คอลัมนิสต์

นักเรียน 'รุ่นโควิด' หยุดเรียน 1 ปี ให้เลื่อนชั้นอัตโนมัติ

ผลสำรวจทั่วโลกชี้ว่า เรียนออนไลน์ 1 ปี อาจทำให้เกิดความถดถอยทางการศึกษาประมาณ 20-50%

สัปดาห์ที่ผ่านมามีข้อเสนอที่ฮือฮาเกิดขึ้นมาในวงการการศึกษาที่นักวิชาการบางท่านนำเสนอให้ “หยุดการเรียนการสอนไป 1 ปี” เพราะถ้าต้องเรียนออนไลน์ต่อ การเรียนจะไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีคุณภาพ พร้อมทั้งระบุถึงผลวิจัยว่า เด็กไทยเครียด โดดเรียนออนไลน์กว่า 20% และเปิดผลสำรวจทั่วโลกชี้ว่า เรียนออนไลน์ 1 ปี อาจทำให้เกิดความถดถอยทางการศึกษาประมาณ 20-50% 

สัปดาห์ที่ผ่านมามีข้อเสนอที่ฮือฮาเกิดขึ้นมาในวงการการศึกษาที่นักวิชาการบางท่านนำเสนอให้ “หยุดการเรียนการสอนไป 1 ปี” เพราะถ้าต้องเรียนออนไลน์ต่อ การเรียนจะไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีคุณภาพ พร้อมทั้งระบุถึงผลวิจัยว่า เด็กไทยเครียด โดดเรียนออนไลน์กว่า 20% และเปิดผลสำรวจทั่วโลกชี้ว่า เรียนออนไลน์ 1 ปี อาจทำให้เกิดความถดถอยทางการศึกษาประมาณ 20-50%

ผมได้เขียนถึงประเด็นการเรียนออนไลน์มาหลายครั้งตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์โควิด-19  และได้บอกว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว การเรียนการสอนออนไลน์มีความจำเป็น แต่จะต้องทำนโยบายเพื่อให้มั่นใจได้ว่านักเรียนนักศึกษาที่มีฐานะยากจนจะมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ เพราะหากไม่แก้ปัญหานี้แล้ว การที่จะเปลี่ยนการเรียนการสอนไปเป็นระบบออนไลน์ทั้งหมด ก็เหมือนกับเราทิ้งคนบางกลุ่มไว้ข้างหลัง

แต่ในช่วงล็อกดาวน์รอบที่สองปีนี้ ผมพบว่าครูและนักเรียนในหลายๆ โรงเรียนปรับตัวกับการเรียนการสอนออนไลน์ได้ดีกว่าเดิมอย่างมาก แม้ยังเห็นช่องว่างของการเรียนการสอนที่เกิดจากความไม่พร้อมของเทคโนโลยีไอทีในหลายๆ โรงเรียนบ้าง 

แน่นอนว่าการเรียนการสอนออนไลน์อาจไม่ใช่ระบบที่ดีสุด แต่เมื่อสถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลง เราคงต้องอยู่กับวิถีชีวิตแบบใหม่ และต่อไปการเรียนการสอนอาจต้องผสมผสานกันทั้งในรูปแบบออนไลน์และรูปแบบเดิม

ปัญหาการเรียนการสอนออนไลน์ที่คิดว่ายากที่สุดอาจไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้เรียนหลายคนอาจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ดีแต่กลับไม่สามารถทำให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างน่าสนใจ ทั้งนี้ก็เพราะเทคนิคการสอนออนไลน์แตกต่างกับรูปแบบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง ดังนั้นผู้สอนจำเป็นต้องฝึกทักษะการสอนแบบใหม่ๆ อาจต้องมีเครื่องมือออนไลน์ต่างๆ เพิ่มเพื่อให้เนื้อหาน่าสนใจ ทำอย่างไรทำให้ตอบโต้กับผู้เรียนได้ดีขึ้น ทำอย่างไรให้การเรียนการสอนไม่น่าเบื่อ อาจมีการบรรยายที่แตกต่างจากแบบเดิม ในส่วนของนักเรียนก็จะต้องปรับตัวตามเพื่อให้เหมาะสมกับการเรียนที่บ้าน โดยเฉพาะความรับผิดชอบต้องมากกว่าเดิม 

การเรียนการสอนออนไลน์เป็นปรากฎการณ์ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัลที่สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมามีการคาดการณ์ว่าจะทำให้รูปแบบการศึกษาเปลี่ยนไปอย่างมากในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่เมื่อเกิดวิกฤติโควิดสิ่งที่คาดการณ์ได้เกิดขึ้นรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม จึงทำให้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนปรับตัวไม่ทัน

การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ได้ หากทั้งสองฝ่ายยังไม่ปรับทักษะ ปรับวิธีการสอนหรือการเรียนในรูปแบบใหม่ หรือแม้กระทั่งปรับกระบวนการในการวัดผล การเรียนออนไลน์มีประโยชน์อย่างมากหากเรารู้จักนำมาใช้อย่างเหมาะสม แต่เราต้องไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ กฎระเบียบเดิม ซึ่งในปัจจุบันโรงเรียนหลายแห่งยังใช้วัฒนธรรมการสอนในแบบเดิม จึงไม่น่าแปลกใจที่บางครั้งการเรียนไม่สนุก เด็กโดดเรียน และทำให้เราไปโทษระบบการเรียนออนไลน์ที่ทำให้การเรียนไม่มีประสิทธิภาพ

แต่หากจะปล่อยให้โรงเรียนแต่ละแห่งไปแก้ไขกันเองตามลำพังก็อาจเป็นเรื่องยาก ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการจำเป็นจะต้องกำหนดแผนที่ชัดเจน และต้องมองว่ารูปแบบการเรียนออนไลน์จะอยู่กับเราตลอดไป จึงจำเป็นต้องวางแผนพัฒนาทักษะครูและนักเรียนให้มีความพร้อมมากขึ้น อาจต้องวางแผนเรื่องการจัดหาอุปกรณ์และเทคโนโลยีให้กับทั้งผู้เรียนและผู้สอน และอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกฎระเบียบเพื่อให้เหมาะสมกับการเรียนออนไลน์

สำหรับระบบการวัดผล ควรต้องคำนึกถึง ความพร้อมในเรื่องของอุปกรณ์ไอที สภาพแวดล้อมในการสอบออนไลน์ การทุจริตต่อการสอบแบบออนไลน์ ซึ่งการที่นักเรียนได้เกรดที่ดีในยุคนี้ก็อาจจะไม่ได้หมายความว่าเก่งกว่านักเรียนที่ได้เกรดต่ำกว่า ดังนั้นในระบบการเรียนการสอนออนไลน์อาจจำเป็นต้องมีการวัดผลอย่างต่อเนื่อง มากกว่าแค่มาสอบเพียงไม่กี่ครั้ง มีการทำกิจกรรมมากขึ้น และอาจทำการวัดผลเพียงแค่สอบผ่านหรือไม่ โดยไม่เน้นการใช้ระบบเกรดแบบเดิมๆ

ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการหยุดเรียนไป 1 ปี แต่กลับมองว่าทุกฝ่ายต้องปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์ให้ได้ เพราะไม่ควรให้เด็กหยุดเรียนรู้ แต่สิ่งที่อาจต้องหยุดและเปลี่ยนแปลงไปคือ การยึดกับกฎระเบียบแบบเดิม และรูปแบบการวัดผลแบบเดิม 

ดังนั้นในช่วงนี้กระทรวงฯ ควรเน้นให้ผู้เรียนผู้สอนได้ปรับตัว เพื่อให้มีทักษะและเครื่องมือในการเรียนออนไลน์ที่เหมาะสม เปลี่ยนวิธีคิด ปรับวัฒนธรรมในการเรียนการสอนที่เน้นให้ความรู้ อย่างมีความสุข ฝึกวินัยนักเรียนให้มีความรับผิดชอบในการเรียนออนไลน์ มากกว่ามุ่งเน้นที่จะเรียนเอาคะแนน ครูก็ต้องฝึกสอนกันใหม่ด้วยวิธีที่แตกต่างกับการสอนนักเรียนอยู่หน้ากระดานดำ

คุณพ่อผมเล่าให้ฟังว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง การเรียนการสอบขลุกขลักไปหมดทั้งประเทศ สุดท้ายกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศให้นักเรียนทุกคนได้เลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องสอบหรือประเมินผลใดๆ  และนักเรียนรุ่นนั้นจึงมีชื่อเรียกขานว่า “รุ่นโตโจ” ซึ่งเป็นชื่อของนายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่นที่ผลักดันให้ปรเทศไทยเข้าสู่สงครามในสมัยนั้น

วันนี้แทนที่จะหยุดเรียน 1 ปี เรามาลดความเครียดของเด็กนักเรียนโดยให้ทุกคนเลื่อนชั้นอัตโนมัติ และปรับเปลี่ยนกฎระเบียบบางอย่างเพื่อให้เด็กนักเรียนรุ่นนี้ที่อาจเรียกว่า “รุ่นโควิด” ที่ทั้งผู้เรียน ผู้สอน และผู้ปกครองที่ส่วนมากยังไม่พร้อมมากนัก ได้เรียนอย่างไม่กดดัน ให้เรียนผ่านไปได้ก่อน และเมื่อทั้งผู้เรียนผู้สอนรวมถึงผู้ปกครองมีความพร้อมมากกว่านี้ ปรับทักษะได้ ปรับตัวได้ เราค่อยมาคิดกันใหม่ ว่าเราจะมีวิธีการวัดผลแบบใหม่อย่างไร อาจเป็นแนวทางที่ดีกว่า