อาหารสมอง

ดูบทความทั้งหมด

ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

4 พฤษภาคม 2564
370

จัดการอารมณ์ออนไลน์

ความผิดพลาดของมนุษย์นั้นเกิดได้ง่ายขึ้น เมื่ออยู่ในโลกไซเบอร์ที่มองไม่เห็นหน้าผู้คน ไม่เห็นบริบทของการสื่อสารและการตอบโต้

         “กำลังไปอาฟริกา    หวังว่าคงไม่ติดเอดส์นะ ล้อเล่นน่ะ  ผมเป็นคนขาว”   ข้อความบนทวิตเตอร์ก่อนโดยสารเที่ยวบินนาน 11  ชั่วโมงของ Justine Sacco เมื่อตอนปี 2013 เปิดประตูของการอับอายต่อสังคมทางออนไลน์ ( public shaming ทางออนไลน์)  ที่กล่าวขวัญกันมาถึงทุกวันนี้  เพราะเมื่อลงเครื่องบินแล้วจึงรู้ว่ามีคนเป็นหมื่น  ที่มีปฏิกิริยาเป็นลบ  กล่าวหาว่าเธอเป็นคนเหยียดผิว (racist)  ปัจจุบันเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทุกวัน ก่อให้เกิดผลเสียและผลดีบ้างอย่างน่าใคร่ครวญแก่ทุกคน

                                    Justine Sacco เป็นผู้บริหารรับผิดชอบด้านสื่อสารองค์กรของบริษัทในสหรัฐอเมริกา   แต่ไม่ใช้ความรู้ที่เธอมีอย่างมีสติจนต้องถูกไล่ออกจากงาน    สูญเสียชื่อเสียงเพราะวูบเดียวของความสนุก   หลังเหตุการณ์เธอรู้สึกผิด (มี guilt) และรู้สึกอับอาย (shame)     การ “ทัวร์ลง”  ตามสำนวนสมัยใหม่บางครั้งมีคนเรียกว่าเป็นการบูลลี่ (bully ) สี่คำข้างต้นนี้หมายความถึงอะไรและโยงใยกันอย่างไร

                        guilt และ shame มีความสัมพันธ์กันในเชิงวิชาการจิตวิทยา  guilt หรือความรู้สึกผิดซึ่งโยงกับการกระทำหรือพฤติกรรมหนึ่ง  ที่ตนเองได้กระทำไป      ส่วน shame นั้นเป็นการประเมินตนเองตามจิตสำนึกเกี่ยวกับการกระทำสิ่งนั้นๆซึ่งผูกพันกับขนบธรรมเนียมของแต่ละสังคม     บางคนบอกว่าการแยกง่าย ๆ ก็คือความรู้สึกผิด (guilt) คือ “ฉันทำสิ่งที่ผิด” (I did a bad thing.)    ส่วนความรู้สึกอับอาย (shame) คือฉันเป็นคนไม่ดี” (I  am a bad guy.)

                        การประเมินตนเองซึ่งเป็นฐานของ shame นั้นมีส่วนดีคือทำให้คนรู้สึกว่าต้องปรับปรุงตนเอง  ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ต้องช่วยกันแก้ไขให้สังคมดีขึ้น      ส่วนที่ไม่ดีก็คืออาจทำให้บุคคลหนึ่งจมปลักอยู่ในความรู้สึกที่เป็นลบตลอดชีวิตได้ ทั้ง  ที่ทั้งหมดเป็นเรื่องของการประเมินตนเองซึ่งอยู่ที่ใจของแต่ละคน  การกระทำเดียวกันของอีกคนหนึ่ง เช่น  การขโมยอาจไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกอับอายก็ได้เพราะเป็นคนขาดจิตสำนึก หรือในสังคมนั้นการขโมยไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย

                        สำหรับคำที่สามคือ public shaming  หรือความอับอายต่อสังคมนั้น    โลกรู้จักมายาวนานนับเป็นพันปีก่อนยุคอินเตอร์เน็ต   เมื่อสมาชิกของสังคมกระทำสิ่งที่ผิดกฎสังคม   วิธีการของยุโรปก็คือเอาศีรษะและมือทั้งสองข้างใส่ขื่อคา (ไม้สองแผ่นเอาสันประกบกันโดยมีรูให้วางศีรษะและมือและประจานให้สมาชิกคนอื่น  ได้เห็นอย่างจะแจ้งซึ่งก็ชอบมาดูกันพร้อมด่าว่าและเอาอาหารเน่าเสีย ปาใส่  วิธีการนี้เลิกไปไม่ถึง 200 ปีเพราะเห็นว่าป่าเถื่อนเกินไป  สังคมไทยก็มีวิธีการ public shaming เช่นกันด้วยการเอาใส่กรง   ตากแดดตากฝนในที่สาธารณะเพื่อประจาน (ในสมัยรัตนโกสินทร์ใช้บริเวณรอบพระบรมมหาราชวัง   สนามหลวง     ลานวัด     ฯลฯ)

                        ในสังคมอินเตอร์เน็ตและโซเซียลมีเดีย public shaming   สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาไม่กี่นาที  หากมีการโพสต์ข้อความที่จุดประกายความรู้สึกจนเกิดปรากฏการณ์ “ทัวร์ลง”     มีพลังตอบโต้ผู้โพสต์ข้อความแรกอย่างรุนแรงและก้าวร้าวจนเกิดการอับอายทางสังคม      อย่างไรก็ดียังมี public shaming   อีกลักษณะหนึ่งคือการเปิดโปงพฤติกรรม หรือการกระทำที่เลวร้ายของบุคคลหรือกลุ่มคนที่เกิดเป็นกระแสบีบคั้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น

                        โลกไซเบอร์น่ากลัวมากเพราะสามารถทำลายใครก็ได้ (ถ้าทำเป็นด้วยกระบวนการ public shaming ชนิดกล่าวหา    ผู้คนนับล้านเห็นข้อความนั้น และเชื่อไปเป็นแสน  แล้วก่อนที่จะมีโอกาสตอบโต้    ธรรมชาติของการต่อสู้ในลักษณะนี้   ผู้รุกจะเหนือกว่าเพราะการกล่าวหาไม่ต้องมีหลักฐานมากมาย   แต่ผู้แก้ข้อกล่าวหาต้องมีพยานหลักฐานมาหักล้างซึ่งเป็นเรื่องที่ยากกว่า ทุนเดิมหรือความเชื่อถือผู้กล่าวหาแต่ดั้งเดิม ( ลักษณะหนึ่งของ social capital) จึงมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เป็นอย่างมาก

                        สำหรับคำที่สี่คือ bullying (การบูลลี่นั้นหมายถึงการใช้อำนาจ การบังคับขู่เข็ญ การทำร้ายร่างกายและจิตใจ    การขู่ให้กลัว  การกดขี่     ฯลฯ ทางกายภาพหรือคำพูด   ประเด็นสำคัญคือการรับรู้รับทราบถึงพลังที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้กระทำกับผู้ถูกระทำ

                         การบูลลี่ทางคำพูด ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของ hate speech หรือคำพูดที่สร้างความเจ็บปวดอันเกิดจากการมีประสงค์ร้ายนั้น อาจร้ายแรงกว่าการถูกทำร้ายทางร่างกายด้วยซ้ำเพราะสำหรับบางคนอาจนำไปสู่ความรู้สึกผิด (guilt) และความรู้สึกอับอาย (shame) ที่รุนแรงก็เป็นได้

               ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือ  public shaming ที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของบุคคลหนึ่งในโลกไซเบอร์นั้นมักนำไปสู่การบูลลี่จนต้องปิดหน้าเฟส หายตัวไปก็เป็นได้  หนทางที่ดีที่สุดก็คือการไตร่ตรองให้รอบครอบก่อนการโพสต์ข้อความใหม่หรือโพสต์ข้อความตอบกลับ   หรือแม้แต่การรีทวิตข้อความหรือแชร์ข้อความไปยังผู้อื่น   ความผิดพลาดของมนุษย์นั้นเกิดได้ง่ายขึ้น เมื่ออยู่ในโลกไซเบอร์ที่มองไม่เห็นหน้าผู้คน   ไม่เห็นบริบทของการสื่อสารและการตอบโต้

                        ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล ได้ให้ข้อแนะนำในการจัดการเกี่ยวกับความอับอายในโลกไซเบอร์ที่เกิดขึ้น ดังต่อไปนี้ 

  (1) คิดก่อนโพสต์ข้อความ ลองตรองดูว่าอยากให้ “ร่องรอย” ของตนในโลกไซเบอร์มีลักษณะอย่างไร    เขียนคำสำคัญ  ที่จะสร้าง"ร่องรอยเหล่านั้น  ทุกครั้งที่โพสต์ข้อความให้นึกว่าข้อความสะท้อนคีย์เวิร์ดพวกนั้นหรือไม่  

(2) คิดถึงฉากที่จะเกิดขึ้นต่อไปเสมอ  คิดให้รอบครอบถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการโพสต์ข้อความแล้วว่าจะกระทบถึงใครบ้างและเกิดอะไรขึ้น  

(3) หยุดคิดและใจเย็น ๆ เมื่อพบข้อความที่ทำให้เลือดเดือด จงหยุดคิดและมองในแง่ขำขัน     หายใจลึก    ออกไปเดินเล่นให้ห่างคีย์บอร์ด    

(4) เขาเสียหายไม่ใช่เรา  ถ้าเราถูกทำให้อับอายออนไลน์ โดยเฉพาะด้วยคำที่หยาบคาย  จงนึกว่าคนเสียหายไม่ใช่เรา แต่เป็นคนที่กระทำกับเรา  คิดอย่างนี้จะทำให้ใจสบายขึ้น  

(5) หาเครื่องมือใหม่มาใช้เพิ่มเติม     เมื่อถูกบูลลี่ออนไลน์ก็จงเรียนรู้เทคนิคและหาเครื่องมือมาใช้ เช่น บล็อกคนที่ทำร้ายเรา   รายงานไปยังแอดมิน  ถ่ายรูปข้อความและรายงาน ฯลฯ

                        อินเตอร์เน็ตและโซเซียลมีเดีย มีทั้งคุณและโทษโดยขึ้นอยู่กับผู้ใช้   ไม่มีใครสามารถหยุดกั้นการถูกทำให้อับอายและการถูกบูลลี่ได้ แต่ปฏิกิริยาตอบโต้ของผู้ถูกกระทำนั้นสร้างขึ้นได้ด้วยการใช้ “สติ” และปัญญา”  อย่างเท่าเทียมกัน.

ดูบทความทั้งหมดของ อาหารสมอง

แชร์ข่าว :
Tags: