เมื่อการผิดสัญญาเป็นเรื่องปกติ

เมื่อการผิดสัญญาเป็นเรื่องปกติ

สมมติว่าในวันหนึ่งการไม่ทำตามสัญญา กลายเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้อย่างหน้าตาเฉย จนดูเหมือนว่าการไม่ทำตามสัญญาเป็นเรื่องปกติ เราจะทำอย่างไร

ก่อนอื่นต้องดูว่าคำสัญญา โดยเฉพาะคำสัญญาของผู้บริหารสำคัญอย่างไรกับผู้คน คำสัญญาให้ความหวังกับผู้คนว่าจะมีอะไรบางอย่างดีขึ้น  คำสัญญาทำให้ผู้คนรู้ว่าทิศทางที่กำลังจะเดินหน้าไปถึงนั้นเป็นอย่างไร คำสัญญาทำให้ผู้คนร่วมมือร่วมใจเดินหน้าไปในทิศทางตามที่ได้รับคำสัญญาไว้นั้น คำสัญญาให้ความหวังว่าอีกไม่นานจะปลอดภัย  แต่ก่อนจะถึงวันนั้นก็ดูแลตัวเองให้ดีกันไว้ก่อน ให้ทำอย่างนั้น อย่าทำอย่างนี้ ดังนั้นถ้าวันที่คำสัญญาควรจะเป็นจริง สิ่งนั้นกลับไม่เกิดขึ้นจริง มีแค่คำอธิบายว่าทำได้เท่านี้ เพราะอุปสรรคและเหตุนอกเหนือการควบคุมนานาประการ  โทษโชคโทษชะตากรรม คงนึกออกว่าผู้คนจะย่ำแย่กับการผิดสัญญานั้นมากแค่ไหน  การตั้งความหวังไว้สูงเกินไปกับคำสัญญาในบางเรื่องอาจนำมาซึ่งความย่ำแย่อย่างคาดไม่ถึง

ในวันที่การผิดสัญญาเป็นเรื่องปกติ เราต้องเพิ่มทางเลือกกับการฝากอนาคตของเราไว้กับคำสัญญานั้น ถ้านัดกันแล้วรู้ว่าการเลื่อนนัดเป็นเรื่องปกติ ก็หาการงานอื่นสำรองไว้ทำในวันนั้น ถ้าต้องเดินทางตามนัด ก็หาเรื่องอื่นที่ต้องเดินทางคล้าย ๆกันสำรองไว้บ้าง เราจะไม่รู้สึกเสียเที่ยวไปกับการผิดนัดนั้นไปได้บ้าง ถึงไม่ได้ทำเรื่องนี้ ก็ยังได้ทำเรื่องนั้น  อย่าเสียเวลาไปกับความหงุดหงิดที่ไม่ได้ตามที่ใครคนนั้นสัญญาไว้ 

การผิดสัญญาทำให้เรารู้จักตัวตนของคนนั้นได้ดีขึ้น ถ้าเป็นองค์กรเราก็รู้หลักการจัดการขององค์กรนั้นดีขึ้น ดังนั้นให้ใช้เป็นบทเรียนในการเรียนรู้ว่าเขาผิดพลาดอะไรถึงกลายเป็นคนผิดสัญญาเป็นประจำ  หาให้พบว่าทำไมจึงมีคำสัญญานั้นเกิดขึ้น สัญญาให้กับใครชัดเจนแค่ไหน  มีผู้ลงมือทำหรือไม่ มีการประสานงานกันจริงจังแค่ไหน เพียงเท่านี้เราก็เดาได้แล้วว่าสัญญาจะเป็นสัญญาหรือไม่

ถ้าอยากจะตอบโต้คำผิดสัญญา ขอให้บอกไปว่าการผิดสัญญาของเขาส่งผลกระทบอย่างไรกับเรา เจาะจงเฉพาะที่เห็นได้ชัด ๆ อย่าใส่อะไรที่เป็นการคาดการณ์ หรือเป็นอารมณ์เติมเต็มเข้าไป เพราะจะทำให้สิ่งที่บอกไปนั้นลดน้ำหนักลงไปจากการบอกกล่าวผลกระทบที่เป็นจริง ลงไปเป็นคำบ่นจากโทสะเท่านั้น ถ้าสัญญาว่าวันนั้นจะเป็นปกติ แล้วเราลงเงินทองไปเท่าไหร่ที่จะเตรียมทำงานในวันที่เป็นปกติ แต่ถึงไม่นั้นก็ยังไม่ปกติกันจริง ๆ แล้วเราต้องเสียเงินทองเพิ่มไปอีกแค่ไหนในการปรับเปลี่ยนให้ทำงานกันได้ ก็บอกไปว่าเกิดค่าใช้จ่ายตรงนี้เพิ่มขึ้นแค่ไหน อย่าบอกว่าสูญเสียรายได้ไปแค่ไหน เพราะเป็นการคาดเดา บอกความจริงที่พิสูจน์ได้ให้คนผิดสัญญาได้รับรู้ ช่วยเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขผลกระทบจากการผิดสัญญาได้ดีกว่าการบ่น

การผิดสัญญาที่สำคัญมักเกิดขึ้นเมื่อคนให้คำสัญญาเห็นว่าตนเองเหนือกว่าคนรับคำสัญญา แกต้องพึ่งพาฉันเท่านั้น แกก็ต้องทำตามอย่างเดียว ถ้าเป็นสภาพนี้จริง คำสัญญาแทบไม่มีคุณค่าใด ๆ เพราะฝ่ายหนึ่งกำหนดให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำตามเท่านั้น  คำสัญญากลายเป็นคำสั่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอด ดังนั้นอย่าตั้งความหวังอะไรกับคำสัญญานั้น แต่อย่าถึงกับละเลยไม่ใส่ใจว่าสัญญากันว่าอย่างไร

ลองคิดอย่างจริงจังว่า ชีวิตฉันในวันที่สัญญานั้นไม่มีจะแตกต่างไปจากที่มีตามสัญญานั้นอย่างไร แล้วหาหนทางปิดช่องว่างนั้น ชีวิตปกติทำงานที่สำนักงาน ชีวิตไม่ปกติทำงานที่บ้าน ก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้การทำงานที่บ้านอย่างต่อเนื่องยาวนาน จะมีประสิทธิผลเท่าเทียม หรือดีกว่าการทำงานที่สำนักงาน ถ้าทำได้ตามนี้ สัญญาเรื่องชีวิตปกติก็ไม่มีความหมายอะไรมากนักกับการงานของเรา ถ้าได้ก็ทำงานทั้งที่สำนักงานทั้งที่บ้าน ผลกระทบของคำสัญญาไม่สร้างความผิดหวังอะไรมากนัก

ช่วยกันชื่นชมการทำตามสัญญา ให้เห็นว่าคนรักษาสัญญาคือคนที่ควรได้รับการยกย่อง เกียรติได้จากการรักษาสัญญา ไม่ใช่ได้มาจากการแก้ตัวไปได้ทุกครั้งที่ผิดสัญญา.