รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข

ดูบทความทั้งหมด

Think Leadership

19 กันยายน 2563
571

“แบ็คยาร์ด” สตาร์ทอัพมาแรง

ก่อนโควิด 19 ระบาดไม่นาน  ดิฉันได้รับเชิญไปร่วมงานสังสรรค์ซึ่งมีเจ้าภาพก็คือ ดร. สาธิต วิทยากร เจ้าของอสังหาริมทรัพย์และ รพ. หลายแห่ง

 สถานที่นัดคือ “แบ็คยาร์ด” (Backyard) ตอนแรกก็ไม่ทราบว่าแบ็คยาร์ดคืออะไร  แต่เมื่อไปถึงจึงทราบว่าเป็นบริษัท ที่แบ็คยาร์ดดิฉันได้พบกับ ดร. สาธิตอยู่กับหนุ่มสาววัยสามสิบต้นๆยี่สิบปลายๆหลายคน เป็นคนกลุ่ม Generation C (Gen C หรือ Generation Connectedness คือคนกลุ่ม Generation X และ Generation Z รวมกัน เป็นประชากรกลุ่มที่มีการรับสื่อดิจิทัลมากกว่ากลุ่มอายุอื่น)  ทั้งนี้ดร. สาธิต รู้จักกับพวกน้องๆที่เปิดบริษัทสตาร์ทอัพภายใต้ชื่อว่า “แบ็คยาร์ด” มาเป็นปีแล้ว โดยแบ็คยาร์ดเป็นสตาร์ทอัพที่ให้บริการจัดทำแพลทฟอร์มในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน  ด้วยความประทับใจในความสามารถของน้องๆและมองเห็นอนาคตที่สดใสของธุรกิจด้านข้อมูลสารสนเทศ การวิเคราะห์ข้อมูล และนวัตกรรมด้าน IT ซึ่งเป็นเรื่องที่ ดร. สาธิตสนใจมาช้านาน ดร. สาธิตจึงเปิดใจให้โอกาสแบ็คยาร์ดเข้ามามีส่วนร่วมสานต่อความฝันในการสร้าง Digital Hospital โดยแบ็คยาร์ดได้ก่อตั้งบริษัทลูก ชื่อ “เม็ดคิวรี่” (Medcury) ที่ให้บริการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของสถานพยาบาลโดยเฉพาะและมีคุณจตุพล ชวพัฒนากุลเป็นซีอีโอ

เกริ่นนำมาพอสมควรก็เพราะดิฉันอยากเล่าเรื่องของคน Gen C  ที่ร่วมมือกันสร้างบริษัทแบ็คยาร์ดให้เป็นสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จและเติบโตก้าวหน้าจนสามารถดึงดูดใจให้นักธุรกิจรุ่นใหญ่อย่าง ดร. สาธิตมาร่วมลงทุนด้วย เพราะเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยสำหรับบริษัทเปิดใหม่ที่จะฝ่าฟันผ่าน 5ปีแรกของการดำเนินธุรกิจไปได้ สำหรับสถิติการอยู่รอดของสตาร์ทอัพในประเทศไทยนั้นดิฉันยังไม่สามารถค้นพบข้อมูลที่ชัดเจน แต่ในสหรัฐอเมริกานั้น มีสตาร์ทอัพเพียง 50% เท่านั้นที่อยู่รอดเกิน 5 ปี และอีกครึ่งไปไม่รอด คิดว่าสำหรับในประเทศไทยตัวเลขของสตาร์ทอัพที่อยู่รอดเกิน 5 ปีแรกไม่น่าจะสูงไปจากของสหรัฐฯ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่ายินดีของแบ็คยาร์ดที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2557 โดยมีพนักงานเพียง 4 คนได้เติบโตขยายกิจการมาจนมีพนักงานกว่า 100 คนในปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่หกของกิจการ แบ็คยาร์ดก้าวมายืนตรงจุดนี้ได้อย่างไร ตามมาอ่านกันเลยค่ะ

จากสนามหลังบ้านสู่บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ “แบ็คยาร์ด” คงเดาได้ไม่ยากว่าพนักงาน 4 คนของแบ็คยาร์ดในปี 2557 นั้นก็คือ คุณกิตติพงศ์ กิตติถาวรกุล, คุณจตุพล ชวพัฒนากุล, คุณกฤต นิรันดรกุลชัย และคุณวิภาส สุตันตยาวลี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ก่อตั้งบริษัทนั่นเอง พวกเขาเป็นเพื่อนที่ร่วมเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยเมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อนซึ่งเป็นยุคแรกเริ่มของเทคโนโลยี Big Data ชายหนุ่มกลุ่มนี้มีความสนใจเรื่องการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล พวกเขาชอบใช้เวลาว่างนั่งคุยกันในสวนหลังบ้านของเพื่อนคนหนึ่งถึงความสำคัญของการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ การลงทุน การทำการตลาด การบริหารการเงินและงบประมาณ เป็นต้น 

พวกเขาคาดการณ์ว่าการบริหารข้อมูลจะเป็นเครื่องมือการบริหารธุรกิจในยุคดิจิตัลที่จะทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ องค์กรขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชนล้วนต้องการข้อมูลคุณภาพดีและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำมากที่สุดเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพประสิทธิผลในการทำงาน จากนั้นการพูดคุยในสวนหลังบ้านได้สานต่อไปเป็นแรงจูงใจในการร่วมกันเปิดบริษัทแบ็คยาร์ดที่แปลว่าสวนหรือสนามหลังบ้านขึ้นมาเพื่อจัดทำระบบจัดการคลังสินค้า การผลิตและการขายให้กับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อม โดยมีพนักงานในปีแรก 4 คนดังกล่าวแล้ว โดยในช่วงเริ่มเปิดกิจการก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีพอสมควร โดยได้รับความไว้วางใจจากทั้งโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลาง และหน่วยงานภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง

ปรับกระบวนท่าอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่างไรก็ตามเมื่อดำเนินธุรกิจไปได้ประมาณ 2 ปี ก็พบว่ามีบริษัทที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันอยู่มาก ทำให้สี่หนุ่มตระหนักว่าต้องมองหาแนวทางให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ โดยเร็ว พวกเขาเรียนรู้ว่าการให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลภายในองค์กรเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างนวัตกรรมและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆให้กับพวกเขาได้ พวกเขาจึงใช้หลักการของเทคโนโลยี Big Data มาคิดสร้างเครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กร เท่านั้นยังไม่พอ ยังติดต่อร่วมมือกับบริษัทระดับนานาชาติ เช่น ไมโครซอฟท์ กูเกิล ออราเคิล เอสเอพี ใช้ความรู้ Data Science มาใช้ในการสร้าง Model และ AI เพื่อสร้างซอฟต์แวร์สำหรับรวมรวมและวิเคราะห์ข้อมูล นำมาใช้เพื่อคัดกรองข้อมูลส่วนสำคัญเพื่อให้ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญใช้ในการประกอบการตัดสินใจในการจัดทำกลยุทธในการดำเนินการทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

พัฒนาผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้า (Customization) ในการดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจในช่วงเริ่มต้น แบ็คยาร์ดใช้การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการโดยปรับตัวตามความต้องการของลูกค้าในรูปแบบจ้างเหมาเป็นโครงการ และนำความรู้ที่ได้จากการทำโครงการต่างๆมาใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ลูกค้าอื่นๆได้ใช้บริการใหม่นั้นในรูปแบบเช่าใช้ ลูกค้าจึงไม่ต้องลงทุนในการจัดซื้อฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในราคาที่สูงแบบสมัยก่อน ซึ่งสำหรับยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กว่าการลงทุนด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จะคืนทุน เทคโนโลยีที่ลงทุนไปก็ล้าสมัยไปก่อนแล้ว ดังนั้นการให้ลูกค้าที่เป็นองค์กรต่างๆเช่าใช้ซอฟต์แวร์ และระบบ cloud จึงเป็นการตอบโจทย์การลงทุนทางเทคโนโลยีให้ลูกค้าเป็นอย่างดี กลยุทธ์นี้จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สร้างความสำเร็จให้กับแบ็คยาร์ดในการดำเนินธุรกิจตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โดยในปัจจุบันบริษัทมีพนักงานกว่า 100 คน มีคุณกิตติพงษ์เป็นซีอีโอ ให้บริการจัดทำแพลทฟอร์มในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย องค์การอาหารและยา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม บริษัทอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เครือโรงพยาบาลพริ้นซิเพิล ฯลฯ ทั้งนี้การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นหัวใจของการจัดทำกลยุทธ์ธุรกิจองค์กรในการเพิ่มยอดขาย การหาลูกค้าใหม่ การลดต้นทุน ฯลฯ ซึ่งโดยมากองค์กรมักต้องการผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำปรึกษาในด้านนี้พร้อมแนะนำวิธีในการนำข้อมูลไปใช้ แบ็คยาร์ดมีจุดเด่นด้านนี้โดยสามารถเข้าไปศึกษาและให้คำแนะนำองค์กรถึงแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล การเลือกวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ จัดหาข้อมูล นำเสนอแนวทางในการใช้งานและแสดงผลข้อมูล เลือกเทคโนโลยีที่จะใช้ในโครงการ ตลอดจนหาคำตอบ (solution) ให้ลูกค้าด้วย แบ็คยาร์ดจึงไม่ใช่แค่ขายเครื่องมือ แต่ยังทำหน้าที่ประหนึ่งเป็นหุ้นส่วนคู่คิด(partner) ของลูกค้าที่จะสร้างธุรกิจให้เติบโตไปด้วยกัน เป็นบริการที่ครบวงจรม้วนเดียวจบ

สุดท้ายกลุ่มหนุ่มผู้ก่อตั้งแบ็คยาร์ดสรุปบทเรียนการสร้างสตาร์ทอัพแบบไม่หวงวิชาว่า ผู้นำสตาร์ทอัพต้องเปิดรับข้อคิดเห็นใหม่ๆอยู่เสมอ ยึดมั่นในทิศทางของบริษัท ยืดหยุ่นปรับตัวเข้ากับธุรกิจได้รวดเร็ว ทำตัวเป็นโฆษกที่ดีของบริษัท เป็นนักขายลิ้นทองที่สามารถนำเสนอบริษัท ผลิตภัณฑ์และบริการได้กระชับชัดเจน เข้าใจในอุตสาหกรรมเป็นอย่างดีทั้งในเรื่องของห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่า (Supply chain และ Value chain) สามารถสร้างและรักษาเครือข่ายธุรกิจได้ เข้าใจและบริหารการเงินได้ดี เข้าใจในจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองและองค์กรเป็นอย่างดี สำหรับสิ่งที่ไม่สามารถทำเองได้หรือไม่ถนัด ต้องหาคนมาช่วยหรือหาหุ้นส่วนเพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตไปด้วยกัน และสามารถบริหารความเครียดและสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดูบทความทั้งหมดของ รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข

แชร์ข่าว :
Tags: