ไพบูลย์ นลินทรางกูร

ดูบทความทั้งหมด

The Fundamental View ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ทิสโก้ และประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย

15 กรกฎาคม 2563
892

ควรใช้โอกาสนี้…ปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

เป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหาด้านโครงสร้าง เพราะเราพึ่งพาเศรษฐกิจโลกมากเกินไป และจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างให้เกิดความสมดุล

ให้เศรษฐกิจภายในมีรากฐานที่มั่นคงขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน แต่ก็ยังไม่มีรัฐบาลไหนที่สามารถแก้ปัญหานี้สำเร็จ

ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้ประชาชาติ หรือ GDP ที่มาจากการส่งออกสินค้าและบริการ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 42% มาอยู่ที่ 71% ในขณะที่สัดส่วน GDP ที่มาจากการลงทุนภาคเอกชนลดลงมากกว่าครึ่ง จาก 40% เหลือแค่ 18% และสัดส่วนการบริโภคภาคเอกชนก็ลดลงจาก 54% มาอยู่ที่ 52% 

แน่นอนการที่รายได้จากการส่งออกและท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็วไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเป็นสิ่งที่ต้องชื่นชม เพราะสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ดีขึ้น ที่น่าเป็นห่วงคือภาคเศรษฐกิจภายใน ที่ขยายตัวในอัตราที่ต่ำมาเป็นเวลานาน เช่น การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวเฉลี่ยเพียงปีละ 2-3% หรือ ภาคการเกษตรที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 1% ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

ถ้าเศรษฐกิจไทยไม่ได้รายได้จากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวเฉลี่ยปีละเกือบ 30% นับจากปี 2547 อัตราการขยายตัวของ GDP จะลดลงอย่างมีนัย เพื่อให้เห็นภาพ ถ้าเราลองคำนวณ GDP โดยไม่รวมภาคท่องเที่ยว จะพบว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวโดยเฉลี่ยเพียง 2.6% ต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เทียบกับตัวเลขจริงที่ 3.4%  การกระจุกตัวของรายได้ประชาชาติที่มาจากการส่งออกและท่องเที่ยว จึงถือเป็นความเปราะบางและความเสี่ยงที่สำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

อีกหนึ่งจุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามคือการพึ่งพาเศรษฐกิจจีนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันนี้ ตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทยคือจีน คิดเป็น 12% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด นักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งก็มาจากจีน คิดเป็น 28% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด รวมทั้งเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อันดับหนึ่งก็มาจากจีน คิดเป็นถึง 52% ของมูลค่า FDI ทั้งหมดในปี 2562    

ผลกระทบจากวิกฤติ COVID-19 ซึ่งทำให้รายได้จากการส่งออกและท่องเที่ยวหายไปอย่างฉับพลัน และทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวถึง -8% ในปีนี้ คือคำตอบที่ชัดเจนว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องปฎิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

การลดการพึ่งพาเศรษฐกิจโลกไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลิกเน้นการส่งออกและท่องเที่ยว รัฐบาลยังควรส่งเสริมภาคการส่งออกและท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ เพราะเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยและเรามีศักยภาพในการแข่งขันที่สูง แต่ควรใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างการส่งออกเพื่อทำให้การฟื้นตัวเกิดขึ้นภายใต้บริบทใหม่และโอกาสที่เกิดขึ้นใหม่ เน้นส่งเสริมการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม สินค้าที่ใช้นวัตกรรม เร่งหาตลาดใหม่ๆ เพื่อลดการกระจุกตัวของตลาดส่งออก เป็นต้น

ภาคท่องเที่ยวก็เช่นกัน ควรเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มบนที่มีกำลังซื้อสูง และปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และโครงสร้างพื้นฐานทางการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานโลก เพื่อ Rebrand ประเทศไทยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพสูง เป็นต้น

ที่สำคัญที่สุด รัฐฯ ต้องเร่งจัดทำเป้าหมายและยุทธศาสตร์ในการสร้างความเข็มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในและเศรษฐกิจฐานราก เพื่อทำให้การบริโภคในประเทศ การลงทุนในประเทศ และภาคการเกษตร สามารถขยายตัวได้ในอัตราที่สูงกว่าที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยลดการกระจุกตัวของ GDP ได้

หลายมาตรการชั่วคราวที่รัฐบาลกำลังทำอยู่เพื่อลดผลกระทบของวิกฤต COVID-19 เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน หรือการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศด้วยการให้เงินสมทบ เป็นมาตรการที่ดีและน่าจะทำต่อไปในระยะยาว เพื่อขยายฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ

FDI เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่มาพร้อมกับวิกฤตนี้ เพราะธุรกิจข้ามชาติเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นกับการกระจายฐานการผลิต ประเทศไทยมีความได้เปรียบสูงทั้งในเรื่องของภูมิประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน และโดยเฉพาะด้านสาธารณสุข รัฐฯ ควรใช้โอกาสนี้ทำการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตของประเทศ ไปสู่การผลิตที่เน้นนวัตกรรม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการผลิต

ผมเชื่อว่าถ้าเราเริ่มทำการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยจะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมในระยะยาว

ดูบทความทั้งหมดของ ไพบูลย์ นลินทรางกูร

แชร์ข่าว :
Tags: