มองร้าย!แบงก์ใหญ่คาดการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวปี 66

มองร้าย!แบงก์ใหญ่คาดการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวปี 66

บรรดาธนาคารชั้นนำโลกออกรายงานคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกว่าจะชะลอตัวลงอีกในปีหน้า เท่ากับฉายภาพความย่ำแย่ทางเศรษฐกิจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น มาดูกันว่าพวกเขาคาดการณ์แนวโน้มว่าย่ำแย่อย่างไร

วาณิชธนกิจรายใหญ่ระดับโลก ซึ่งรวมถึง โกลด์แมน แซคส์ และเจพีมอร์แกน ต่างคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงอีกในปี 2566 หลังจากที่อ่อนแรงลงอย่างมากในปีนี้ เนื่องมาจากผลกระทบของสงครามในยูเครน รวมทั้งการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่รวดเร็วที่สุดในช่วงที่ผ่านมา

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว 3.75% ในปีนี้ นับตั้งแต่ที่เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนมี.ค. ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย แม้มีการคาดการณ์ว่าเฟดอาจจะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม

คาดการณ์เศรษฐกิจโลก,เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รวบรวมการคาดการณ์เศรษฐกิจโลก, เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจจีน ของธนาคารชั้นนำต่างๆในปี 2566 ไว้ดังนี้ เริ่มจาก

- มอร์แกน สแตนลีย์ คาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าไว้ที่ 2.20% เศรษฐกิจสหรัฐ  ขยายตัว 0.50% และเศรษฐกิจจีน ขยายตัว 5% 

- โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกโต 1.80%  เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 1.1% และเศรษฐกิจจีน ขยายตัว 4.50%  

- ธนาคารบาร์เคลย์ส คาดการณ์เศรษฐกิจโลกขยายตัว 1.70%  เศรษฐกิจสหรัฐ เศรษฐกิจ-0.1% และเศรษฐกิจจีน ขยายตัว 3.80%  

- เจพีมอร์แกน  ไม่ระบุตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก แต่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐ - 1%  ส่วนเศรษฐกิจจีนไม่ระบุ

- บีเอ็นพี พาริบาส์ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 2.3%  เศรษฐกิจสหรัฐ -0.10%  และเศรษฐกิจจีนขยายตัว 4.50%  

- ยูบีเอส คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกขยายตัว 2.1% เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 0.1% และเศรษฐกิจจีนขยายตัว 4.50%

 

คาดการณ์เงินเฟ้อสหรัฐ (CPI) และอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของเฟด

- มอร์แกน สแตนลีย์ ยังคาดการณ์เงินเฟ้อสหรัฐ (CPI) ในปี 2566 ว่าอยู่ที่ 3.3% พร้อมทั้งคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสูงสุดของเฟด ภายในเดือนม.ค. ปี 2566 ว่าอยู่ที่  4.625%

- โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อสหรัฐอยู่ที่ 3.2%  และคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของเฟดอยู่ที่ 5% - 5.25% ภายในเดือนพ.ค. ปี2566

- บาร์เคลย์ส คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐอยู่ที่ 3.70%  พร้อมคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของเฟดอยู่ที่ 5% - 5.25% ภายในเดือนมี.ค. ปี2566

- เจพีมอร์แกน คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐอยู่ที่ 4.1% และคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของเฟดอยู่ที่ 5% ภายในเดือนม.ค. ปี 2566  

- บีเอ็นพี พาริบาส์ คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐอยู่ที่ 4.40%  ส่วนอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของเฟดอยู่ที่ 5% - 5.25% ภายในไตรมาส 1/2566

- ยูบีเอส คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐอยู่ที่ 3.6%  และคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของเฟดอยู่ที่ 5%

 

มอร์แกน สแตนลีย์ ยังคาดการณ์ด้วยว่า เฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกภายในเดือนธ.ค. ปี2566 ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยยืนอยู่ที่ระดับ 4.375% ภายในสิ้นปีหน้า ขณะที่บาร์เคลย์ส คาดว่า อัตราดอกเบี้ยของเฟดจะอยู่ในกรอบ 4.25% - 4.5% ภายในสิ้นปีหน้าหลังจากที่มีการปรับลดดอกเบี้ย

ด้านยูบีเอสคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้เป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2% ภายในสิ้นปีหน้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟดพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย

การเตือนเรื่องเศรษฐกิจโลกจะเผชิญภาวะถดถอยในปีหน้าของบรรดาวานิชธนกิจชั้นนำโลกมีขึ้นหลังจากมหาเศรษฐีพันล้านของโลก 12 คน ประสานเสียงเตือนว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีความเสี่ยงสูงที่จะถดถอย

 เริ่มจาก“เจฟฟ์ เบซอส” เจ้าของบริษัทอเมซอน ,“อีลอน มัสก์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ)เทสลา และ“เคน กริฟฟิน” ซีอีโอซิทาเดลเตือนว่า เศรษฐกิจสหรัฐเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยในไม่ช้า เช่นเดียวกับเหล่าซีอีโอ นักลงทุน และสถาบันวิชาการต่าง ๆ ที่พร้อมใจคาดการณ์ถึงภาวะขาลงทางเศรษฐกิจสหรัฐที่ยาวนาน

 เบซอส บอกว่า “ขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐดูไม่ค่อยดีนัก สิ่งต่าง ๆ เริ่มชะลอตัวลง หลายภาคส่วนต้องปลดพนักงาน หากเศรษฐกิจยังไม่ถดถอยในตอนนี้ ก็น่าจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้”

ส่วนมัสก์ บอกว่า “สหรัฐมีแนวโน้มเผชิญภาวะถดถอยขั้นรุนแรงเป็นเวลานาน 1 หรือ 2 ปี พูดตรง ๆ นะ ภาพเศรษฐกิจในอนาคตเลวร้ายมาก โดยเฉพาะสำหรับบริษัทอย่างเรา ซึ่งต้องพึ่งพาการโฆษณาสูง ภายใต้ภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ท้าทาย”

“คาร์ล ไอคาห์น” ประธานไอคาห์น เอนเตอร์ไพรเซส กล่าวว่า “เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเผชิญอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ คุณก็จะเผชิญกับเส้นอัตราผลตอบแทนแบบผันผวน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 5% ซึ่งบ่งชี้ว่าคุณจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย”

ด้าน"เจมี ไดมอน” ซีอีโอเจพีมอร์แกน ที่บอกว่า “มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะถดถอยเล็กน้อย โดยผู้บริโภคอยู่ในเกณฑ์ดีมาก บริษัทต่าง ๆ ก็อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ๆ แต่ก็มีปัจจัยลบอื่น ส่วนใหญ่เป็นเพราะสงครามในยูเครนและราคาน้ำมัน”

“เดวิด โซโลมอน” ซีอีโอโกลด์แมน แซคส์ บอกว่า “มีความเป็นไปได้สูงมากที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเผชิญภาวะถดถอย”