ชยนนท์ รักกาญจนันท์

ดูบทความทั้งหมด

Co-Founder FINNOMENA

18 มกราคม 2564
1,891

ตลาดหุ้นที่ไหนจะรุ่ง ที่ไหนจะร่วง ในปี 2021

ก่อนจะไปเดากันว่า ปี 2021 นี้ เราควรโยกเงินไปอยู่ในสินทรัพย์ประเภทไหนที่น่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าบ้าง

ก่อนจะไปเดากันว่า ปี 2021 นี้ เราควรโยกเงินไปอยู่ในสินทรัพย์ประเภทไหนที่น่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าบ้าง ขอพากลับไปย้อนดูกันอีกรอบว่าอีก 2020 ที่ผ่านมา หน้าตาผลตอบแทนแต่ละประเภทสินทรัพย์เป็นอย่างไร

สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในปี 2020 ที่ผ่านมา อันดับ 1 ก็คือ ทองคำ (+24%) อันดับ 2 ตลาดหุ้นโลก (+15%) อันดับ 3 ตราสารหนี้โลก (+5%) อันดับ 4 ตราสารหนี้ไทย (+3%) ส่วนหุ้นไทย ปิดลบไป -6%

นี่คือผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีนะครับ ถ้านับตั้งแต่จุดต่ำสุดหลังจาก WHO ประกาศให้ไวรัสโควิด-19 เป็นการระบาดครั้งใหญ่ (Pandemic) ผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์บวกกว่านี้เยอะเลยทีเดียว ซึ่งอย่างที่เรารู้กันว่า สำหรับผลตอบแทนตลาดหุ้น ถือว่า สวนทางกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่โลกเรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ค่อนข้างมากทีเดียว เพราะผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกเพิ่มขึ้นทะลุ 85 ล้านคนแล้วเมื่อวาน หลายประเทศจำใจต้องกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง

ขณะที่การทยอยผลิตและแจกจ่ายวัคซีน ก็ยังห่างไกลจากการเข้าถึงคนหมู่มาก โดยล่าสุด ประเทศที่ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนในสัดส่วนมากที่สุดก็คืออิสราเอล สัดส่วนผู้ได้รับวัคซีนโควิด-19ต่อจำนวนประชากรอยู่ที่ 12.59% ส่วนที่เหลือทั้งที่เป็นประเทศผู้พัฒนาวัคซีน และประเทศมหาอำนาจ ยังไม่มีประชาชนประเทศไหนได้รับวัคซีนเกิน 4% ของจำนวนประชากรเลย

ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตเป็นอย่างมาก เพราะแค่สะดุดเพียงเล็กน้อยจากเรื่องอะไรก็แล้วแต่ อาจหมายถึงการเลื่อนฉีดวัคซีน หรือถึงมีการระงับการฉีดหากพบว่าเป็นอันตราย เพราะต้องอย่าลืมว่า วัคซีนที่เห็นอยู่ตอนนี้ ผ่านขั้นตอนการอนุมัติแบบฉุกเฉินมาเท่านั้น ไม่ได้ถูกทดสอบเต็มกระบวนการปกติอย่างที่ควรจะเป็น

แต่ถึงอย่างนั้น “หุ้น” ก็ยังถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่เราต้องมีในพอร์ตระยะยาวต่อไป เพราะอะไรมาดูกัน

ย้อนกลับไปดูปี 2020 อีกครั้งว่า ตลาดหุ้นทั้งโลก ที่ไหนให้ผลตอบแทนดีที่สุด

อันดับ 1 คือ NASDAQ (+44%) อันดับ 2 คือ KOSPI ของเกาหลีใต้ (+34%) อันดับ 3 คือ A-Share ของจีน (+29%) อันดับ 4 คือ Taiwan Weighted ของไต้หวัน (+24%) และอันดับ 5 คือ Vietnam Index (+16%)

อย่างที่เรารู้กันว่า หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ถูกเร่งให้ราคาวิ่งรวดเร็วและรุนแรงมากๆในปีนี้ โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา จากแนวโน้มกระแสการหันไปใช้ Cloud Technology โดยที่การปรับตัวขึ้น ไม่ได้มาจาก Fund Flow ไหลเข้าเพียงอย่างเดียว แต่เราจะพบว่ากำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มนี้ ก็เติบโตในช่วงการระบาดได้สวนทางกับธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์

แต่หากพิจารณาตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนอันดับ 2 ถึง 5 จะพบว่า ต่างก็เป็นตลาดหุ้นฝั่งเอเชียทั้งสิ้น

เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะ

1. จากการคาดการณ์ของ IMF หลังจากนี้ไป การเติบโตของเศรษฐกิจโลก จะมาจากตลาดเกิดใหม่เป็นหลัก โดย Growth Rate จะสูงกว่าตลาดพัฒนาแล้วถึง 2 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้าทีเดียว

2. ตลาดเกิดใหม่มีสัดส่วนเกิน 60% ของ GDP ของโลกและยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น ในขณะเดียวกันส่วนแบ่งของตลาดพัฒนาแล้วใน GDP โลกได้ลดลงเหลือ 40% และคาดว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง

3. โครงสร้างประชากรที่สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยประเทศในตลาดเกิดใหม่หลายประเทศมีแรงงานที่อายุน้อย กำลังเติบโตและมีการศึกษาดีมากขึ้น พร้อมๆกับชนชั้นกลางที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยประมาณ 90% ของประชากรโลกที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี อาศัยอยู่ในตลาดเกิดใหม่ทั้งสิ้น

4. ตลาดเกิดใหม่อยู่ในแถวแนวหน้าของ Technology Disruption โดยมีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่กุมอำนาจหลายแห่ง เช่น Huawei, Samsung, TSMC และ Tencent ที่ถือเป็นกลุ่มบริษัทที่มีนวัตกรรมและมีการเติบโตเร็วที่สุดในโลกโดยได้รับแรงหนุนจากชนชั้นแรงงาน ชนชั้นกลาง ที่มีอำนาจการจับจ่ายดีขึ้นเรื่อยๆ

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกอยู่ที่สหรัฐ แต่ว่าตลาดใหญ่ซึ่งเป็นโอกาสในการเติบโตของโลก ดูเหมือนจะอยู่ที่เอเชีย และตลาดหุ้นปี 2020 ก็บอกร่องรอยเอาไว้ค่อนข้างชัดว่า เหล่า Smart Money ชอบสินทรัพย์ประเทศไหน ถ้าไม่ใช่หุ้นเทคฯของสหรัฐ

และหากดูสถิติย้อนหลังไป 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไหนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดของปีนั้น ปีต่อมา ก็ไม่เคยกลับมาติด Top 3 ได้เลยซักปี ดังนั้น ใครที่คิดว่า จะลงทุนในหุ้นเทคฯแล้วกำไรงามๆ อย่างปี 2020 ขอให้คิดใหม่นะครับ ตลาดลากหุ้นเหล่านี้มาเทรดที่ Valuation ของปี 2021 ไปเรียบร้อยแล้ว สะดุดนิดเนิง ก็มีโอกาสปรับฐานได้แรง ซึ่งเมื่อถึงตรงนั้น มันถึงจะเป็นโอกาสซื้อครับ

ชยนนท์ รักกาญจนันท์  Co-Founder  FINNOMENA

ดูบทความทั้งหมดของ ชยนนท์ รักกาญจนันท์

แชร์ข่าว :
Tags: