ผลสำรวจความเชื่อมั่น (Retail Sentiment Index) ของผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง (ความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ) ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI เดือน พ.ย.2568 เพิ่มขึ้น 9.8 จุด เมื่อเทียบเดือน ต.ค.2568
โดยปรับเพิ่มขึ้นในทุกองค์ประกอบ นับตั้งแต่ ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จและความถี่ในการใช้บริการ รวมถึง เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และทุกประเภทของร้านค้า โดยเฉพาะ ร้านค้าประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าปลีก-ส่งที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในภูมิภาค
ปัจจัยหลักในการปรับเพิ่มขึ้นของดัชนี RSI เดือน พ.ย.
การปรับเพิ่มขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นเดือน พ.ย. มาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส และงบประมาณสวัสดิการภาครัฐ เป็นหลัก จากผู้มีสิทธิรวมราว 30 ล้านคน กว่า 27.5 ล้านคนเป็นประชาชนที่มีภูมิลำเนาในภูมิภาคอื่นๆ นอกเหนือจากกรุงเทพฯ ปริมณฑล ส่งผลให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ประชาชนรากหญ้าในภูมิภาคต่างๆ
นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ ส่งผลให้การเติบโตของร้านค้าประเภทจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค FMCG แตกเป็น 2 ขั้วแบบ “K Shape”กล่าวคือ ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และร้านสะดวกซื้อ ในกลุ่มโมเดิร์นเทรด (MT) ไม่ได้ผลจากโครงการฯ ส่วนผู้ประกอบขนาดกลางในกลุ่ม LMT จะได้ผลจากโครงการชัดเจน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่มีร้านค้าในกรุงเทพปริมณฑล จะได้ผลลัพธ์จากโครงการเล็กน้อย ขณะที่ ผู้ประกอบการที่มีร้านค้าในภูมิภาคอื่นๆ ยกเว้นกรุงเทพปริมณฑล จะได้ผลลัพธ์จากโครงการเต็มๆ
จากข้อมูลเชิงลึก กลุ่มที่อยู่ในส่วนของ “K ขาขึ้น” ช่วง 12 วันแรก เติบโตถึงกว่า 20% จากนั้นก็เติบโตลดลงอยู่ที่ 5-7 % ส่วนในกลุ่ม “K ขาลง”โดยเฉพาะ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ เติบโตติดลบ แม้จะเร่งการส่งเสริมการขายอย่างหนัก
ส่วนร้านค้าประเภท ภัตตาคารและร้านอาหาร-เครื่องดื่ม โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ให้สิทธิกับร้านค้าขนาดเล็ก และ Delivery ส่งผลให้ กลุ่มภัตตาคารร้านอาหารขนาดกลางและขนาดใหญ่แทบจะไม่ได้ผลลัพธ์จากโครงการ แม้ว่าจะมี โครงการ “เที่ยวดีมีคืน” ที่ส่งเสริมภัตตาคาร ร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษี แต่ได้ผลลัพธ์น้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีฐานการเสียภาษีระดับบนซึ่งมีอยู่ราว 2-3 ล้านคน และส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพปริมณฑล
ดัชนี RSI ระยะ 3 เดือนข้างหน้า สะท้อนอะไร
ดัชนี RSI ระยะ 3 เดือนข้างหน้าก็ปรับลดลง 3.8 จุด จาก 65.6 จุด มาอยู่ที่ 61.8 จุด ลดลงครั้งแรกหลังจากเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 4 เดือน ผู้ประกอบการยังคงความกังวลในความต่อเนื่องของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวซึ่งสัมผัสได้และมีให้เห็นไปทั่วในประเทศ กำลังซื้ออ่อนแอ ประชาชนประหยัด ไม่จับจ่ายใช้สอย ราคาสินค้าเกษตรตกตํ่า และประชาชนกังวลมากขึ้นเรื่องรายได้ การชําระหนี้และการมีงานทำ
นอกจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง โครงการ “คนละครึ่ง” งบประมาณสวัสดิการภาครัฐ โครงการ “เที่ยวดีมีคืน” ก็ยังไม่เห็นโครงการอื่นๆที่จะตามมา ทิศทางทางการเมืองถูกโหมโรงถึงความไม่แน่นอน ในอนาคตอันใกล้
ภาพรวมเดือนตุลาคม 2568 เป็นอย่างไร
เมื่อเปรียบเทียบในรายละเอียดเดือน พ.ย.2568 ต่อเดือน ต.ค.2568 เราจะพบว่า
SSSG (MoM) ปรับจาก 49.4 จุด ไปที่ 58.6 จุด เพิ่มขึ้น 9.2 จุด
Spending Per Bill ปรับจาก 46.9 จุด ไปที่ 61.8 จุด เพิ่มขึ้น 14.9 จุด
Frequency of Shopping ปรับจาก 49.4 จุด ไปที่ 54.6 จุด เพิ่มขึ้น 5.2 จุด
ผลจาก SSSG(MoM) เพิ่มขึ้น 9.2 จุดสะท้อนให้เห็นว่า โดยภาพรวมยอดขายเดือน พ.ย. เพิ่มขึ้นเกือบ 10-15% เทียบเดือน ต.ค. การเพิ่มขึ้น Spending Per Bill เพิ่มขึ้นถึง 14.9 จุด ผลจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และงบประมาณสวัสดิการภาครัฐ ในขณะที่ ดัชนี Frequency Of Shopping ก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 5.2 จุดโดยเฉพาะการจับจ่ายในร้านค้าประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้นชัดเจน จากการหมุนของเม็ดเงิน “คนละครึ่งพลัส” รอบสอง กล่าวคือ จากสารตั้งต้น ประชาชนผู้ไปใช้สิทธิ 20 ล้านคน สู่ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ผู้มีสิทธิกว่า 800,000 ร้านค้า > จากร้านค้าปลีก สู่ไฮเปอร์มาร์ต และ ร้านค้าส่ง
เหตุผลที่ดัชนีเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม
-“November and December are the biggest months of the year for the retail industry” เป็นปกติของวัฏจักรเศรษฐกิจที่เดือน พ.ย.จะดีกว่าเดือน ต.ค.
-ผลจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และงบประมาณสวัสดิการภาครัฐ
-ผลจากการเร่งเบิกจ่ายงบทั่วไปและงบลงทุนของรัฐบาลที่ขยายตัว ถึง 27 % ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเดือน ต.ค. ในช่วงปี 2557-2567 อยู่ที่ 13.9%
-นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน เริ่มกลับมาสู่ระดับใกล้เคียงปกติ ถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจค้าปลีกในพื้นที่ท่องเที่ยว
-ผลจากแรงโหมกระหน่ำธุรกิจสร้างบรรยากาศ “เทศกาลส่งความสุขปลายปี” แต่ เนิ่น ๆ
-ภัตตาคาร-ร้านอาหาร ยอดขายทรงตัว เนื่องจากไม่ได้ผลลัพธ์จาก โครงการ “คนละครึ่งพลัส”
ประเด็นพิเศษ การโปรโมชั่นของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งและบริการ ในปี 2568
ในปี 2568 หลายธุรกิจไม่สามารถปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มสูง ทั้งต้นทุนสินค้า ต้นทุนค่าแรง และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งและบริการจึงต้องเพิ่มการส่งเสริมการขาย ทั้งด้านความถี่ ระยะเวลา อัตราส่วนลด จำนวนของแถมและรายการของสินค้า (SKU) ที่หลากหลายจูงใจ
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเกือบ 40% ระบุว่า แม้จะมีรายการส่งเสริมการขายแบบจูงใจแบบสุดๆ ลูกค้าก็ยังซื้อสินค้าลดลง ดังนั้น กลยุทธ์ในปี 2569 จะต้อง Focus เน้นสินค้า SKU ที่ขายดี หรือ มีกำไรสูงๆ
มูลเหตุที่ธุรกิจต้องจัดโปรโมชั่น
-58% ระบุว่า การแข่งขันในประเทศสูง
-50% ระบุว่า กำลังซื้ออ่อนแอ
-45% ระบุว่า ลูกค้าคุ้นชินกับการโปรโมชั่น
-26% ระบุว่า ต้องการระบายสินค้าเดิม
-20% ระบุว่า เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ
-21% ระบุว่า เพื่อแข่งกับสินค้านำเข้าราคาถูก
-3% ระบุว่า มีกำไรเพียงพอเพื่อนำไปส่งเสริมการขาย





