คอลัมนิสต์

ทางรอดสื่อเก่า

มีคนถามผมบ่อยว่า old media จะตายจากโลกนี้ไหม ผมตอบว่า “ไม่” แต่เงื่อนไขคือ old media ต้อง redefine บทบาทตัวเอง จากเดิมเป็น “การรายงานข่าว”

ซึ่งบทบาทนี้ไม่มีที่ยืนให้กับสื่อเก่าแล้ว เพราะ online media มีีความเหนือกว่าเพราะเป็น real time broadcast มากไปกว่านั้น สื่อเก่าต้องสร้าง radical transformation ไม่พึ่งรูปแบบเก่าที่หากินกับ content ที่ไม่มีความพิเศษ ตัว “สื่อ” ไม่ใช่ปัญหา แก่นอยู่ที่ business model + content ที่ฉุดรั้งทำให้สื่อเก่าหลุดจาก radar คนดูและคนอ่าน ผมขอเล่าตัวอย่างของ old media ที่พลิกตัวเองให้กลับมาฉายแสง 3 ปีที่แล้วในอเมริกามีปัญหาใหญ่เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ บรรณาธิการบริหารของ New York Times ประชุมทีมงานแล้วบอกว่าเขาอยากทำข่าวที่เรียกว่า investigative news เพื่อตีแผ่ข้อเท็จจริง เริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่าวงการไหนที่มีเรื่องพรรค์อย่างนี้มากที่สุด คำตอบคือ Hollywood หัวหน้ากองบรรณาธิการจัดทีมงานพิเศษทำเฉพาะข่าวนี้ ทีมงานทำการบ้านไปดู video tape และเอกสารเป็นพันๆ ชิ้น สุดท้ายทีมงานซึ่งทำงานหลายพันชั่วโมงมีโอกาสดู tape ของการแจกรางวัล Oscar ในปี 2013 และมีหลักฐานที่บ่งชี้ชัดว่า Harvey Weinstein ซึ่งเป็น CEO ของ The Weinstein Company คือ “เจ้าพ่อที่เป็นตัวร้าย” จากนั้นทีมงานเจาะลึกว่าใครที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ พบว่าดาราดังอย่าง Ashley Judd, Gwyneth Paltrow, Angelina Jolie อยู่ในคนกลุ่มนี้ สุภาพสตรีที่ถูก Weinstein ทำมิดีมิร้ายมีทั้งหมด 90 คน ทีมข่าว New York Times รวบรวมข้อมูลเสมือนหนึ่งเป็นนักสืบแล้วเขียนเป็น series of content เปิดเผยสิ่งที่ถูกปกปิดมา 30 ปี และทีมข่าวต้องชักจูงสุภาพสตรีที่ถูกละเมิดทางเพศยินดีก้าวออกจากมุมมืด 

ทีมข่าวพูดกับคนเหล่านั้นว่า “เราไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ แต่ถ้าคุณยินดีร่วมงานกับเรา เปิดเผยความจริง เราจะสามารถหยุดวงจรชั่วร้าย ปกป้องไม่ให้คนดีถูกทำร้าย ข่าวชิ้นแรกตีพิมพ์ในเดือน ต.ค. 2017 จากนั้นตามด้วยบทความที่ตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องเป็นลูกระนาด ผลงานนี้ทำให้วงการ Hollywood สั่นสะเทือนอย่างแรง Weinstein ถูกดำเนินคดี เกิดกระแส #metoo ในอเมริกา New York Times คือ gold standard ของ old media in a new context และ Weinstein ถูกพิพากษาจำคุก 23 ปี ซึ่งเรื่องพรรค์อย่างนี้ digital media ไม่มีทางที่จะเล่นบทอย่างนี้ได้ ผลงานชิ้นนี้ทำให้ New York Times อยู่ใน spotlight of attention แล้วได้รับรางวัล Pulitzer 

ตัวอย่างที่ 2 คือเรื่อง “ทีมหมูป่าที่ติดในถ้ำหลวง” เหตุการณ์จากจุดเริ่มต้นจนทีมกู้ภัยนานาชาตินำ 13 ชีวิตออกมาจากถ้ำถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ระดับโลกมีผู้คนมาช่วย 10,000 กว่าคน มีนักประดาน้ำนานาชาติรวมทั้งหน่วย Seal ของไทย 100 คนเสี่ยงชีวิตเพื่อนำ13 ชีวิตให้รอดปลอดภัย สถานีโทรทัศน์ ABC ของประเทศออสเตรเลียส่งทีมงานซึ่งเป็นผู้ผลิตรายการ Four corners มาเก็บเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วผลิตเป็นสารคดีความยาว 1 ชั่วโมง เจาะลึกด้วยข้อมูลที่เป็น exclusive content ว่าปฏิบัติการครั้งนี้สาหัสแค่ไหน และทำอย่างไรงานนี้ถึงประสบความสำเร็จ ทีมผลิตสารคดีนี้ขุดค้นข้อมูลเจาะลึกที่ไม่มีสื่ออื่นรายงานข่าว เช่น เมื่อหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการไปขออนุมัติแผนจากรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของบ้านเรา เขาบอกว่าปฏิบัติการครั้งนี้อาจจะมีผู้เสียชีวิตประมาณ 3-5 คน แต่ไม่มีทางเลือกเพราะถ้าปล่อยนานมากกว่านี้ทั้ง 13 คนจะเสียชีวิตหมด ผมชอบคำพูดที่หัวหน้าหน่วย พูดว่า “ถ้าเราไม่ตัดสินใจ สถานการณ์จะเป็นผู้ตัดสินใจแทนเรา” เล่าละเอียดถึงขนาดว่าปฏิบัติการครั้งนี้มีการซ้อมโดยใช้สระว่ายน้ำของโรงเรียนที่อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุแล้วขออาสาสมัครที่เป็นเด็กนักเรียนมาจำลองตัวเองว่าเป็นทีมหมูป่าแล้วให้นักประดาน้ำซ้อมพาอาสาสมัครว่ายน้ำออกมา นี่เป็นข้อมูลที่คนไทยไม่เคยทราบ รูปแบบการสร้างสารคดีนี้เปรียบเสมือนหนึ่งผลิต “ภาพยนต์หนึ่งเรื่อง” ชาญฉลาดในการเล่าเรื่องบวกกับการตัดต่อที่กระชับย่อเรื่องที่เกิดใน 17 วันแล้วถ่ายทอดในเวลา 55 นาที การจะผลิต content อย่างนี้ต้องมีทีมงานชั้นเซียนทั้ง producer และหน่วยข่าวขั้นเทพที่ขุดคุ้ยข้อมูลหายาก นำมาร้อยเรียงเป็น killing content ที่ชนะใจคนดู

ตัวอย่างสุดท้าย ผมชอบดูรายการโทรทัศน์ชื่อ The David Rubenstein Showของ Bloomberg TV ตัวพิธีกรนำนักธุรกิจระดับโลกอย่าง Warren Buffet, Indra Nooyi ซึ่งเป็น CEO ของ PepsiCo ผู้อ่านอาจจะบอกว่ารายการอย่างนี้มีให้ดูถมเถไป ความพิเศษของรายการนี้คือตัวพิธีกรไม่ใช่นักข่าว เขาเป็นนักการเงิน เป็นนักคิด ดังนั้นเขาจะยิงคำถามจากมุมที่แตกต่างและสร้างประโยชน์กับคนดู ตอนที่เขาสัมภาษณ์ Indra Nooyi เขาถามว่าเธอมีวิธีอะไรที่ทำให้เธอเป็นผู้นำที่ทีมงานชื่นชมและมีความศรัทธา เธอบอกว่าถ้าเธอจะชมทีมงานคนไหนที่มีผลงานดี เธอจะเขียนจดหมายไปถึงพ่อแม่ของทีมงานคนนั้น ขอบคุณพ่อแม่ของทีมงานที่เลี้ยงดูลูกมาอย่างดี ทำให้ทีมงานคนนั้นกลายเป็นกำลังสำคัญขององค์กร ผมเรียกข้อมูลอย่างนี้ว่าเป็น inspiring content ที่เราสามารถหยิบนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ และนี่คือความพิเศษที่ digital content ไม่มี ทั้ง 3 ตัวอย่างที่เล่ามา เกิดจากความเชื่อของผมว่า old media ยังมีข้อได้เปรียบเหนือกว่า digital media ประการแรกและประการสำคัญ old media คือคนที่สร้าง national impact ในขณะที่ social media เป็น time killer ประการที่สอง old media ต้องกำหนดบทบาทตัวเองใหม่ สร้าง killing content ที่ online media ทำไม่ได้

Key word ที่ old media จะกลับมาฉายแสงได้คือ “ปฏิวัติตัวเอง” ซึ่งผมเห็นโอกาสธุรกิจที่เป็น white space ที่ old media กลับมาแจ้งเกิดได้คือ “business content” ไม่ใช่รายงานข่าว แต่เป็นการวิเคราะห์ เจาะลึก เปิดมุมมองที่ผู้ดูคาดไม่ถึง ทุกวันนี้โลกธุรกิจบ้านเราเปลี่ยนไปมหาศาล ดังนั้น วัตถุดิบของ businesss content มีอยู่ดาษดื่น แต่ไม่มี news provider ที่กล้าเปิดเวทีใหม่ซึ่งผมมั่นใจว่ามี potential ทั้งคนดูและ advertiser แต่ content นี้จะเป็นจริงได้ทีมงานต้องเป็นส่วนผสมของกลุ่มคนที่เป็นนักธุรกิจที่เป็นนักคิด นักวิเคราะห์ และ great story teller

สุดท้ายผมขอยกคำพูดของ Bill Bernbach ซึ่งเป็น Godfather ของวงการโฆษณามาสรุปบทความนี้ เขาพูดว่า “The men who are going to be in business tomorrow are the men who understand that the future, as always, belongs to the brave.”