วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน 2569

Login
Login

10 แนวโน้มธุรกิจสำหรับปี 68

ในโอกาสส่งท้ายปีเก่า เข้าสู่ปีใหม่ ผู้เขียนขอนำเสนอการคาดการณ์ 10 แนวโน้มธุรกิจสำหรับปี 2568 ดังนี้

1.ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2568 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านโดย Transitional force (เศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อและดอกเบี้ยลดลง) จะยังเหนือกว่า Trump force (ความกังวลเงินเฟ้อ การขาดดุลงบประมาณ และดอกเบี้ยสูงจากนโยบายสหรัฐ) ส่งผลให้เงินเฟ้อสหรัฐลดลงเหลือ 2.5% ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มลดดอกเบี้ย โดยธนาคารกลางสหรัฐ ยุโรป และไทย คาดลด 2 ครั้ง 4 ครั้ง และ 3 ครั้ง ตามลำดับ

2.AI และเทคโนโลยียังคงเป็นผู้นำการเติบโตในปี 2568 โดยการลงทุนด้านไอทีทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8% เป็น 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ สำนักวิจัย EY รายงานว่า 30% ของธุรกิจในสหรัฐจะลงทุนใน AI มากกว่า 10 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจาก 16% ในปี 2567 แม้ Gartner เตือนว่า 30% ของโครงการ AI อาจล้มเหลว ขณะที่การกำกับดูแลจะเข้มงวดขึ้น ด้านฮาร์ดแวร์ การแข่งขันในอุตสาหกรรมชิปจะรุนแรงขึ้น โดย Nvidia จะรักษาความเป็นผู้นำชิป AI จากคู่แข่งอย่าง Arm และ Google ขณะที่ประเทศต่างๆ แข่งขันดึงดูดการผลิตชิป โดย TSMC จะเปิดโรงงานแรกในสหรัฐ และ Micron จะเริ่มผลิตในอินเดีย

3.ภาคสาธารณสุขในปี 2568 จะเผชิญความท้าทายจากสังคมสูงวัย (65 ปีขึ้นไป) ที่จะเพิ่มเป็น 12% ของประชากรโลก แม้ความต้องการด้านสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้น แต่การใช้จ่ายทั่วโลกกลับลดลงเหลือ 10% ของ GDP จาก 11% ในช่วงโควิด-19 EIU คาดการใช้จ่ายทั่วโลกจะแตะ 11 ล้านล้านดอลลาร์ โดยครึ่งหนึ่งมาจากสหรัฐ ด้านนวัตกรรม องค์การอนามัยโลก (WHO) จะเน้นรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่อุตสาหกรรมยาจะมีความก้าวหน้าสำคัญทั้งยาลดความอ้วนราคาถูก วัคซีน mpox วัคซีนไข้หวัดนก วัคซีนโควิด และวัคซีน mRNA สำหรับมะเร็ง โดยคาดว่ายอดขายยาทั่วโลกจะแตะ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์

4.ภาคพลังงาน การบริโภคพลังงานโลกปี 2568 จะเพิ่มขึ้น 2% แตะระดับสูงสุดที่ 14.5 ล้านล้านตันเทียบเท่าน้ำมัน โดยเชื้อเพลิงฟอสซิลยังครองสัดส่วน 80% ส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้น 1.7 เท่าจากปี 2533 ถ่านหินยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในเอเชีย โดยเฉพาะอินเดียและรัสเซีย ด้านน้ำมัน OPEC+ จะควบคุมการผลิตเพื่อรักษาราคา Brent ที่ 75-77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

ขณะที่พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วน 14% ของอุปทานโลก โดยพลังงานลมและแสงอาทิตย์จะผลิตไฟฟ้าได้ 1 ใน 6 หลายประเทศขยายการลงทุนพลังงานสะอาด อาทิ ฟาร์มแสงอาทิตย์ในอินเดีย มินิกริดในแซมเบีย และโรงไฟฟ้าความร้อนใต้พิภพในเท็กซัส ส่วนไทยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนเป็น 20% ขณะที่พลังงานนิวเคลียร์กลับมาแข็งแกร่งโดยเฉพาะในเอเชีย และจีนจะบรรลุเป้าผลิตไฮโดรเจนสีเขียว 200,000 ตัน

5.ภาคยานยนต์โลกปี 2568 จะเติบโต 2% โดยยอดขาย EV จะพุ่งขึ้นเกือบ 25% แม้จะยังมีความกังวลเรื่องระยะทางขับขี่และราคาสูง นอร์เวย์จะเป็นประเทศแรกที่ตั้งเป้าให้รถยนต์ใหม่ทั้งหมดปลอดมลพิษภายในปี 2568 ขณะที่เมืองต่างๆ จะกำหนดเขตปลอดมลพิษมากขึ้น ด้านจีนจะครองส่วนแบ่งตลาด EV ครึ่งหนึ่งของโลก โดย BYD ตั้งเป้าขายรถ 1 ล้านคันนอกจีนผ่านโรงงานใหม่ในบราซิลและฮังการี ขณะที่ VinFast มุ่งเป้าอินเดียและอินโดนีเซีย Volkswagen และ Tesla จะพัฒนารถราคาถูกลง แต่การเพิ่มกำแพงภาษีสำหรับ EV จากจีนและกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นจะท้าทายการขยายตัวของรถยนต์ EV

6.ภาคการท่องเที่ยวและการบิน การท่องเที่ยวโลกปี 2568 คาดว่าจะทะลุ 1.6 พันล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางต่างประเทศจะกลับมาสูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 คิดเป็น 10% ของทั้งหมด ไทยและอินโดนีเซียจะได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายวีซ่า ขณะที่ส่วนแบ่งการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวของเอเชียจะแตะ 37% เท่ากับยุโรป ด้านยุโรปจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่าครึ่ง แม้จะมีการประท้วงต่อต้านการท่องเที่ยวที่มากเกินไป ส่วนนักท่องเที่ยวอินเดียจะเพิ่มขึ้น 17% เป็น 29 ล้านคน โดย 70% จะท่องเที่ยวในเอเชีย และมีการใช้จ่ายเฉลี่ย 1,400 ดอลลาร์ต่อคน สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 1,033 ดอลลาร์

7.ภาคอสังหาริมทรัพย์โลกปี 2568 จะได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยที่ลดลง แม้ย่านธุรกิจยังไม่คึกคักเท่าก่อนโควิด-19 การเช่าพื้นที่สำนักงานมีแนวโน้มดีขึ้นจากนโยบายให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ 2-3 วันต่อสัปดาห์ ร้านค้าในทำเลดียังแข็งแกร่ง แต่การเช่าคลังสินค้าจะชะลอตามธุรกิจออนไลน์ ด้านดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มลดลง แต่ปัญหาขาดแคลนที่อยู่อาศัยทำให้ราคาและค่าเช่ายังสูง ด้านจีนราคาบ้านมีแนวโน้มลดลง 4% ในสหรัฐมูลค่าอาคารสำนักงานจะลดลงพร้อมหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น โดยทั่วโลกมีสินเชื่ออสังหาฯ ที่จะครบกำหนดชำระ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยสามในสี่อยู่ในสหรัฐ

8.ภาคเหมืองแร่และสินแร่โลหะ โดยนโยบายรักษ์โลกและการขยายตัวภาคก่อสร้างจะเป็นปัจจัยสำคัญผลักดันราคาโลหะในปี 2568 ให้ปรับตัวสูงขึ้น โดยดัชนีโลหะมูลฐานของ EIU คาดว่าจะพุ่งขึ้น 7.5% ทำลายสถิติสูงสุดในปี 2565 ด้านราคาทองแดงได้แรงหนุนจากความต้องการใช้ผลิตสายเคเบิลไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานช่วยพยุงราคาเหล็ก แร่เหล็ก อลูมิเนียม และสังกะสี ส่วนดีบุกเติบโตตามการบริโภคอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 

ทองคำและเพชรมีแนวโน้มสดใสจากการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงเศรษฐกิจผันผวน อย่างไรก็ตาม กลุ่มโลหะที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าอย่างนิกเกิล โคบอลต์ และลิเธียม จะปรับตัวขึ้นอย่างช้าๆ เนื่องจากยอดขาย EV ชะลอตัวและผู้ผลิตเริ่มทดลองใช้แบตเตอรี่รูปแบบใหม่

9.ภาคโทรคมนาคมปี 2568 จะเห็นการเติบโตแข็งแกร่งของ 5G โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 25% เป็น 2.8 พันล้านราย และสมาร์ตโฟน 5G จะมีสัดส่วนถึงสามในสี่ของยอดขายทั้งหมด แต่การครอบคลุมยังขยายตัวช้าในหลายภูมิภาค ขณะที่การพัฒนาอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ยังล่าช้าในประเทศกำลังพัฒนา เช่น ไนจีเรียและอินเดีย ส่วนการเชื่อมต่อระหว่างประเทศที่พึ่งพาเคเบิลใต้น้ำเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้ง แต่อาจได้ทางออกจากบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของ OneWeb และ StarLink หากการจัดสรรคลื่นความถี่เป็นไปตามกำหนด

10.อุตสาหกรรมขนส่งปี 2568 เผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยการขนส่งทางทะเลยังได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวรับกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปที่เรียกเก็บค่ามลพิษและเข้มงวดกับการค้าปลอดภาษี ด้านการขนส่งทางบกประสบปัญหาขาดแคลนคนขับรถบรรทุกทดแทนผู้สูงอายุ ส่วนจีนวางแผนพัฒนาเกาะไหหลำให้เป็นศูนย์กลางการค้าแข่งกับฮ่องกง แต่ยังมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์น้อยกว่ามาก

เหล่านี้คือ 10 แนวโน้มเศรษฐกิจและธุรกิจในปี 2568

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่