อสังหาริมทรัพย์ต่างแดน

ดูบทความทั้งหมด

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

13 พฤศจิกายน 2563
5,256

จักรวรรดินิยมจีนมาแล้ว

ตอนนี้จีนแผ่อิทธิพลเข้ามาในประเทศไทยเป็นอย่างมาก หลายคนกลัวว่าไทยจะตกเป็นเมืองขึ้น (ทางเศรษฐกิจ) ของจีน ความจริงจะเป็นอย่างไร เรามาดูกัน

        เมื่อช่วงกลางปี 2563 ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตทท แอฟแฟร์ส (www.area.ac.th) ได้เผยแพร่ผลสำรวจพบว่า เฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ยังมีต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถึง 15% ของทั้งหมดที่ขายได้ในครึ่งแรกของปี และเชื่อว่าส่วนใหญ่ก็คงเป็นบริษัทหรือนักลงทุนจากประเทศจีน โดยพื้นที่ๆ นักลงทุนจีนสนใจ ได้แก่ แถวใจกลางเมือง รัชดา-ลาดพร้าว บางนา-อุดมสุข เป็นต้น

          ชาวจีนต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเขตใจกลางเมืองหรือ Central Business District (CBD) และทำเลเด่นๆ อีกบางแห่ง เช่น บริเวณถนนรัชดา-ลาดพร้าว บริเวณอ่อนนุช-สุวรรรณภูมิ และบริเวณบางนา-เทพารักษ์ เพราะมีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน คนจีนคงเคยชินกับการใช้ระบบขนส่งมวลชน และเป็นเส้นทางไปสนามบินสุวรรณภูมิได้โดยง่าย ส่วนทำเลอื่นๆ ก็ไม่ได้เข้าไปอยู่มากนัก โดยเฉพาะย่านฝั่งธนบุรี แทบหาคนจีนหรือชาวต่างประเทศไปซื้อไม่ได้เลย เพราะห่างไกลความเจริญพื้นที่ใจกลางเมืองและพื้นที่ใกล้สนามบิน

          การที่จีนแห่มาซื้อห้องชุดนี้อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการแผ่อิทธิพลของจีนเข้ามาในประเทศไทย แต่จีนมาแรงจริงๆ มีคนเคยตั้งคำถามว่า “เคยเห็นคนอเมริกันมาไล่ซื้อโรงแรม เกสต์เฮาส์ ขนาดเล็ก ไล่ซื้อมหาวิทยาลัยเอกชน ไล่ซื้ออาคารชุดไล่ซื้อที่การเกษตร ซื้อตึกแถวเปิดร้านอาหาร เปิดล้งรับซื้อผลไม้ เปิดบริษัททัวร์ เปิดกิจการแข่งกับคนไทยไหม ที่พูดมานี่คนจีนแผ่นดินใหญ่ทำทั้งหมด เราไม่กลัวจีนมายึดประเทศ แต่กลับปลุกกระแสกลัวอเมริกันมายึดประเทศ”  ยิ่งกว่านั้นคนจีนมาสวมบัตรประชาชนคนไทยน่าจะมีจำนวนมหาศาล คนเหล่านี้กลายเป็นคนไทยไปแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป  ในต่างจังหวัด มีบ้านบางหลังมีคนชื่อเดียวกันนับร้อยคน บางคนก็สวมบัตรประชาชนคนตายเลยก็มี

          คนจีนในสมัยก่อนที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารนั้นเป็นอีกภาพหนึ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เมื่อราว 100 ปีก่อน เกิดทุพภิกขภัยอดอยากแห้งแล้ง คนจีนโดยเฉพาะจีนตอนใต้ย้ายไปต่างประเทศมากมายโดยเฉพาะในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  (ยุคนั้นหลังยุคคนจีนไปใช้แรงงานสร้างทางรถไฟในสหรัฐอเมริกาจีนตอนนั้นมาแบบเสื่อผืนหมอนใบ หนีตายมาตั้งหลักแหล่งในต่างประเทศ และมีจำนวนมากที่หวังจะกลับไปบ้านเกิด แต่แล้วก็ตั้งรกรากในประเทศไทยเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในจีนในปี 2492

          แต่จีนยุคใหม่ที่มาไทยนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จีนยุคใหม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสารพัดให้ไปตั้งรกราก ให้ไปขยายอิทธิพลในต่างประเทศ เช่น ที่จีนเคยทำสำเร็จมาแล้วในซินเกียง และทิเบต  แต่ละคนที่มาได้เงินติดกระเป๋ามาพอสมควร หรือมีวิสาหกิจจีนหนุนหลัง ไม่ใช่พวก  “เสื่อผืนหมอนใบ” แบบร้อยปีก่อนแล้ว  ทำให้การรุกทำธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นล้งสารพัดสินค้าไทย หรือการมาเปิดกิจการโรงแรม หรือธุรกิจบริการต่างๆ เช่น นายหน้าอสังหาริมทรัพย์เป็นไปอย่างเป็นระบบ  นอกจากนี้บางส่วนยังมาฝังตัวอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่มาเรียนมหาวิทยาลัยในประเทศไทยแล้ว

160518142386

          อันที่จริงจีนก็เคยเป็นมหาอำนาจที่ไทยต้องไป “จิ้มก้อง” มานานแล้ว จำได้ว่าตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยกรุงธนบุรีก็ยิ่งชัด สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ก่อนที่จักรวรรดินิยมในยุโรปเข้ามารุกรานไทย) จีนก็มีบทบาทอย่างมาก ยังมีภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทย ที่ทรงเครื่องทรง “ฮ่องเต้” มาตั้งแต่รัชกาลที่ 1-5  นี่แสดงว่าอิทธิพลของจีนยิ่งใหญ่กว่ายุคนี้เสียอีก  ไม่แน่ว่าในอนาคตเมื่อจีนมีอิทธิพลเหนือการเมืองและเศรษฐกิจไทยยิ่งกว่าในยุคต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้นำไทยอาจใส่เครื่องเคราแบบจีนขึ้นมาอีกก็ได้

          ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ นักธุรกิจชั้นนำชาวไทยเชื้อสายจีนที่ประสบความสำเร็จ ออกมาเชียร์จีนกันยกใหญ่ และดีใจมากที่ไทยจะมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับไทย  ท่านเหล่านี้ย่อมต้องมีผลประโยชน์ทางธุรกิจกับประเทศจีน ไม่ใช่เพียงการเชียร์เพราะเป็นคนเชื้อชาติเดียวกัน  ทั้งนี้หลายท่านก็ไปทำธุรกิจในจีนจนประสบความสำเร็จ  ความเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนไทย-จีนเหล่านี้ ดูประหนึ่งว่าได้กลายเป็นตัวแทนของจีนในประเทศไทย มากกว่าจะเป็นนักธุรกิจไทยด้วยซ้ำ

          ผมในฐานะนายกสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล (www.fiabci-thai.org) ได้ทราบจากนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ว่า ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/2563 นี้เป็นต้นมา จีนได้เข้าไปลงทุนซื้อห้องชุดในสิงคโปร์เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน แต่เดิมจีนจะซื้อในเขตใจกลางเมือง  แต่เดี๋ยวนี้ซื้อในเขตชานเมืองมากขึ้น  นี่ขนาดว่าราคากลางของห้องชุดในสิงคโปร์เป็นเงินประมาณ 33 ล้านบาทไทย (ในขณะที่ไทยมีราคาเฉลี่ย 4.0 ล้านบาท) แถมต่างชาติที่ซื้อต้องเสียภาษีซื้อ 20-25%  จีนยังมีซื้อกันใหญ่  ไทยเราไม่กำหนดราคาขั้นต่ำที่ซื้อได้ และแทบไม่ต้องเสียภาษี ก็เท่ากับว่าไทยเราปล่อยให้จีน “ซื้อกระจาย” ในขณะที่คนไทยหรือคนทั่วโลกไม่อาจไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในจีน เพราะเขาให้คนจีนเองหรือใครก็ตามเช่าได้แค่ 70 ปีเท่านั้น

          ตามพระราชบัญญัติอีอีซีของไทย เราเปิดโอกาสให้จีนเข้ามาทำธุรกิจบริการได้ โดยสามารถซื้อห้องชุดได้ 100% สามารถเช่าที่ดินได้ 99 ปี สามารถพาญาติโยมมาได้ สามารถใช้เงินสกุลของตนเองได้ และได้สิทธิประโยชน์อีกมากมาย ดังนั้นอสังหาริมทรัพย์ในภาคตะวันออกของไทยคงจะมีจีนมาซื้อมากกว่าชาติอื่น ในขณะเดียวกันชาติตะวันตก สแกนดิเนเวีย ญี่ปุ่น เกาหลีก็ทำท่าถอยห่างจากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา ยิ่งทำให้จีนแทรกเข้ามาได้มากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปร้านอาหารทั้งหลายต้องเขียนป้ายภาษาจีนเป็นสำคัญ ไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นหรือรัสเซียเช่นแต่ก่อนแล้ว

          อาจกล่าวได้ว่าจีนไปประเทศทั่วโลกโดยครอบครองอสังหาริมทรัพย์ผ่านกระบวนการเช่าที่ดิน 99 ปี โดยเฉพาะในกัมพูชาและลาว และผ่านการรับสัมปทานต่างๆ เช่น ในศรีลังกา ปากีสถาน รวมทั้งการให้เงินกู้ ซึ่งประเทศผู้กู้อาจมีโอกาสกลายเป็นทาสเงินกู้ในอนาคตได้  แต่สำหรับในประเทศไทย จีนมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีอำนาจในประเทศไทย มีนักธุรกิจคนไทยเชื้อสายจีนเป็นหัวหอก จึงเชื่อว่าจีนจะมีอิทธิพลทางด้านอสังหาริมทรัพย์ในไทยเหนือชาติอื่นอื่นใดที่มาลงทุนในประเทศไทย

         ไทยคงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับจักรวรรดินิยมจีนอันยิ่งใหญ่ เพราะคงสู้รบปรบมือด้วยได้ยาก

ดูบทความทั้งหมดของ อสังหาริมทรัพย์ต่างแดน

แชร์ข่าว :
Tags: