ฮิตเลอร์ติดยาพลิกประวัติศาสตร์

ฮิตเลอร์ติดยาพลิกประวัติศาสตร์

ข่าวลือเรื่องฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง ใช้ยาเสพติดมีมานานแล้ว แต่เพิ่งมีผู้ขุดข้อมูลอย่างลึกเมื่อไม่นานมานี้

นักประวัติศาสตร์สงครามโลก ครั้งที่สอง ไม่เคยมองปัญหานี้อย่างจริงจัง  แต่เมื่อพบข้อมูลเช่นนี้ก็ชวนให้ต้องทบทวนความเข้าใจและการตีความประวัติศาสตร์กันใหม่ 

 นหนังสื่อชื่อ “Blitzed” ซึ่งเขียนเป็นภาษาเยอรมันโดย Norman Ohler  ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 2015  และแปลเป็น 25 ภาษาในเวลาต่อมาสร้างความสนใจให้ชาวโลกเป็นอันมาก   

เพิ่งรู้ว่าในปี 1940 ที่นาซีบุกยึดเบลเยี่ยมและฝรั่งเศสได้อย่างรวดเร็วโดยลุยผ่านภูเขาทึบ The Ardennes ในเวลา 3 วัน 3 คืน ไม่หลับไม่นอนอย่างผิดคาดของฝ่ายป้องกันก็เพราะผลพวงของการจ่ายแจกยา methamphetamine (ปัจจุบันมีเวอร์ชั่นที่รู้จักกันในนามของยาไอซ์ หรือ crystal meth) จำนวน  35 ล้านเม็ดให้แก่ทหารราบและทหารประจำรถถัง

  เยอรมันเป็นมหาอำนาจของการผลิตยาและสารเคมีตั้งแต่ศตวรรษที่ 19   ในปี 1805 นักเคมีเยอรมันแยก morphine จากฝิ่นได้สำเร็จ      ปี 1897 แยกสาร aspirin จากเปลือกต้นหลิว (willow) และอีก11 วันต่อมา Felix Hoffmann นักวิจัยคนเดียวกันนี้ก็ผลิตสาร diacetyl morphine ได้สำเร็จและออกขายในชื่อการค้าว่า  Heroin เพื่อแก้ปวดหัว   บรรเทาอาการไอ    และช่วยให้ทารกหลับ (โชคดีที่เราเกิดไม่ทัน)  ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่กลางทศวรรษ 1930 มีการผลิตยาชื่อ Pervitin  (methamphetamine) ขายในตลาดให้ผู้คนได้ใช้กันทั่วหน้า    อีกทั้งมียาชื่อ Eukodal (oxycodone อยู่ในตระกูลฝิ่นซึ่งลดความเจ็บปวดและเสพติดได้ง่าย) อีกด้วย

 amphetamine (ยาบ้าสกัดได้ในปี 1887 ในเยอรมันและนักเคมีอเมริกันนำมาปรับปรุงใน .. 1927  ในสงครามโลกครั้งที่สองมีการใช้ยานี้ร่วมกับ methamphetamine ทั้งในผ่ายนาซีเยอรมันและแม้แต่ฝ่ายพันธมิตร

   ในศตวรรษ 1930  คนเยอรมันใช้ “ยาเสพติด” เหล่านี้ซึ่งถูกกฎหมายกันกว้างขวางโดยเฉพาะ Pervitin เป็นที่นิยมมากเพราะช่วยสร้างความเชื่อมัน  เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานไม่ว่าแม่บ้าน เลขานุการ  จนถึงคนขับรถบรรทุกกินกันเป็นปกติ  มีแม้กระทั่งใส่ในขนมเช่น ช็อกโกแลต

 เมื่อฮิตเลอร์ซึ่งเป็นผู้สนใจเรื่องอาหารสุขภาพต้องการยาบำรุงกำลังจึงใช้บริการของหมอชื่อTheodore Morell   ผู้มีชื่อเสียงในการฉีดวิตามินเข้าเส้นในยุคปลายทศวรรษ 1930   ซึ่งฮิตเลอร์ผู้อ้างว่าเป็นมังสวิรัติ   ไม่สูบบุหรี่  ไม่กินเหล้าหรือแม้แต่ดื่มกาแฟติดใจ จนรับมาเป็นแพทย์ประจำตัวจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตในเดือนเมษายน 1945

ฮิตเลอร์เริ่มติดยาในปี 1941  เมื่อการสู้รบเริ่มมีปัญหา เพราะเปิดศึกกับทั้งสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา   บันทึกของหมอประจำตัวซึ่งผู้เขียนไปค้นมาได้ ให้ข้อมูลว่าฮิตเลอร์มีปัญหานอนไม่หลับ   มีไข้สูง   ปวดท้องเป็นประจำ ขาดเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นพูดปลุกใจ หรือร่วมประชุมกับเหล่านายทหารเพื่อตัดสินใจเรื่องการรบ ฯลฯ หมอ  Morell ให้ยาตระกูลฝิ่นพร้อมกับฉีดฮอร์โมนบางชนิดให้ ซึ่งฮิตเลอร์พอใจมากเพราะเหมือนกับชุบชีวิต   เขารับยาเหล่านี้ในปริมาณที่มากขึ้นทุกทีจนติดยาอย่างหนัก  ฮิตเลอร์ชอบยา Eukodal  เป็นพิเศษโดยควบกับยา Pervitin และคอกเทลที่มี cocaine ผสมอยู่ด้วย

เมื่อพันธมิตรยกพลขึ้นบกทวีปยุโรปได้ในเดือนมิถุนายน 1944  ก็บุกยึดประเทศที่เยอรมันยึดครองอยู่กลับมาได้ และมุ่งเข้าสู่เบอร์ลินที่ฮิตเลอร์พำนักอยู่  ในขณะเดียวกันทางเหนือกองทัพสหภาพโซเวียตก็ตีขนาบมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน  แข่งกันว่าใครจะถึงเบอร์ลินก่อน

ในสภาพกำลังแพ้และจนตรอกขึ้นทุกขณะ    ฮิตเลอร์ก็ติดยาเหล่านี้หนักขึ้นแต่ทว่าในต้นปี 1945 ยาเหล่านี้ก็ขาดแคลนเพราะโรงงานถูกทำลายไปมากโดยฝ่ายพันธมิตร    ฮิตเลอร์จึงมีอาการของคนขาดยา  มือไม้สั่นอย่างเห็นได้ชัดจากภาพข่าวของฝ่ายนาซีเอง   จนเชื่อกันว่าเป็น Parkinson’s  Disease    แต่ลึก ๆ แล้วคนรอบข้างรู้ดีว่าเป็นผลจากยาเสพติดและสุขภาพที่เลวร้ายลงเป็นลำดับในวัยเพียง 56 ปี

ก่อนข้อมูลเรื่องการติดยาปรากฏชัด นักประวัติศาสตร์เข้าใจว่าฮิตเลอร์มีเสน่ห์และพลัง   ล้ำลึก   พูดได้เป็นชั่วโมงอย่างแข็งฃัน    มีไฟปลุกใจคนฟัง  และทำให้นาซีเป็น “ยา” ที่ปลุกคนเยอรมันขึ้นมาสู้เพื่อความยิ่งใหญ่   บัดนี้เข้าใจแล้วว่าพลังมาจากยาประเภท “upper” (ทำให้รู้สึกคึกคัก มีชีวิตชีวาและการตัดสินใจหลายเรื่องที่ผิดพลาดทางกลยุทธ์  เช่น เปิดศึกสองด้าน อาจเป็นผลจากยาเสพติดก็เป็นได้

ในปี 1938 มีการติดยา Pervitin  ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในคนเยอรมันเพราะ ช่วยลดความกลัว  ถ้าให้ปริมาณมากก็จะลดความต้องการที่จะหลับ  เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน  ฯลฯ   ดังนั้น จึงมีการเสนอให้เป็นยาที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับทหารในกองทัพนาซี   ความจริงเช่นนี้ทำให้เข้าใจพฤติกรรมของการสู้รบที่ผ่านมาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่าง ๆ ให้สอดรับเป็นเรื่องราวที่มีความหมายซึ่งยากอยู่แล้วอาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงและระมัดระวังมากขึ้นในอนาคต โดยไม่มองข้ามข้อมูลสำคัญ  เช่น การติดยาเสพติดของผู้นำ  ทหาร  และประชาชน    

การวิเคราะห์ชัยชนะของทีมฟุตบอลที่ใช้ยาเสพติดตั้งแต่ผู้จัดการถึงผู้เล่น  กับการไม่ใช้ยาเลยของทีมแตกต่างกันฉันใด   การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่สองก็ควรเป็นเช่นนั้น

  การตีความเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เพื่อใช้เป็นบทเรียนและอุทาหรณ์ที่มีประโยชน์อย่างแท้จริงได้จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูล  ประเด็นและปัจจัยต่าง  อย่างรอบด้านที่สุด.