เวทย์ นุชเจริญ

ดูบทความทั้งหมด

เวทย์ นุชเจริญ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บมจ ธนาคารกรุงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ SME และธุรกิจรายย่อย

22 เมษายน 2563
135

สงคราม (COVID 19) ยังไม่สงบ ขอเป็นกำลังใจให้นักรบ SMEs

เมื่อเดือนกันยายน 2562 ผมได้นำเสนอบทความ “สงคราม(การค้า)ยัง ไม่สงบอย่าพึ่งนับศพ SMEs” ผ่านคอลัมน์นี้ไปแล้ว

โดยได้แสดงความเป็นห่วงผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศจีนทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากเลิกกิจการ เนื่องจากไม่สามารถเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ปัญหาหนี้สินนอกระบบที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข รัฐบาลได้ให้การช่วยเหลือโดยทุ่มเม็ดเงินเป็นจำนวนมาก แต่การ Implement กลับไม่ได้ผล

ผ่านมาไม่กี่เดือนผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญกับสงครามที่รุนแรงกว่า เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉียบพลัน จุดเริ่มต้นของสงครามเกิดจากโรคระบาดที่เราไม่รู้จักมาก่อน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าสงครามการค้าหลายเท่า กิจกรรมทางธุรกิจหยุดชะงัก ไม่มีรายได้ ขาดความสามารถในการชำระหนี้ (Solvency) เลิกจ้างแรงงานทำให้คนว่างงานจำนวนมาก ลำพังการดูแลรักษาให้ชีวิตอยู่รอดจากการคุกคามของไวรัสก็ยากลำบากมาก การรักษาธุรกิจให้อยู่รอดต่อไปจึงเป็นงานที่ยากที่สุดงานหนึ่ง เป็นการรบในสงคราม ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสงบ

รัฐบาลได้ใช้ธนาคารของรัฐเป็นหัวหอกในการรบ โดยเริ่มให้ธนาคารออมสินเป็นแหล่งเงินในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงิน 150,000 ล้านบาท เพื่อให้สถาบันการเงินอื่นกู้ อัตราดอกเบี้ย 0.01% นำไปปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือลูกค้า อัตราดอกเบี้ย 2% วงเงินต่อรายไม่เกิน 20 ล้านบาท ระยะเวลา 2 ปี และยังมีมาตราการจากธนาคารของรัฐในการผ่อนปรนการชำระหนี้ ทั้ง Grace Period และพักชำระหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ย ลดดอกเบี้ย แต่มาตราการต่าง ๆ ก็ยังไม่เพียงพอที่ช่วยเหลือลูกค้าได้ในวงกว้าง

มาตราการ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐที่ผ่านมติ ค.ร.ม.เมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา เห็นชอบร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 3 ฉบับ และร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เพื่อดูแลและเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ระยะที่ 3 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท พรก ฉบับที่ 1 ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธ.ป.ท.) คือ ร่าง พ.ร.ก.ฉบับที่ 2 ให้อำนาจ ธ.ป.ท. ออก Soft loan เพื่อดูแลภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs วงเงิน 500,000 ล้านบาท ร่าง พ.ร.ก.ฉบับที่ 3 เพื่อดูแลเสถียรภาพการเงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยตั้งกองทุน Corporate Bond Liquidity Stabilization หรือ BSF และให้ ธ.ป.ท.ซื้อขายหน่วยลงทุนในกองทุนดังกล่าว

พ.ร.ก.ที่เกี่ยวข้องกับท่านผู้ประกอบการ SMEs คือ พ.ร.ก.ฉบับที่ 2 เพื่อดูแลภาคธุรกิจ SMEs วงเงิน 500,000 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อใหม่ 500,000 ล้านบาท สำหรับ

SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 2% ระยะเวลา 2 ปี และให้ธพว.และ SFIs พักชำระหนี้ (ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) 6 เดือน สำหรับ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธ.ป.ท.) ได้ออกมาตรการผ่อนปรนในหลายด้าน ทั้งเกณฑ์สภาพคล่อง และได้ออกแนวปฏิบัติให้ธนาคารพาณิชย์ 3 ข้อ และ มติ ครม.ยังผ่อนผันให้ธนาคารพาณิชย์ลดนำเงินส่งเข้ากองทุนเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จาก 0.46% ของฐานเงินฝาก เหลือเพียง 0.23% โดยให้มีผลตั้งแต่ 10 เมษายน 2563 เป็นต้นไป

จากประสบการณ์ที่ทำงานในธนาคารกรุงไทย นานกว่า 30 ปี เคยปล่อยสินเชื่อครั้งแรกวงเงินแค่ 2,000 บาท จนมีหน้าที่ดูแลลูกค้าสินเชื่อหลายแสนล้านบาท ผ่านวิกฤติมาหลายครั้ง ตอนต่อไปผมจะนำเสนอรายละเอียด ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะที่อาจะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือท่านผู้ประกอบการ SMEs ในการสู้สงครามที่ใหญ่หลวงครั้งนี้..

ดูบทความทั้งหมดของ เวทย์ นุชเจริญ

แชร์ข่าว :
Tags: