ดร. ฐนิตพงศ์ ชื่นภิบาล

ดูบทความทั้งหมด

Fund Insight - ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารความเสี่ยงด้านการลงทุน บลจ. กรุงศรี จำกัด

8 ตุลาคม 2563
184

ปัจจัยภายในดีขึ้น ปัจจัยภายนอกยังน่าห่วง

ข้อมูลเศรษฐกิจของไทยในเดือนส.ค.ที่ทาง ธปท.รายงานไปเมื่อสิ้นเดือนก.ย.ที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า

โดยดัชนีภาคการเกษตรปรับตัวดีขึ้นตามราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะยางพาราที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ในขณะที่ความต้องการยางเพื่อใช้ผลิตถุงมือยางและยางรถยนต์ปรับตัวดีขึ้น  ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะในหมวดรถยนต์ซึ่งเติบโตในอัตราที่สูงมาก จากแรงหนุนของยอดขายรถยนต์และจักรยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังงานมอเตอร์โชว์ การบริโภคภาคเอกชนหดตัวเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากมีวันหยุดพิเศษในเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้คนเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น จึงมีการใช้จ่ายมากกว่าปกติ ในขณะที่การส่งออกหดตัวน้อยกว่าที่คาดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

หากพิจารณาในรายละเอียดของรายงานเศรษฐกิจไทยเดือนสิงหาคม จะพบว่าการมีวันหยุดยาวส่งผลให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น มีการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น และช่วยพยุงภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบหนักจากการขาดรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่รัฐบาลประกาศให้มีวันหยุดพิเศษเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว และช่วยลดผลกระทบจากการหายไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้บ้าง

ในส่วนของภาคการผลิต การที่ตัวเลขดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นมาก โดยเฉพาะในหมวดรถยนต์ซึ่งได้แรงหนุนจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ เป็นสัญญาณที่ดีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต เพราะน้ำหนักการคำนวณในดัชนีของหมวดรถยนต์สูงถึง 13.9% ซึ่งเป็นรองเพียงน้ำหนักของหมวดอาหารและเครื่องดื่มซึ่งอยู่ที่ 19.9% ซึ่งหากผลผลิตรถยนต์ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ย่อมส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เพราะยอดขายรถยนต์มีส่วนสำคัญในหมวดการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออก

จะเห็นได้ว่า ปัจจัยภายในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น และรัฐบาลยังคงมีแนวโน้มที่จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กดดันเศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ ณ ขณะนี้

อย่างไรก็ดี ปัจจัยภายนอกยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันบรรยากาศการลงทุนโดยรวม เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้บางประเทศต้องกลับมาใช้มาตรการล็อคดาวน์อีกครั้ง ในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศเพื่อนบ้านของไทยยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงที่อาจมีผู้ติดเชื้อเล็ดลอดเข้ามาในประเทศได้  ทั้งนี้ การที่หลายประเทศกลับมาใช้มาตรการล็อคดาวน์ ส่งผลให้การบริโภคของประเทศนั้นๆมีแนวโน้มกลับมาหดตัวมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคไม่สามารถออกมาใช้จ่ายได้เป็นปกติ รวมถึงรัฐบาลของประเทศนั้นอาจขาดรายได้จากภาษี ในขณะที่ต้องมีการใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย

นอกจากนี้ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ โดยในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะทำอะไร และมีความเป็นไปได้สูงที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะทำในสิ่งที่ไม่คาดคิดต่อไป โดยที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าเขาอาจไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่มาจากการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ ไม่ให้สัญญาว่าจะถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติหากเขาแพ้การเลือกตั้ง รวมถึงล่าสุดประธานาธิบดีทรัมป์สั่งให้ฝ่ายบริหารของเขาระงับการเจรจาเรื่องงบประมาณเยียวยาโควิด-19 รอบใหม่ จนกว่าจะเสร็จสิ้นการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ถึงแม้นายโจ ไบเด็นมีคะแนนนำประธานาธิบดีทรัมป์อยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าเมื่อผ่านการเลือกตั้งไปแล้วทุกอย่างจะราบรื่น เพราะอาจมีการฟ้องร้องยืดเยื้อต่อไป ซึ่งอาจเป็นกลยุทธ์ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการชี้ให้เห็นว่า หากเขาชนะการเลือกตั้ง ทุกอย่างจะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น แต่หากเขาแพ้การเลือกตั้งก็จะมีแต่ความวุ่นวายเกิดขึ้น

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่า หากประธานาธิบดีทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง จะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นสหรัฐ เพราะนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์เน้นการเติบโตของภาคธุรกิจ แต่อาจไม่เป็นผลดีกับประเทศอื่นๆ เพราะประธานาธิบดีทรัมป์จะยังคงยึดหลัก “American First” ภายใต้มาตรการ “Make American Great Again” ต่อไป  ในขณะที่หากนายโจ ไบเด็นชนะการเลือกตั้ง อาจไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นสหรัฐ เพราะนโยบายของนายไบเด็นต้องใช้เงินจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่นายไบเด็นจะขึ้นภาษี ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลกำไรของบริษัทสหรัฐ

ดังนั้น หากนักลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้สูงและสามารถลงทุนได้ในระยะยาว ก็อาจเริ่มทยอยลงทุนในหุ้นไทยที่ราคาปรับลงมามาก เพื่อรอรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในปีหน้า รวมถึงข่าวการลดลงของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในอนาคต หลังวัคซีนต้านโควิด-19 มีใช้อย่างแพร่หลาย  แต่หากท่านต้องการความมั่นใจมากขึ้น ก็ควรรอดูความชัดเจนหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ  สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย ควรลงทุนในกองทุนตลาดเงินที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ เพื่อรอดูทิศทางของตลาดตราสารหนี้โดยรวม ก่อนที่จะขยับไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเล็กน้อยในอนาคต 

ดูบทความทั้งหมดของ ดร. ฐนิตพงศ์ ชื่นภิบาล

แชร์ข่าว :
Tags: