำคัญที่จะทำให้ภาคการบินมีส่วนทำให้โลกสะอาดขึ้น! และทางฝั่งยุโรปเองก็มีการใช้น้ำมัน SAF มาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว
“ประเทศไทยไม่ได้นิ่งเฉยกับเรื่องการใช้น้ำมัน SAF เพียงแต่ว่าก่อนที่ภาครัฐจะประกาศแนวปฏิบัติการใช้น้ำมัน SAF เราขอนั่งคุยให้จบก่อน โดยในห้วง 2 ปีที่ผ่านมาทาง กพท. ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงพลังงานอย่างใกล้ชิด ได้แก่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน และกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งประสานไปยังผู้ผลิต และจำหน่ายน้ำมัน SAF”
ศรัณย เบ็ญจนิรัตน์
สำหรับการผลิตน้ำมัน SAF ในประเทศไทย มองไว้ 3 แหล่ง ได้แก่ แหล่งที่ 1 น้ำมันทำอาหารที่ใช้แล้ว ถามว่าดีไหม? คำตอบคือ ดีที่สุด แต่ก็มีจำกัดที่สุดด้วย ส่วนแหล่งที่ 2 น้ำมันเอทานอล ผลิตยาก กว่าจะผลิตได้ต้องผ่านขั้นตอนพอสมควร และแหล่งที่ 3 น้ำมันปาล์ม
“ทาง กพท. ได้รับทราบมาว่าในปี 2568 จะมีปริมาณน้ำมัน SAF ในประเทศไทยพอสมควร เพียงพอกับการเติมเข้าอากาศยานได้ประมาณหนึ่ง แต่ยังมีปัญหาอยู่ตรงราคาแพง”
แพงแล้วแก้ปัญหาอย่างไร? วิธีที่ทั่วโลกใช้เหมือนกันคือ การนำมาผสมกับน้ำมันเครื่องบิน JetA1 ก่อนเพื่อให้ราคาไม่แพงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยทาง กพท. ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสายการบิน และบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมัน SAF มานั่งบวก ลบ คูณ หารกันจนถึงระยะสุดท้าย จนได้แผนการใช้น้ำมัน SAF ใน “อัตราส่วนผสม” ที่ลงตัวแล้ว ซึ่งต้องรอกระทรวงพลังงานประกาศเรื่องนี้อย่างเป็นทางการอีกที
แม้ประเทศไทยจะประกาศแนวปฏิบัติการใช้น้ำมัน SAF ช้ากว่าบางประเทศที่เคยระบุไว้ว่าในปี 2030 จะเพิ่มอัตราส่วนการใช้น้ำมัน SAF ไปให้ถึง 10% แต่ตอนนี้บางประเทศก็ต้องมาประเมินสถานการณ์ใหม่ เพราะอาจจะประกาศเร็วไปสักนิด ส่วนของประเทศไทย ในมุมของ ศรัณย มองว่า “ความชัดเจน” คือสิ่งที่จะทำให้ไปต่อได้ เพราะทุกคนต้องการความชัดเจนมากกว่าความหวือหวา เพื่อจะได้วางแผนออกตัวเรื่องการใช้น้ำมัน SAF ได้
“คาดในเดือนก.ย.นี้ ทางกระทรวงพลังงานจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการใช้น้ำมัน SAF อย่างชัดเจน ว่าจะนำไปผสมกับน้ำมัน JetA1 ในอัตราส่วนเท่าไร และทยอยเพิ่มอัตราส่วนอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น เริ่มจาก 1% อาจเพิ่มเป็น 3% และเพิ่มเป็น 8% ในปีไหน โดยกระทรวงพลังงานเตรียมประกาศเรื่องนี้อย่างเป็นทางการราวเดือนต.ค.- พ.ย.2567”
ด้านความเคลื่อนไหวของ “สายการบิน” เมื่อกลางเดือนมิ.ย. “บางกอกแอร์เวย์ส” ได้ประกาศดำเนินความร่วมมือกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ใช้น้ำมัน SAF ในเที่ยวบินนำร่องของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการสนับสนุนให้มีการใช้เชื้อเพลิงพลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ
พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บางกอกแอร์เวย์สจะนำร่องเริ่มใช้น้ำมัน SAF ที่สัดส่วน 1% ของการใช้น้ำมันทั้งหมดในปี 2026 ซึ่งอยู่ที่ความพร้อมของฝั่งซัพพลายเออร์ด้วย ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ก่อนจะทยอยเพิ่มสัดส่วนมากขึ้นตามลำดับในอนาคต
ด้าน “เวียตเจ็ทไทยแลนด์” ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจกับ OR เช่นกัน ในการใช้น้ำมัน SAF ปฏิบัติการบินบนเส้นทางบินทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เริ่มตั้งแต่เดือนก.ค.2567 เป็นต้นไป
วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า การริเริ่มใช้น้ำมัน SAF เป็นแผนการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมของ “เวียตเจ็ทกรุ๊ป” เน้นย้ำความมุ่งมั่นขององค์กรในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ของประเทศไทย รวมถึงเป้าหมายของ ICAO อีกด้วย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





