ดร.บวร ปภัสราทร

ดูบทความทั้งหมด

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประจำคอลัมน์ "ก้าวไกล วิสัยทัศน์"

14 กันยายน 2563
296

บริหารบนความเงียบ

ผู้บริหารหลายคนบริหารเหมือนกำลังเฝ้าดูพนักงานเข้าแถวมากกว่าทำงานกันอย่างจริงจัง และมักตอกย้ำเสมอในแทบทุกโอกาสว่า ความสงบราบรื่น

เป็นเหตุสำคัญของการทำงานให้ได้ผลดีเลิศ แต่ตามความเป็นจริงแล้วการบริหารบนความเงียบใช้ได้ผลอย่างจำกัดมากๆ มีแค่บางบริบทเท่านั้นที่ความเงียบทำให้เกิดผลงานที่ดีเลิศ แม้แต่จะเข้าแถวให้เป็นระเบียบก็ยังต้องมีเสียงเรียกแถวและเสียงตอบรับการเรียกแถวความเงียบของพนักงานไม่ใช่แค่ไม่ทำให้การงานดีขึ้นได้แต่ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับองค์กรมากขึ้นยิ่งวิกฤติมากยิ่งเงียบมากยิ่งอันตราย

คนบอกกล่าวเรื่องต่างๆ ให้ผู้บริหารได้ทราบเพราะผู้คนยังเชื่อว่าผู้บริหารได้ฟังแล้วคงทำอะไรสักอย่างที่จะช่วยให้องค์กรรอดพ้นวิกฤติที่เตือนได้ ถ้าเขาเห็นวิกฤติแล้วพากันเงียบไว้ ส่วนใหญ่ที่ตามมามักเป็นมหันตภัย ดังนั้น ถ้าไม่เก่งจนกระทั่งเรื่องใหญ่แค่ไหนฉันแก้ได้ในวันเดียว ขอให้เลิกเรียกหาความเงียบจากพนักงาน แต่ต้องตะโกนบอกให้ทุกคนช่วยกันดูช่วยกันบอก คนไหนที่เงียบเฉยเมื่อเห็นวิกฤติคนนั้นต่างหากที่ไม่ควรไว้เนื้อเชื่อใจอีกต่อไป เพื่อนกันเห็นมหันตภัยกลับเงียบเฉยไม่บอกเตือนอะไรเลยจะมีใครบ้างที่อยากได้เพื่อนแบบนี้

ที่ผู้บริหารบางคนชอบบริหารบนความเงียบอาจเป็นเพราะบริหารไป กลัวไป กลัวสารพัดเรื่องจนกระทั่งแยกแยะระหว่างเสียงบอกกล่าวที่เป็นประโยชน์กับเสียงติเตียนไม่ออก มองทุกเสียงเป็นภัยคุกคามเก้าอี้ตนเองไปเสียหมดเลยพูดมากแทนที่จะเป็นผู้บริหารที่ฟังมาก ซึ่งตำราบอกตรงกันว่ายิ่งฟังได้มากเท่าไรโอกาสบริหารให้ได้ผลยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ที่พูดมากกว่าฟังเพราะกลัวว่าฟังเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้วตนเองไม่รู้เรื่องตามมาด้วยการกลัวเสียหน้า เลยพูดให้มากไว้จนไม่เหลือให้คนอื่นบอกกล่าวอะไร เล่ากันว่ากระสวยอวกาศเมื่อ 20 กว่าปีก่อนระเบิดพินาศ ทั้งที่วิศวกรมองเห็นปัญหาก่อนที่จะเกิดวิกฤติร้ายแรงนั้นแต่ไม่มีโอกาสได้เตือนเพราะซีอีโอมัวแต่พรำ่เพื้อถึงความสำเร็จ ในการสร้างกระสวยอวกาศนั้นซีอีโอกลัวว่าปัญหาที่วิศวกรบอกกล่าวจะไปลบล้างความสำเร็จขององค์กร เลยไม่ฟังปัญหาที่ตามมาด้วยโศกนาฎกรรม จากการไม่ฟังเรื่องนี้ทำให้องค์กรอวกาศแห่งนั้นปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการสื่อสารภายในองค์กรครั้งใหญ่จนไม่มีเสียงใดถูกละเลย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

อีกเหตุหนึ่งที่ผู้บริหารนิยมการบริหารบนความเงียบคือมีความมั่นใจในอำนาจของตนเองมากเกินไปมั่นใจว่า อำนาจของฉันจัดการได้ทุกอย่าง จิ้งจกร้องทักกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญ ฉันกำลังทำเรื่องนี้อยู่ แกมาโวยวายเรื่องอื่นเสียเวลา เสียสมาธิของฉันไปเปล่าๆ ใครคิดแบบนี้ขอให้คิดใหม่เสียดีกว่าเพราะ “สี่เท้ายังรู้พลาดนักปราชญ์ยังรู้พลั่ง” ฟังคนอื่นสักหน่อย ไม่เสียหน้าเสียตา คนใหญ่คนโตเลิกรักษาหน้าด้วยการคอยบอกให้คนอื่นเงียบ เปลี่ยนมาเป็นการได้หน้าจากการเป็นผู้บริหารที่ทุกคนศรัทธาว่ารับฟังทุกคนอย่างจริงจังจะดีกว่า แต่อาการนี้มักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวโดยเฉพาะกับผู้บริหารที่มีบริวารขี้ประจบ ถ้าวันใดเริ่มรู้สึกว่าในการประชุมพูดมากจนเหนื่อยอาจแสดงว่ากำลังบริหารบริวารขี้ประจบที่จะไม่เตือนอะไรเลยในยามที่องค์กรใกล้วิกฤติ

เหตุที่ส่งผลสนับสนุนการบริหารบนความเงียบมากที่สุด คือ วัฒนธรรมนิยมความเงียบ หมายถึงผู้คนพาเชื่อกันว่า “พูดไปสองไพรเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” ผู้บริหารตั้งใจรอฟังสารพัดความเห็นจากพนักงานแต่พนักงานถูกทำให้เชื่อกันไปว่า อาชีพการงานของตนจะมั่นคงกว่าถ้าบอกกล่าวแต่เรื่องดีๆ ที่นายใหญ่อยากฟัง ถ้าบอกกล่าวเรื่องร้ายๆ อาจกลายเป็นตัวต้นเหตุของเรื่องร้ายๆ นั้น ในสายตาของนายใหญ่ ถ้าที่ไหนมีวัฒนธรรมแบบนี้ ที่นั่นจะเต็มไปด้วยความเงียบ ใครมาบริหารต้องระวังตัวให้ดี คนในองค์กรแบบนี้จะยืนเข้าแถวอย่างเงียบกริบในขณะที่สิงโตตัวใหญ่กำลังอยู่ข้างหลัง ผู้บริหารที่เป็นคนเรียกแถว ถ้าไม่อยากโดนสิงโตเล่นงานต่อหน้าแถวพนักงานที่เงียบกริบให้พยายามสลายวัฒนธรรมนี้ไปให้หมด

ที่แย่มากๆ ทุกวันนี้คือพนักงานเงียบกริบในโลกกายภาพแต่โวยวายกันสารพัดในโลกโชเชียล ดังนั้นความเงียบในการบริหารกิจการใดๆ จึงไม่มีจริงแล้วในทุกวันนี้ จะมีเหลืออยู่ที่เดียวเท่านั้น คือ ในมโนของผู้บริหารตกรุ่นนั่นเอง

ดูบทความทั้งหมดของ ดร.บวร ปภัสราทร

แชร์ข่าว :
Tags: