คอลัมนิสต์

เส้นทาง Start up

'...ผมเคยก่อตั้ง start up company สองบริษัท เลยขอให้ความเห็นกับผู้อ่านที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการอิสระว่าคุณต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง...'

ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจ ฝันอยากสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดีมากกระตุ้นให้สังคมไทยมีพัฒนาการเกิดสินค้าหรือบริการใหม่ที่เดินหน้าประเทศไปสู่ผู้เล่นระดับโลก ความที่ผมเคยก่อตั้ง start up company สองบริษัท เลยขอให้ความเห็นกับผู้อ่านที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการอิสระว่าคุณต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง

 1.ชีวิตสามปีแรกเป็นชีวิตที่ไม่มีชีวิตส่วนตัว คุณต้องสละเวลาทุ่มเทกับธุรกิจ ขออนุญาตพูดเป็นภาษาอังกฤษว่าช่วงแรกของชีวิต start up คุณต้องใช้ชีวิตบนคำว่า “There is no life” ผมขอยกตัวอย่างสักสามเรื่องให้เห็นอย่างชัดเจน

ตัวอย่างแรก start up รายหนึ่งที่ตอนนี้แจ้งเกิดเรียบร้อยแล้ว เขาบอกว่าช่วงแรกของชีวิต เขากินนอนที่บริษัท ความหมายคือบ้านกับที่ทำงานคือที่เดียวกัน ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ไม่เสียเวลากับเรื่องที่ไม่จำเป็น ตื่นก็ลงมาทำงานเลย ทำงานดึกดื่นเสร็จแล้วขึ้นนอน คำว่าเสาร์อาทิตย์แทบจะไม่มี สันทนาการของชีวิตน้อยมาก ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะ start up ของเขาได้เงินลงทุนจาก venture capital นี่คือพันธะสัญญาที่เขาต้องส่งมอบความก้าวหน้าขององค์กร การทำงานหนักจึงเป็นหัวใจของการแจ้งเกิด

ตัวอย่างที่สองคือ Marissa Meyer ซึ่งเคยทำงานกับ Google ตอนที่องค์กรนี้เป็น start up ผมให้ทุกท่านเดาครับว่าเธอทำงานกี่ชั่วโมงในหนึ่งอาทิตย์ 130 ชั่วโมงครับ ตัวเลขนี้มันตรงกับตัวอย่างแรกที่ผมเล่าว่าชีวิตของ start up operator จะไม่มีชีวิตส่วนตัว Marissa บอกว่าชีวิตเธอที่ Google เธอค้างคืนที่ office อย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งคืน เพราะมันปลอดภัยกว่าที่จะนอนที่ office ดีกว่าเดินไปที่รถตอนตีสามเพื่อขับรถกลับบ้าน ทั้งเสียเวลาและไม่ปลอดภัย 

มากไปกว่านั้นตอนที่ Marissa Meyer มาเป็น CEO ของ Yahoo มีอยู่ช่วงหนึ่งเธอลาคลอด เธอทำงานในโรงพยาบาลหลังคลอดทันที นี่คือ spirit ของใครก็แล้วแต่ที่เป็น start up วินัยเรื่องการทำงานแบบเอาเป็นเอาตายทำให้ start up คนใดคนหนึ่งประสบความสำเร็จ ในมุมตรงกันข้ามถ้าคุณทำงานแบบ 9 to 5 ผมรับรองว่าจุดจบของธุรกิจคุณคือความล้มเหลว ผมไม่ได้บอกว่า start up operator ต้องทำตัวแบบ Marissa สิ่งที่ผมต้องการให้ความเห็นคือ “การทุ่มอย่างหมดหัวใจ” คือสูตรสำเร็จที่จะนำ start up จากภาวะความเป็นวุ้นแล้วเป็นต้นไม้ใหญ่

ตัวอย่างสุดท้ายคือ ชีวิตจริงของผม ช่วงแรกที่ผมก่อร่างสร้างตัวผมทำงานแบบไม่มีวันหยุด เสาร์อาทิตย์ก็ใช้เวลาส่วนหนึ่งมาทำงานเพื่อเตรียมตัวเริ่มต้นวันจันทร์ด้วยความพร้อมโดยนำงานมาทำที่บ้าน และบางครั้งก็ไปที่ office ด้วย ถามว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น เพื่อให้เช้าวันจันทร์ผมวิ่งร้อยเมตร ผมสามารถเริ่มต้นวันแรกของอาทิตย์ด้วยความพร้อมที่มากกว่าคู่แข่งขัน มันจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องเสียสละชีวิตส่วนตัว เสียสละความสุขเพื่อ make impossible into reality 

2.ต้องเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งฉกาจ การเล่าเรื่องมีความสำคัญในสองระดับ เรื่องแรกคือการทำ internal communication คุณต้องเป็นนักเทศน์ปลุกพลังทีมงาน ชี้ทิศให้ชัดเจนว่า “ดาวเหนือ” ขององค์กรอยู่ที่ไหน เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่สำคัญมาก เพราะชีวิตช่วงแรกของ start up เป็นชีวิตที่ยากลำบาก ยังไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นมันเป็นภาคบังคับของผู้นำที่ต้องสร้างขวัญและกำลังใจของทีมงานให้ฮึกเหิมพร้อมรบตลอดเวลา จุดไฟในใจของทีมงานให้มีความแกร่งทางจิตเพื่อก้าวข้ามนานับอุปสรรคที่ขวางหน้า จะทำอย่างนั้นได้คุณในฐานะผู้นำต้องเล่าเรื่องอย่างชาญฉลาดที่หลากมิติ เพื่อเติมน้ำมัน high octane เข้าไปในความรู้สึกของทีมงาน ประการที่สองการเล่าเรื่องมีความสำคัญคือคุณต้องไป pitch ตัวเองกับบุคคลภายนอก ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็น prospect หรือ venture capitalist เพื่อชักชวนคนกลุ่มนั้นมาเป็นลูกค้าหรือลงทุนในบริษัทคุณ

มาถึงตรงนี้ผมแนะนำเทคนิคหนึ่งในการทำ pitch ที่เรียกว่า elevator pitch ความหมายคือคุณสามารถเล่าเรื่องที่ใช้เวลาสั้นมากเหมือนกับคุณใช้ลิฟท์เพื่อขึ้นไปชั้นที่คุณต้องการ ภายในเวลาอันสั้นมาก คุณสามารถส่งพลังและเล่าเรื่องที่กระจ่างชัดทำให้ผู้คนอยาก engage กับคุณ ใครที่เป็น start up จึงต้องมีทักษะในการสื่อสารที่สั้น กระชับ ตรงประเด็น และสร้าง inspiration จะทำอย่างนั้นได้เกิดจากการฝึกฝน เล่าเรื่องแบบ personal story telling ที่ทำให้คนอีกข้างหนึ่งเห็นด้วยกับข้อเสนอ ขอบอกว่าความสามารถตรงนี้ไม่ใช่พรสวรรค์ มันเป็นพรแสวงครับ

3.คุณต้องมีความสามารถพิเศษคือ “รักการกินข้าวต้มได้นาน ๆ โดยไม่เบื่อ” เพราะช่วงสามปีแรกซึ่งเป็นช่วงตั้งไข่ คุณต้องประหยัด กินน้อย ใช้น้อย เพื่อให้มี oxygen of progress ที่เพียงพอที่จะทำให้ start up ของคุณเดินหน้าอย่างไม่ติดขัด พูดภาษาง่าย ๆ คือคนที่เป็น start up ต้องยินดีเสียสละความสะดวกสบายชีวิตส่วนตัวในช่วงแรกเพื่อให้ธุรกิจมีน้ำมันเต็มถังตลอดเวลา ในขณะเดียวกันคุณต้องบริหารองค์กรบนแนวคิดของ “สลากกินแบ่ง” ไม่ใช่ “สลากกินรวบ” ความหมายคือถ้าธุรกิจจุดไฟติด คุณยินดีแบ่ง wealth ขององค์กรให้กับทีมงาน

4.ไม่มีคำว่ายอมแพ้ start up ถ้าเปรียบเหมือนเครื่องยนต์ มีแต่เกียร์เดินหน้า เกียร์ถอยหลังยกทิ้งไป เพราะ start up ไม่รู้จักคำว่า “ท้อหรือถอยหลัง” คุณล้มเหลวหรือผิดพลาดได้ แต่เมื่อล้มลงบนเวที ให้กรรมการนับแค่ 5 แล้วลุกขึ้นมาใหม่ อยากเข้าใจเรื่องนี้ไปอ่านประวัติของพันเอก Harland David Sanders เขาเปลี่ยนอาชีพมาทั้งหมด 9 อาชีพ แปดอาชีพแรกเขาล้มไม่เป็นท่า แต่ทุกครั้งเขาเริ่มต้นใหม่ จนอายุได้ 40 เขาเริ่มทำอาหาร ใช้เวลาทั้งหมด 9 ปีจนสุดท้ายคิดค้นไก่ทอดสูตรลับที่มีเครื่องปรุงเป็นเครื่องเทศ 11 ชนิด และเขาพยายามขายสูตรนี้เพื่อทำเป็นธุรกิจ Franchise ซึ่งถูกปฏิเสธทั้งหมด 1009 ครั้ง ในที่สุดมีคนตาดียินดีซื้อ franchise นี้ไปให้บริการในประเทศอเมริกา หลังจากนั้น Kentucky Fried Chicken กลายเป็น Household name ของคนทั้งโลก ผู้พัน Sanders กว่าจะประสบความสำเร็จอายุปาเข้าไป 50 กว่า ประเด็นของการไม่ยอมแพ้คือไม่สำคัญว่าวันนี้คุณอายุเท่าไร ต้นทุนมากน้อยแค่ไหน สิ่งสำคัญคือคุณพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่ล้มลง

5.ความอดทน ผมเป็นคนที่มีความเชื่อว่าแนวคิดของคนรุ่นเก่าเรื่อง “ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน” ยังเป็นหลักในการตั้งตัวของ start up ที่ไม่มีวันล้าสมัย ถ้าจะขยายความคำว่าอดทน คือมีจิตที่นิ่ง สามารถดำน้ำลึก ดำน้ำนาน อดทนอยู่กับความลำบาก โดยไม่ปริปากและแสดงอาการ เหตุที่จะทำให้คนคนหนึ่งอดทนมาจากจิตที่แกร่ง ไม่คิดวกวน ฟุ้งซ่านเพราะจิตปรุงแต่ง จะมีคุณสมบัติอย่างนี้ต้องฝึกจิตให้เป็น heart of steel

6.มีความสามารถในการคิด disruptive business idea ที่เป็น end to end solution เป็นข้อเสนอธุรกิจที่เป็นคำตอบองค์รวม ตั้งแต่ตัวสินค้าหรือบริการ เขียนพิมพ์เขียวของงานหลังบ้านและงานหน้าบ้านให้สอดรับกันอย่างไร้รอยต่อ ผมมีตัวเลขที่อยากเล่าให้ฟังคือ start up มีโอกาสประสบความสำเร็จไม่ถึงครึ่งหนึ่ง คนที่รอดคือคนที่สร้าง disruptive idea แล้วถ่ายทอดเป็นสินค้าที่ดีจริงตามฝัน ความหมายคือ start up คนนั้นต้องเป็นทั้ง “นักคิด” และ “นักปฏิบัติ” มีจิตวิญญาณของนักสู้ข้างถนน แพ้ได้แต่ไม่มีคำว่าถอย 

7. สุดท้ายคือ start up จำเป็นต้องมีสรรพคุณสำคัญสามคำคือ nimble, agile และ flexible คล่องแคล่ว ว่องไวปานกามนิตหนุ่ม มีความยืดหยุ่นในการบริหารธุรกิจ พร้อมกับมีการตัดสินใจที่เด็ดขาด เพราะคำทั้งสามคำทำให้คุณเป็น master of time เวลาหมายถึงโอกาสทางธุรกิจ เวลาคือต้นทุน 

ขอเป็นกำลังใจกับคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างเรือลำเล็กไปโต้คลื่นยักษ์ในทะเลลึกครับ