ชยนนท์ รักกาญจนันท์

ดูบทความทั้งหมด

Co-Founder FINNOMENA

7 เมษายน 2563
385

 “ทางเลือก” สำหรับแผนเกษียณ ที่เราถูกบังคับให้เลือก

จนถึงวันที่ผมเขียนบทความอยู่ตอนนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19 ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทะลุ 1.2 ล้านรายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดย 5 อันดับแรกของประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด คือ สหรัฐฯ (312,000 ราย), สเปน (130,000 ราย), อิตาลี (1240,000 ราย), เยอรมัน (97,000 ราย) และ ฝรั่งเศส (90,000 ราย)

ใครที่นึกถึงถาพว่า วิกฤตครั้งนี้ น่าจะไม่ต่างจากตอนโรคระบาดในรอบก่อนๆ ไม่ว่าจะ SARS หรือ MERS ก็ต้องบอกว่า “ขอให้คิดใหม่” ได้แล้วครับ

จากสถานการณ์ล่าสุด ผมแทบจะสามารถฟันธงได้เลยว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 90 ปี งเข้าใจว่า ยังมีหลายคนตั้งคำถามกันอยู่เลยว่า เราจำเป็นต้อง Lockdown และทำ Social Distancing แบบนี้ และทำให้เศรษฐกิจมันมีปัญหาหนักขึ้นจริงๆหรือ?

คำตอบก็คือ มันน่ากลัวจริงๆครับ

เจ้า Covid-19 หรือ ก่อนหน้านี้เราเรียกมันว่า โคโรนาไวรัสสายพันธุ์นี้ มีความน่ากลัวคือ มนุุษย์ยังไม่มีทั้งยารักษา และภูมิต้านทานกับมัน และตัวไวรัสชนิดนี้ ก็ติดตามแกะรอบได้ยากกว่าไวรัสซาร์ส (SARS) เพราะ SARS นั้น พอติดเชื้อปั๊บก็แสดงอาการทันที ทำให้ผู้ป่วยไปแพร่ให้ผู้อื่นได้ยากกว่า

จากสถิติที่เราเห็นจนถึงปัจจุบัน Covid-19 ผู้ติดเชื้อมีโอกาสเสียชีวิตเพียง 2% และกว่าจะแสดงอาการก็ฝั่งตัวในโฮสต์ถึง 14 วันไปแล้ว ทำให้ชัดเจนว่า เราจะอยู่กับ Covid-19 ไปอีกระยะเวลาหนึ่งเลย และมีความเป็นไปได้ว่า จะกลับมาหาเราทุกๆปีเหมือนไข้หวัดใหญ่

แต่ความน่ากลัวของ Covid-19 เมื่อเทียบกับไข้หวัดใหญ่ก็คือ จำนวนผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ในสหรัฐฯนั้นอยู่ที่ 34,000-61,000 รายต่อปี ขณะที่มีผู้เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ประมาณ 35-45 ล้านคนต่อปี นั่นเท่ากับอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 0.1% เพียงเท่านั้น เราเลยรับได้และอยู่กับมันได้

กับ Covid-19 นั้นต่างกัน เพราะอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 2% แปลว่า หากติดเชื้อปีละ 35 ล้านคน จะมีผู้เสียชีวิตปีละ 700,00 คน และนี่เฉพาะสหรัฐฯเท่านั้นนะครับ และยิ่งมันระบาดและอยู่กับเรานานขึ้น ความเสี่ยงที่มันจะเริ่มกลายพันธุ์ก็จะมีมากขึ้น เพราะธรรมชาติของมัน ย่อมต้องการดิ้นรนหนีจากภัยคุกคามตัวมันเอง เช่นเดียวกับมนุษย์อย่างเราๆ

จุดที่รัฐบาลทั่วโลกต้องหาพยายามแก้ในวิกฤตครั้งนี้ให้ได้ก็คือ จำนวนผู้ติดเชื้อหากพุ่งสูงขึ้นมากเกินไป จะเลยขีดความสามารถและศักยภาพของระบบสาธารณสุขของประเทศ ดังที่เกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศในยุโรปบางแห่ง หรือ ประเทศอิหร่าน ที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุด เพราะไม่มี Capacity ที่จะรับจำนวนผู้ป่วยได้ครั้งละมากๆ

เห็นปัญหาไหมครับ?

ถ้าปล่อยให้ระบาด ความพร้อมไม่มี ผู้เสียชีวิตจะมากกว่าที่เราเห็นตอนนี้

ถ้าให้สังคมห่างกัน ป้องกันการแพร่ระบาด ไวรัสโคโรน่า ก็จะอยู่กับเรายาวนานขึ้นไปอีก

และเหมือนจะเป็นประชามติจากผู้นำแทบทั้งโลกนะครับ ว่าเราจะทำให้สังคมห่างกัน ดังนั้น เราจะอยู่กับปัญหานี้ ยาวนานขึ้นอย่างแน่นอนแล้ว เพราะ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดในสหรัฐฯ มีการรายงานให้ทำเนียบขาวทราบว่า กว่าจะผลิตวัคซีนออกมาได้น่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 16 เดือน

นี่เป็นตอนที่สองแล้วที่ผมเขียนให้เห็นถึงความสำคัญที่เราทุกคนต้องตระหนักและตั้งรับให้ดีในวิกฤตนี้นะครับ

สุขภาพร่างกายเราต้องดูแลดีขึ้น และสุขภาพการเงิน เราควรทำอย่างไร?

เมื่อ Covid-19 คือ สงครามที่ท้าทายความคงอยู่ของมนุษยชาติ มาตรการต่างๆจากภาครัฐฯที่เราเห็นออกกันมาในรอบ 1 เดือน ไม่ว่าจะจากชาติไหน ผมเชื่อว่า อีก 6 เดือนหลังจากนี้ ขนาดของมาตรการจะใหญ่กว่ามาก ซึ่งจะทำให้ รัฐบาลต้องใช้วงเงินกู้ในสัดส่วนที่สูงมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับ GDP และอาจมากขึ้นไปอีก เพราะรูปแบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบที่เรารู้จักกันมาเมื่อเดือนก.พ. นี่เอง กำลังจะค่อยๆเปลี่ยนไป

ในด้านของการวางแผนการเงิน วิกฤติครั้งนี้ มันทำให้เราไม่มีทางเลือกครับ

เราไม่สามารถฝากเงินในธนาคารเฉยๆ

เราไม่สามารถอยู่ในการลงทุนเสี่ยงต่ำไปเรื่อยๆได้ตลอดเวลา

เพราะอายุขัยเราจะยืนยาวขึ้น รายได้เราอาจจะลดลง หรือหยุดชะงักในบางช่วง

และที่สำคัญ เราคงพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวก็คงไม่ได้

ใครที่วางแผนลงทุนเพื่อใช้หลังเกษียณ หรือ ตอนนี้เกษียณเป็นที่เรียบร้อยแล้วสิ่งที่ต้องทำก็คือ ต้องกลับมาทบทวนแผนด้านรายจ่าย และปรับลดมันลงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อน พร้อมกับ ไม่มีทางเลือกอื่น ที่จะต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุน เพราะหลังจากนี้ ดอกเบี้ยจะต่ำแบบนี้ไปอีก 3-5 ปี เป็นอย่างน้อย

ผลตอบแทนต่ำ แต่ยังใช้จ่ายเยอะ สุดท้าย ก็กินทุนให้ลดลงเรื่อยๆ Covid-19 ทำให้เราต้องปรับตัวด้านการวางแผนการเงินด้วยนะครับทุกคน

ดูบทความทั้งหมดของ ชยนนท์ รักกาญจนันท์

แชร์ข่าว :
Tags: