“พีทีจี”ลุย“เอส-เคิร์ฟ” เร่งสปีดธุรกิจ “นอนออยล์” กลยุทธ์ปั๊มวิ่งหนีธุรกิจน้ำมัน

“พีทีจี”ลุย“เอส-เคิร์ฟ” เร่งสปีดธุรกิจ “นอนออยล์” กลยุทธ์ปั๊มวิ่งหนีธุรกิจน้ำมัน

“พีทีจี” เปิดแผนธุรกิจ S-Curve สู่นอนออยล์ ไม่หวั่นโควิด-19 ระบุใช้ประสบการณ์ “ต้มยำกุ้ง” พยุงองค์กรกุมกำไรปีละไม่ต่ำกว่า 10% เดินหน้า “ปาล์มคอมเพล็กซ์” ครอบวงจร เล็งเพิ่มยอดขายน้ำมัน 8-12% เพื่อรักษามาร์เก็ตแชร์อันดับ 2พร้อมตั้งเป้า 5 ปี เพิ่มสัดส่วนรายได้ธุรกิจนอนออยล์ 60-70%

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมพีทีจีในปี 2564 เติบโตเล็กน้อย มีส่วนแบ่งตลาดภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 4.2% โดยยอดขายโตขณะนี้ 8.4% สวนทางกับภาพรวมทั้งระบบที่ติดลบ 0.9% ทั้งนี้ ปัจจัยที่เกื้อหนุนให้พีทีจียังคงเติบโตมาจาก 2 ปัจจุย คือ 

1. สมาชิก Max Card โดยทุกๆ 100 ลิตร จะเป็นสมาชิก 70-73% โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 16.3 ล้านสมาชิก และจะมี 17 ล้านสมาชิกในปีนี้ และอีก 5 ปีจะมีมากกว่า 30 ล้านสมาชิก 

2. การกระจายสาขาทั่วประเทศ โดยปัจจุบันมีสาขารวมกว่า 2,200 สาขา ซึ่งจากสถานการณ์วิด-19 พบว่า เมื่อเกิดวิกฤต สาขาของพีทีทีมีเพียง 8% เท่านั้นที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นที่ได้รับผลกระทบราว 40%

อย่างไรก็ตาม ภายในปี 2569 การที่ บริษัทฯ มียอดบัตรสมาชิก Max Card ถึง 30 ล้านสมาชิก และปรับไปอยู่บนฐานเดียวกับ Max World เพื่อให้คนไทย 80–85% อยู่ในระบบนิเวศธุรกิจ (Business Ecosystem) ของพีทีจี เพื่อพัฒนาการบทบาทหน้าที่ของบัตรสมาชิกพีที ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมต่อระหว่างกลุ่มธุรกิจต่างๆ ในเครือ PT เข้ากับพาร์ทเนอร์​ และลูกค้าสมาชิกผู้ถือบัตร เพื่อหลอมรวม Business Ecosystem เข้ามาอยู่ด้วยกันในที่สุด 

ทั้งนี้ เมื่อพีทีจีรู้พฤติกรรมผู้บริโภคแล้วจะต่อยอดบริการที่ครอบคลุมที่ไม่ใช่แค่มาเติมน้ำมัน แต่มาใช้บริการร้านกาแฟพันธุ์ไทย และร้าน Coffee World ซื้อสินค้าจากร้าน Max Mart และซื้อสินค้า บริการต่างๆ ของพันธมิตรอีกด้วย เพราะ Max World จะกลายเป็นแพลตฟอร์ม Big Data ขนาดใหญ่ที่ทำให้กลุ่มพีทีจี พัฒนาเป็น Data-driven Company โดยกลุ่มธุรกิจในเครือพีทีได้ทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อจะได้นำเสนอสินค้า บริการได้สอดคล้องกับลูกค้า ลงลึกทั้งในระดับ Segmentation ไปจนถึง Personalization

อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปี พีทีจี จะวางงบลงทุนไว้ที่ 4,000-4,500 ล้านบาทสำหรับขยายธุรกิจทั้งในธุรกิจหลัก ธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน รวมถึงธุรกิจใหม่ ซึ่งในส่วนนี้ แบ่งเป็นสำหรับการขยายสถานีบริการน้ำมันและแก๊ส LPG อยู่ที่ 3,000-3,500 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจนอนออยล์ จำนวน 500 ล้านบาท ได้แก่ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และที่เหลืออีก 500 ล้านบาท เป็นการลงทุนในธุรกิจใหม่ราว 500 ล้านบาท โดยปี 2564 นี้ ประเทศไทยรวมถึงประเทศทั่วโลกยังประสบกับปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ใช้ระยะเวลายาวนานมา 2 ปี ทำให้บริษัทฯ ต้องระมัดระวังในการใช้งบประมาณ ส่งผลให้ปีนี้พีทีจี ได้ปรับงบประมาณลงทุนอยู่ที่ 3,000-3,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ จากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ช่วง 2ปี ที่ผ่านมา สถานการณ์ดีขึ้นและสลับกลับมาหนักขึ้นอีกใช้ช่วงเดือน เมษายน2564 รัฐบาลได้ประกาศล็อกดาวน์อีกครั้ง ยอมรับว่าภาพรวมสถานการณ์หนักหนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนมาถึงช่วงเดือนกรกฎาคม-ปัจจุบัน สถานการณ์เริ่มดีขึ้น รัฐบาลเตรียมตัวคลายล็อกดาวน์เนื่องจากประเทศไทยและทั่วโลกได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้เป็นจำนวนที่สูงขึ้นตามเป้าหมายของรัฐบาล จึงมองว่า การประชาชนจะสามารถออกเดินทางท่องเที่ยวเฉลิมฉลองสิ้นปีจนถึงปีใหม่ 2565 ได้อย่างสบายใจหลังจากที่การใช้ชีวิตอยู่กับบ้านมากกว่าออกไปนอกบ้าน การทำงานยังเป็นแบบ WFH เมื่อรัฐบาลคลายล็อก หลายๆ องค์กรเริ่มให้พนักงานกลับเข้ามาทำงานได้เกินครึ่งหรือเกือบ 100% จะทำให้คนอยากออกไปพบเจอกัน การใช้จ่าย ส่งผลเศรษฐกิจก็จะดีตามมาด้วย

“เราเริ่มชินกับโควิด-19 บ้างแล้ว เพราะการระบาดปีแรกเหมือนจะคุมสถานการณ์ได้ แต่ก็กลับมาติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นทั่วโลกช่วงต้นปี 2564 สำหรับพีทีจีเอง ได้มีมาตรการในการฉีดพ่นฆ่าเชื้อในรถ สาธารณะ รถแท็กซี่ หรือแม้แต่รถลูกค้าพีทีจีเอง ซึ่งเราได้ให้บริการทุกปั้มน้ำมันของพีทีจีทั้งหมด อาทิ ปั๊มแก๊ส ออโต้แบคส์ อีกทั้งไม่ได้ทำแค่ เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น แต่ยังกระจายไปทุกจังวัดทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาการติดเชื้อให้กับทั้งผู้ให้บริการและประชาชนมาให้บริการ เพราะเราเข้าใจว่าผู้ขับขี่รถแท็กซี่ไม่มีนักท่องเที่ยวใช้บริการเลย พีทีจีจึงอยากให้ผู้ใช้บริการมั่นใจในการใช้บริการรถแท็กซี่มากยิ่งขึ้น”นายพิทักษ์กล่าว

นายพิทักษ์ กล่าวว่า พีทีจี ยังมีตู้ปันสุข ในสาขา LPG ปั้มน้ำมันบางสาขา และยังช่วยเหลื่อในเรื่องของคูปองส่วนลดน้ำมันด้วย พร้อมทั้งเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องยนต์จาก NGV เป็นรองรับระบบLPG และพีทีจี ยังได้สนับสนุนน้ำดื่มให้กับโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ จำนวนกว่า 500,000 ขวด สนับสนุนเครื่องดื่ม อาทิ กาแฟพันธุ์ไทย ให้กับบุคลากรด่านหน้า โรงพยาบาลต่างสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอีกจำนวนหนึ่ง ในส่วนของพนักงานพีทีจีเองนั้น บริษัทฯ ได้ให้พนักงาน WFH ตามนโยบายของรัฐบาล พร้อมทั้งยังมอบหน้ากากอนามัน เจลล้างมือ ฟ้าทะลายโจร ไว้ประจำสาขาที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดสีแดง เป็นต้น

ทั้งนี้ ด้วยประสบการณ์จากวิกฤตการทางการเงินในเอเชียปี2540 หรือที่เรียกทั่วไปว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง บริษัทฯ ได้นำเอาประสบการณ์ดังกล่าวมาใช้แก้ปัญหาโควิด-19 ด้วย มุมมองคือวิกฤตต้มยำกุ้ง ประเทศไทยกระทบโดยตรง ถือว่าผ่านประสบการณ์ที่เฉียดตายมาแล้ว องค์กรจึงปรับตัวได้ดี บริษัทฯ ยังมีกำไรบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม องค์กรมีฐานผู้บริหารกว่า 100 คน โดยโจทย์ใหญ่สำคัญคือ การให้ผู้บริการนำเสนอเซอร์วิสคนละ 2 แนวทาง เพื่อผลักดันองค์กรแก้ไขปัญหาดันยอดขายให้ดีขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งข้อแนวทางโดยรวมมีกว่า 335 แนวทาง ดังนั้น พีทีจี จึงแยกออกมาเป็นหมวดหมู่ เช่น หมวดหมู่ค่าใช้จ่าย อาทิ ที่เช่าสถานีบริการน้ำมัน ที่ต้องจ่าย 10 ล้านบาท ก็จะแบ่งเป็นลักษณะของการแบ่งจ่ายเป็น 4 ช่วง พอเริ่มจำหน่ายได้ก็จ่ายเงิน

สำหรับทิศทางหลังจากโควิด-19 บริษัทฯ ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ตอนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปี2558 ผู้บริหารทุกคนรู้จัก S-Curve ซึ่งทุกคนมองข้ามไปยังอนาคต มองการดำเนินธุรกิจใหม่ๆ ที่สร้างกำไรสูงกว่าไม่ใช่แค่ธุรกิจน้ำมันอย่างเดียว จึงเป็นผลจากกลยุทธ์ผลักดันการเติบโตธุรกิจนอนออยล์เกิดขึ้น จึงได้เพิ่มสาขานอนออยล์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริการที่หลากหลายและครอบคลุมทุกพื้นที่ เช่น ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ซึ่งตั้งเป้า 5 ปีข้างหน้าจะมีทั้งหมด 2,000 สาขา ทั้งในประเทศไทย และ กลุ่ม CLMV ซึ่ง 70% อยู่ในปั๊มน้ำมัน และ30% อยู่ในนอกปั๊ม และร้านคอฟฟี่เวิลด์ ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงแบรนด์ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันและผลักดันสู่แบรนด์ชั้นนำต่อไป และร้านสะดวกซื้อแมกซ์มาร์ท (Max Mart) อีกทั้งศูนย์บริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ออโต้แบคส์ (Autobacs) และอื่นๆ รวม 870 สาขา โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ธุรกิจนอนออยล์ 60-70% ใน 5 ปี

นอกจากนี้ จะเพิ่มสถานีบริการน้ำมันและแก๊ส LPG อีก100-150 สาขาและขยายการให้บริการธุรกิจแก๊ส LPG ครัวเรือน จากการเพิ่มสาขาการให้บริการGas Shop อีก 50 สาขาเนื่องจากมีแผนที่เพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายแก๊ส LPG ครัวเรือนให้มีสัดส่วน 40-50% ของปริมาณการจำหน่ายแก๊ส LPG ทั้งหมด ส่วนปริมาณการจำหน่ายแก๊ส LPGAuto LPG หรือแก๊สสำหรับรถยนต์ คาดว่าในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 15-20% ส่วนแก๊ส LPG สำหรับครัวเรือน ปีนี้คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% เกิดจากการขยายสถานีบริการแก๊ส LPG ที่เพิ่มขึ้น และการขยายการให้บริการแก๊สครัวเรือนให้ครอบคลุมมากขึ้น

นายพิทักษ์กล่าวว่า เพื่อตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการ และการปรับตัวในธุรกิจนอนออยล์ บริษัทฯ มีทีมนวัตกรรม เพื่อให้สิทธิ์พนักงานได้ทดลองคิดค้นผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ธุรกิจให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยมีหลายโครงการอยู่ใน Sandbox อาทิ เกิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือร่าเริงผสมใบกัญชา เป็นต้น บริษัทฯ จะให้โจทย์ทีมนวัตกรรม โดยจะต้องทำอย่างไรให้เป็น S Curve จากทีมนวัตกรรมที่มีกว่า 10 คน มาเป็นโจทย์ คิดรูปแบบตัวอย่างการทดลอง อาทิ เทื่อลูกค้าสมาชิก Max World มาใช้บริการในอนาคต จะได้รับบริการอะไรบ้าง ทั้งนี้ นอกจากทีมนวัตกรรมที่มีอยู่ บริษัทฯ ยังได้ร่วมคิดค้น หารือเพื่อให้มีแนวคิดร่วมกันกับบริษัทสตาร์ทอัพต่างๆ ด้าน โลจิตส์ติก ไลฟ์สไตล์ เพื่อตอบโจทย์ครอบคลุมผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น

บริษัทฯ ยังเดินหน้าต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต เช่น อุตสาหกรรมโอเลโอเคมิคอล(Oleo Chemical) เป็นต้น จากโครงการ Palm Complex ที่ปัจจุบันสามารถดำเนินโครงการได้เต็มกำลังการผลิต โดยคาดว่า จะต่อยอดผลิตภัณฑ์ ยา และเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว โดยเร็วๆนี้จะเห็นผลิตภัณฑ์ออกมาวางจำหน่ายได้ ทั้งนี้ มองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการทำธุรกิจปาล์มน้ำมันจำนวนมากอยู่ที่ภาคใต้ อาทิ จังหวัดกระบี่ จังหวัดชุมพร และจังหวัดสุราษฏร์ธานี มีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบถึง 70% สามารถนำน้ำมันปาล์มมากลั่นเป็นน้ำมันบี100 ผสมในน้ำมันหมุนเร็วได้ อีกทั้งยังทำเป็นน้ำมันเพิ่มผู้บริโภคได้ด้วย ซึ่งบริษัทฯ มีกิจการกลั่นน้ำมันอยู่แล้ว อีกทั้งยังพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวได้ เป็นต้น

“ในไม่กี่เดือนนี้ บริษัทฯจะออกอีก 2 ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการผลิตน้ำมันปาล์ม จะเห็นได้ว่าผู้ให้บริการปั้มน้ำมันหันมาทำนอนออยล์ถือเป็นเรื่องปกติ เราจะไม่แข่งกับใคร แต่จะแข่งกับตัวเองมากกว่า พยายามทำอย่างไงให้ยอดขายดี ให้มีกำไรดังนั้นจะต้องหนีจากออยล์ให้เร็วที่สุด มองว่าใครออกก่อนชนะ ทั้งนี้ ธุรกิจน้ำมันยังเป็นธุรกิจที่ทำเงินเป็นเวลา 10 ปี จึงไม่น่ากังวลอะไร อีกทั้งนอนออยล์ของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน”นายพิทักษ์กล่าว

สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นสูงขณะนี้นั้น นายพิทักษ์ กล่าวว่า ไม่น่าเกิดขึ้นบ่อยมากนัก จะเห็นว่า3-4 ปีจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ปัจจัยที่ส่งผลกระทบหลักคือการระบาดของโควิด-19 ทำให้ปิดทั้งระบบกระทบทั่วโลก ความต้องการ (ดีมานด์) ลดลง ดังนั้น มองว่าเมื่อเศรษฐกิจทั้งระบบดีขึ้น จะส่งผลให้ดีมานด์ปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน และที่ผ่านมาโอเปกผลิตน้อย สวนทางกับดีมานด์เยอะ ตอนนี้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 77- 82 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จึงทะลุ 30 บาทต่อลิตร อีกทั้งค่าเงินบาทอ่อนตัวเป็นปัจจัยหนุน ส่งผลให้เกิดต้นทุนสินค้า ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแลไม่ให้ประชาชนเดือนร้อน ค่าการตลาดอ่อนตัวลง บวกกับเทรนด์ตลาดโลกไตรมาส 4 เข้าสู้ฤดูหนาวความต้องการใช้พลังงานสูง ปลายปีนี้อาจต้องเจอราคาน้ำมันแพงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีใครฟันธงได้

ทั้งนี้ ปี 2564 บริษัทฯ ตั้งเป้ามีกำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) เติบโตแต่ละปีอยู่ที่ 10% เนื่องจากบริษัทฯ ยังคงเห็นโอกาสการเติบโตในอุตสาหกรรมน้ำมันภาพรวมต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ซึ่งมีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันอยู่ที่ 4,959 ล้านลิตร หรือคิดเป็นเติบโต 5.9% เมื่อเทียบจากปีก่อน และสูงกว่าอุตสาหกรรมโดยรวมที่มีปริมาณจำหน่ายน้ำมันโดยรวมอยู่ที่ 34,837 ล้านลิตร หรือลดลง 1.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในปีนี้โต 8-12% เพื่อครองส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) อันดับที่2ต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้องพีทีจี