เศรษฐศาสตร์ + สุขภาพ

ดูบทความทั้งหมด

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเศรษฐกิจ

15 กุมภาพันธ์ 2564
650

ดัชนีวัดอำนาจของประเทศในเอเชีย (2)

ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้วผมกล่าวถึง Lowy Institute Asia Power Index ครั้งนี้จะดูรายละเอียดของข้อมูล ที่ใช้ประเมินคะแนนอำนาจของประเทสไทย

ในครั้งที่แล้ว ผมกล่าวถึงสถาบันวิจัย (Think Tank) ของออสเตรเลียที่ชื่อว่า Lowy Institute ที่ได้จัดทำ Lowy Institute Asia Power Index หรือดัชนีอำนาจของประเทศในเอเชีย ติดต่อกันมาแล้ว 3 ปีตั้งแต่ปี 2561 และสำหรับปี 2563 นั้น ก็ได้กำหนดให้ไทยเป็นประเทศที่มีอำนาจรวมเป็น 9 จาก 26 ประเทศในเอเชียด้วยคะแนน 20.8 ตามด้วย มาเลเซีย (20.7) อินโดนีเซีย (19.9) และเวียดนาม (19.2) 

ทั้งนี้ ผมสนใจรายละเอียดของจุดอ่อนและจุดแข็งของไทยเทียบกับเวียดนาม จึงจะขอนำรายละเอียดมาสรุปให้อ่านกันในครั้งนี้ครับ
หากเข้าไปดูในรายละเอียดของข้อมูลที่นำไปใช้ประเมินคะแนนอำนาจของประเทศไทยก็พอจะสรุปได้ว่าจุดแข็งและจุดอ่อนของประเทศคือ
จุดแข็งประเทศไทย
1. อิทธิพลทางวัฒนธรรมผ่านการท่องเที่ยว โดยไทยได้คะแนน 65.3 สำหรับดัชนี People Exchanges เป็นที่ 2 ของภูมิภาค
2. ความสัมพันธ์ทางการค้าได้คะแนน 15.4 เป็นที่ 6 ของภูมิภาค
3. อำนาจทางเศรษฐกิจผ่านอิทธิพลด้านพหุภาคี (multilateral power) ได้คะแนน 61.45 เป็นที่ 6 ของภูมิภาค

จุดอ่อนประเทศไทย
1. ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ (อันนี้ไม่พึงประสงค์อยู่แล้ว) ผมจึงไม่ขอนับแต่แจ้งให้ทราบ
2. ความมั่นคงในเชิงภูมิศาสตรากรเมือง (Geopolitical security) มีคะแนน 20.9 เป็นที่ 18 ของภูมิภาค
3. กองทัพได้คะแนน 21.5 เป็นที่ 16 ของภูมิภาค (จุดอ่อนคือ command and control และ combat experience)
4. ทรัพยากรด้านประชากรได้คะแนนเพียง 2 คะแนน เป็นที่ 15 ของภูมิภาค ตรงนี้วัดจากการคาดการณ์จำนวนประชากรในวัยทำงานในปี 2593 ซึ่งลดลงอย่างมาก

ทั้งนี้ ผมจะสรุปจากดัชนีต่างๆ ว่าจุดอ่อนที่น่าเป็นห่วงที่สุดของประเทศไทยโดยรวมคือ Future Resources (หรือทรัพยากรในอนาคตในปี 2573 ของไทยใน 3 ด้านคือด้านเศรษฐกิจ ด้านการทหารและด้านประชากร) นั้นได้คะแนนรวมหมวดนี้เพียง 5.4 คะแนน คิดเป็นลำดับที่ 16 ของภูมิภาค ในขณะที่เวียดนามนั้นได้คะแนน 7.7 คะแนนคิดเป็นอันดับที่ 10 ของภูมิภาค 


ดังนั้น จึงน่าจะสรุปได้ว่าภายใน 10 ปีข้าวหน้าดัชนีอำนาจของเวียดนามน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเทียบเท่ากับประเทศไทยได้ เพราะปัจจุบันก็ต่ำกว่าไทยเพียงเล็กน้อย คือไทยเท่ากับ 20.8 และเวียดนามเท่ากับ 19.2 และที่น่าแปลกใจคือปัจจุบันเวียดนามแซงไทยไปแล้วในด้านการทหาร (military capability) คือเวียดนามลำดับที่ 11 (คะแนน 20.4) ไทยลำดับที่ 14 (คะแนน 14) และด้านอิทธิพลทางการทูตคือเวียดนามลำดับที่ 9 (คะแนน 52.4) ไทยลำดับที่ 13 (คะแนน 45.8)


บางคนอาจมองว่าการให้คะแนนดังกล่าวข้าวต้นเป็นเรื่องของการประเมินในเชิงของนามธรรมมากกว่ารูปธรรม ดังนั้น ผมจึงขอนำเอาตัวอย่างของเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุดคือ “ข้าว” ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวเป็นที่หนึ่งของโลกมานานกว่า 30 ปี แต่เมื่อปี 2558 ถูกอินเดียแซงหน้า (ซึ่งอ้างได้ว่าอินเดียพยายามระบายสต็อกข้าวออกมา) แต่ในปี 2563 ที่ผ่านมานั้นปรากฏว่าเวียดนามน่าจะแซงหน้าประเทศไทย ทำให้ไทยตกเป็นอันดับ 3 ในการส่งออกข้าวสู่ตลาดโลก (ลงมาเหลือเพียงประมาณ 7.5 ล้านตันจากที่เคยส่งออก 9-10 ล้านตันต่อปี)


แต่ก็อาจอ้างได้ว่า เราไม่สนใจปริมาณเพราะราคาข้าวของไทยสูงกว่าที่อื่น เนื่องจากข้าวไทยเป็นข้าวคุณภาพสูง แต่ตรงนี้ก็ไม่ค่อยจะเป็นความจริงมากนัก เพราะข้าวไทยมีจุดด้อยหลักๆ ดังนี้เมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนาม
1. ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยประมาณ 450 กิโลกรัมต่อไร่ แต่เวียดนามผลิตได้ 800-1,000 กิโลกรัมต่อไร่
2. ต้นทุนการผลิตข้าวของเวียดนามต่ำกว่าไทยและอาจต่ำกว่าถึง 50%
3. เวียดนามทำข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ทำให้สามารถเจาะตลาดที่ยุโรปได้ดีกว่าไทย
4. ความนิยมข้าวปรับเปลี่ยนไปสู่ข้าวที่เม็ดสั้นและนิ่มที่เวียดนามผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดจีนและฟิลิปปินส์ ในขณะที่ไทยผลิตข้าวเม็ดยาวและเนื้อแข็งกว่า
5. ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณเกือบ 20%

กระทรวงพาณิชย์ไทยได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีที่จะพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ (แหล่งข่าวจากสื่อแต่ผมสงสัยว่าน่าจะเป็นกระทรวงเกษตรมากกว่า?) 12 พันธุ์ ได้แก่ 4 พันธุ์ที่เนื้อข้าวแข็ง 4 พันธุ์ที่เนื้อข้าวอ่อน 2 พันธุ์ที่เป็นข้าวหอมมะลิและ 2 พันธุ์ที่เป็นข้าวที่มีคุณประโยชน์ทางโภชนาการสูง ดังนั้น จึงคงจะต้องลุ้นใน 5 ปีข้างหน้าว่าประเทศไทยจะแข่งขันกับเวียดนามได้หรือไม่ ในเรื่องใกล้ตัวคือ “ข้าว” ครับ

ดูบทความทั้งหมดของ เศรษฐศาสตร์ + สุขภาพ

แชร์ข่าว :
Tags: