อาร์ม ตั้งนิรันดร

ดูบทความทั้งหมด

คณะนิติศาสตร์ และผู้อำนวยการ ศูนย์จีนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คอลัมนิสต์ประจำ "มองจีนมองไทย"

11 กันยายน 2563
2,966

ทรัมป์กับสงครามสามเป้า

ความล้มเหลวของทรัมป์ในการรับมือโควิด ทำให้เขาต้องหาแพะมารับบาป ซึ่งแพะที่ดีที่สุดก็คือ “จีน” ทรัมป์ย้ำแล้วย้ำอีกว่าไวรัสมาจากจีน

โดยเป็นผลจากความผิดพลาดในการจัดการและการปกปิดข้อมูลของรัฐบาลจีน

เมื่อฝันหวานที่ว่าเศรษฐกิจจะดีช่วงเลือกตั้งพังทลายลง ทรัมป์จึงต้องหันมาพึ่งกระแสชาตินิยมแทน โดยสร้างศัตรูร่วมและเล่นบทว่าเขาเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนเดียวที่จะกล้าแข็งข้อและดุดันกับจีน

แต่ทรัมป์ก็ไม่ได้ฉีกข้อตกลงการค้า Phase 1 กับจีนทิ้ง เพราะขืนทำเช่นนั้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังเละเทะเพราะโควิดก็จะยิ่งทรุดหนักเข้าไปใหญ่ ตอนนี้สหรัฐฯ ไม่มีกำลังทางเศรษฐกิจมากพอที่จะทำสงครามภาษีกับจีน ต่างจากสหรัฐฯ ช่วงปีที่แล้วที่เศรษฐกิจกำลังเป็นช่วงขาขึ้น จึงสามารถก่อสงครามภาษีตอบโต้กันไปมากับจีนได้ในตอนนั้น

ครั้งนี้ ทรัมป์จึงเลือกรบแบบมุ่งเป้าเฉพาะเจาะจง แทนที่จะทำสงครามภาษีแบบเต็มสูบอย่างในอดีต ผมเรียกว่าเป็น “สงครามสามเป้า”

เป้าแรก คือสงครามการค้าต่อบริษัทเทคโนโลยีจีนและบริษัทจีนในสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรัมป์ออกคำสั่งจำกัดการทำธุรกิจของ TikTok, Tencent และ Huawei ในสหรัฐฯ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคง ในขณะเดียวกัน สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ก็ได้พิจารณาร่างกฎหมายตรวจสอบบริษัทต่างชาติที่อยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยหากพบว่าบริษัทต่างชาติ (เป้าหมายแท้จริงก็คือบริษัทจีน) มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับรัฐบาลต่างชาติ หรือมีมาตรฐานการบัญชีที่ไม่โปร่งใส สุดท้ายอาจถูกถอดออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้

ปัจจุบันมีบริษัทสัญชาติจีนจำนวน 165 แห่งที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังอย่าง Alibaba, Baidu และ JD.com ด้วย

ผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามของทรัมป์ต่อบริษัทจีน คือบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่อยู่ที่จีน เช่น Apple ซึ่งเริ่มถูกทั้งรัฐบาลจีนกดดันและผู้บริโภคจีนบอยคอตต์ไม่ซื้อสินค้า แต่โดยรวมสงครามต่อบริษัทจีนไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในวงกว้าง แตกต่างจากการทำสงครามภาษีเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งย่อมจะกระทบผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ต้องซื้อของจากจีนแพงขึ้น และเกษตรกรสหรัฐฯ ที่ถูกจีนขึ้นภาษีถั่วเหลืองตอบโต้

เป้าสอง คือสงครามจิตวิทยาในประเด็นละเอียดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของจีน ได้แก่ ฮ่องกง ทะเลจีนใต้ และไต้หวัน ทรัมป์ออกมาแถลงประณามจีนเรื่องที่จีนออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อบังคับใช้ในฮ่องกง และยังประกาศยกเลิกการให้สิทธิพิเศษทางการค้ากับฮ่องกงด้วย

ทรัมป์ยังกระตุกหนวดมังกรด้วยการส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไปเยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการ นับเป็นเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ไปเยือนไต้หวัน นับตั้งแต่ที่สหรัฐฯ ยอมรับนโยบาย “จีนเดียว” ของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ และตัดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวันในปี 1979 ส่งสัญญาณชัดเจนว่าทรัมป์ไม่เกรงใจและไม่เห็นแก่หน้าจีน

ส่วนในเรื่องทะเลจีนใต้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เพิ่มรายชื่อรัฐวิสาหกิจจีน 24 แห่ง รวมถึงบริษัทในเครือของ China Communications Construction Co. ที่มีส่วนสนับสนุนการอ้างสิทธิของจีนและใช้กำลังทหารในพื้นที่หน้าด่านของทะเลจีนใต้ ลงในบัญชีดำทางเศรษฐกิจ

เป้าสาม คือสงครามน้ำลายต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปลี่ยนคำที่ใช้เรียกสีจิ้นผิง จากประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เป็นเลขาธิการสีจิ้นผิงแทน โดยเลือกใช้ตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของสีจิ้นผิงแทนตำแหน่งประธานาธิบดีจีน นอกจากนั้น เวลาแถลงข่าวถึงจีน ไมค์ ปอมเปโอ (Mike Pompeo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ก็เปลี่ยนมาเรียกจีนว่า จีนคอมมิวนิสต์ (Communist China) สวนเทรนด์ 40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ พยายามจะแกล้งลืมว่าจีนเป็นคอมมิวนิสต์ และเริ่มคบค้าสนิทสนมกับจีนเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเรียกผู้นำจีนทุกครั้งตลอด 40 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ จะยึดตำแหน่งทางการในรัฐบาลเสมอ เช่น ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี ไม่เคยเรียกผู้นำจีนในฐานะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เลย

การเรียกจีนว่า “จีนคอมมิวนิสต์” นั้น เป็นการปลุกผีคอมมิวนิสต์ที่ในยุคหนึ่งคนสหรัฐฯ เคยเกลียดกลัว และเป็นการพยายามย้ำเตือนว่าความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เป็นความขัดแย้งพื้นฐานในเรื่องระบบการเมืองและอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งก็สวนทางกับกระแส 40 ปีก่อนหน้านี้ที่วงนโยบายสหรัฐฯ มักจะส่งเสริมแนวคิดว่าจีนเป็นคอมมิวนิสต์เปลี่ยนสีและได้เข้าร่วมระบบเศรษฐกิจโลกทุนนิยมอย่างเต็มตัวแล้ว

สหรัฐฯ ยังยกระดับความขัดแย้งกับจีนด้วยการประกาศปิดสถานกงสุลใหญ่ของจีนที่รัฐเท็กซัสเมื่อเดือนกรกฎาคม 2020 สถานกงสุลใหญ่ของจีนที่รัฐเท็กซัสเป็นสถานกงสุลแห่งแรกของจีนในสหรัฐฯ จึงคล้ายกับสหรัฐฯ กำลังจะเริ่มถอดกระดุมเม็ดแรก ค่อยๆ ถอดรื้อความสัมพันธ์จีนกับสหรัฐฯ ทิ้งเสีย

เมื่อครั้งที่เติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำรุ่นที่สองของจีน เยือนสหรัฐฯ เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ นอกจากการเยือนกรุงวอชิงตันแล้ว เติ้งเสี่ยวผิงเลือกเดินทางเยือนรัฐเท็กซัส เพื่อเยี่ยมชมองค์การนาซาและบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ด้วยเป้าหมายชัดเจนว่า จีนในขณะนั้นล้าหลังและต้องการเรียนรู้เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ

แต่ในวันนี้ สาเหตุหนึ่งที่สหรัฐฯ ใช้อ้างในการปิดสถานกงสุลจีนก็คือ จีนทำการลักลอบเอาเทคโนโลยีสหรัฐฯ ไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งส่งทหารปลอมมาเป็นนักศึกษา ทั้งทำสงครามไซเบอร์ โดยสหรัฐฯ อ้างว่านอกจากความลับทางการค้าแล้ว จีนยังพยายามลักลอบเอาเทคโนโลยีวัคซีนของสหรัฐฯ ไปอีกด้วย

ระหว่างทรัมป์กับทีมยุทธศาสตร์ต่างประเทศของทรัมป์นั้น ไม่รู้ว่าใครหลอกใช้ใคร ทรัมป์ต้องการปั่นกระแสแพะจีนและภัยจีน ปลุกไฟชาตินิยมเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้ง ส่วนบรรดาทีมที่ปรึกษาและทีมต่างประเทศรอบตัวทรัมป์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เกลียดกลัวจีน ก็ใช้โอกาสนี้เดินเกมสงครามสามเป้า ด้านหนึ่งก็พยายามจำกัดผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในวงกว้าง ด้วยการหลีกเลี่ยงสงครามภาษีเต็มสูบแบบปีที่แล้ว แต่อีกด้านก็เดินหน้าเปิดแนวรบเริ่มต้นสงครามเย็นรอบใหม่ จนนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ไม่ว่าทรัมป์จะชนะหรือแพ้การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ทีมต่างประเทศชุดต่อไปคงยากที่จะทวนกระแสการถอดรื้อความเชื่อมโยงกับจีน

ดูบทความทั้งหมดของ อาร์ม ตั้งนิรันดร

แชร์ข่าว :
Tags: