ไชยันต์ ไชยพร

ดูบทความทั้งหมด

ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คอลัมนิสต์ประจำ "ร้อยแปด วิถีทัศน์"

3 เมษายน 2563
1,042

โรคระบาดในยุคกลางกับโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน

เวปสำหรับเด็กที่ชื่อ https://www.ducksters.com/history/middle_ages_black_death.php ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการระบาดของกาฬโรคในยุคกลาง เล่าว่า

กาฬโรคน่าจะเริ่มขึ้นในเอเชียก่อน (แหม ! โรคระบาดมาจากเอเชียประจำเลย !) และเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกตามเส้นทางที่เรียกว่า “ทางสายไหม” (the Silk Road) และระบาดไปถึงยุโรป เพราะไม่ใช่เพราะมันเดินทางโดยแฝงตัวอยู่กับเห็บหมัดที่อาศัยอยู่บนตัวหนู แต่ลำพังเจ้าหนูพวกนี้ มันก็คงไม่มีปัญญาเดินทางตามทางสายไหมมาถึงยุโรปได้เองเท่าไรนัก เพราะนักประวัติศาสตร์สันนิษฐานอีกว่า ไอ้หนูพวกนี้เข้าไปทำรังอยู่ตามเรือสินค้าของชาวยุโรปที่เดินทางมาค้าขายในแถบตะวันออก และพอกลับไปยุโรป นอกจากได้สินค้าแปลกๆ น่าตื่นเต้นสำหรับชาวยุโรปแล้ว ก็ได้หนู เห็บหมัดหนูและเชื้อกาฬโรคเป็นของแถมด้วย (สังเกตได้ว่า ถ้ามนุษย์ไม่มีการติดต่อกัน โรคก็จะไม่ระบาดไปไหนได้ไกล) และกาฬโรคก็ได้เริ่มระบาดขึ้นในเมืองที่เรือนั้นเทียบท่า และหลังจากนั้นมันก็ได้แพร่กระจายไปทั่วยุโรปในยุคกลาง

อย่าไปคิดเลยนะครับว่า เมื่อกาฬโรคมันระบาดแล้ว ผู้คนจะมีชีวิตอยู่ในสภาพอย่างไร? เพราะมันน่าจะเกินจินตนาการของคนสมัยใหม่อย่างเราๆ ที่แม้นว่า คนในทุกประเทศบนโลกขณะนี้กำลังเผชิญกับโรคโควิด-19 อยู่ แต่สภาพของเราดีกว่าคนในสมัยนั้นมากมาย เอาเป็นว่า ผู้คนชาวยุโรปอย่างน้อย 1 ใน 3 ต้องตายเพราะกาฬโรค อย่างในกรุงปารีส ฝรั่งเศส ประมาณว่า มีคนต้องตายจากโรคนี้วันละ 800 คน และมีสภาพที่อาจจะคล้ายๆ บางประเทศในปัจจุบัน นั่นคือ มีคนตายมากจนไม่สามารถมีที่ฝังตามปกติได้ ต้องเอาไปโยนทิ้งรวมๆ กันในหลุมใหญ่ๆ 

และด้วยความที่วิทยาการความรู้ของคนในยุคกลางยังไม่ก้าวหน้า ทำให้พวกเขาไม่รู้ว่า พาหะที่นำโรคนี้คือ พวกหนู ทำให้บรรดาเมืองใหญ่ๆ ของประเทศต่างๆ ที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น มีขยะ มีความสกปรกกลายเป็นสวรรค์บนดินของแก๊งหนูที่เป็นพาหะนำเชื้อ ส่งผลให้ผู้คนในเมืองบางเมืองต้องพากันล้มตายกันหมดเมืองก็มี เพราะโรคนี้สมัยนั้น ติดแล้วตายสถานเดียว 

แน่นอนว่า เมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นนี้ ผู้คนก็ต้องพากันแตกตื่นกับภัยพิบัติที่เกิดจากโรคร้ายที่พวกเขาไม่รู้ว่ามาได้ยังไง และจะหาทางแก้ได้ยังไง และด้วยความที่คนในยุคนั้นยังมีความเชื่อในพยากรณ์ตามคัมภีร์ทางศาสนา ทำให้พวกเขาคิดว่า วันอวสานโลกได้มาถึงแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำได้ในวิกฤตอวสานโลกก็คือ ล็อคประตูปิดบ้านและพยายามซ่อนตัวอยู่ในบ้าน พวกเขาอาจจะคิดว่า ถ้าทำแบบนี้แล้ว อาจจะมีโอกาสรอด ซึ่งก็น่าจะดีกว่าออกไปเดินเพ่นพ่านนอกบ้าน  

แต่การปิดบ้านและซ่อนตัวอยู่ในบ้านอาจจะช่วยให้พ้นการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างที่ทางการสาธารณสุขที่เข้าใจธรรมชาติของการระบาดของโควิด-19 แนะนำพวกเราในปัจจุบัน แต่สำหรับกาฬโรคแล้ว การขังตัวเองอยู่ในบ้านยิ่งเป็นเหยื่ออันประเสริฐสำหรับพวกหนูที่มีเห็บหมัดที่มีเชื้อกาฬโรคอยู่เต็มตัว เพราะหนูจะชอบซอกหลืบและความอับสกปรกในบ้านมากกว่าที่โล่งๆนอกบ้าน ดังนั้น คนที่ขังตัวเองก็เลยยิ่งไม่รอดเมื่อเทียบกับคนที่ออกไปเพ่นพ่านนอกบ้าน 

เมื่ออยู่ในบ้านก็ตาย อยู่ในเมืองก็ตาย ไปๆ มาๆ ก็เลยเผามันหมด ทั้งบ้านทั้งเมือง โดยหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หรือถ้าพูดตามวิธีคิดของคนสมัยนั้นก็คือ ถ้าอยู่บ้านก็ตาย อยู่ในเมืองก็ตาย มันก็น่าจะเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่ไม่ต้องการให้มนุษย์อยู่ในบ้าน (กระมัง ?!!) และวิธีนี้ดูจะได้ผล เพราะเมื่อเผามันไปทั้งเมืองแล้ว แน่ละ มันก็ไม่มีสถานบันเทิงให้พวกหนูมันสิงสู่อยู่อีกต่อไป ต้องเตลิดกันไปตัวละทิศตัวละทาง เห็บหมัดก็เกาะตามไปด้วย การระบาดมันก็ค่อยๆ น้อยลงไป เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ผู้คนก็เข้าใจว่า มาถูกทางแล้ว คือ ทำตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่ไม่ต้องการให้อยู่ในบ้านในเมืองที่อยู่มาเดิม และเมื่อเผาบ้านเผาเมืองไปแล้วเลยรอด แล้วค่อยสร้างขึ้นมาใหม่ 

158579994634

หน้าตาของแบคทีเรีย  Yersinia pestis

การเผาบ้านเผาเมืองที่เกิดขึ้นในยุคกลางนี่ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่นิดๆ หน่อยๆ แต่เผากันเกือบทั้งยุโรป เผากันมากแค่ไหนนั้น คำตอบคือ กว่าที่สร้างคืนกลับมาได้ประมาณว่าใช้เวลาในราว 150 ปี ! สรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการระบาดของกาฬโรคในยุโรปคือ

1.คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ภัยกาฬโรคเกิดจากที่พระผู้เป็นเจ้าลงโทษ

2.ประมาณการตายได้ในราวระหว่าง 75 ล้านถึง 200 ล้านคน

3.นักวิทยาศาสตร์คิดว่า มีแบคทีเรียที่ชื่อ Yersinia pestis ที่เป็นสาเหตุของโรค 

4.ตอนที่เกิดโรคระบาดใหม่ๆ ไม่มีใครรู้จักว่ามันคืออะไร และก็ไม่รู้จะเรียกมันว่าอย่างไร แต่หลายปีต่อมามีการเรียกโรคระบาดนี้ว่า กาฬโรค เป็นไปได้ว่า มีสองเหตุผลที่ตั้งชื่อว่ากาฬโรค หรือ โรคดำ เหตุผลที่หนึ่ง ในระยะท้ายๆของผู้ที่ติดเชื้อ ผิวจะมีสีดำ เหตุผลที่สอง โรคนี้ได้นำมาซึ่งความน่ากลัวสยดสยองและช่วงเวลาอันมืดมนของผู้คน

5.มีคนคิดว่า เชื้อโรคมาจากอากาศในชั้นใต้ดินที่รั่วไหลออกมายามเมื่อเกิดแผ่นดินไหว

6. มีคนจำนวนหนึ่งที่คิดไปไกลขนาดที่กล่าวหาชาวยิวว่าเป็นผู้นำโรคระบาดมาเพื่อฆ่าชาวคริสต์

7. แม้ว่าโรคระบาดตัวนี้จะกลับมายุโรปอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา แต่มันก็ไม่ได้ร้ายแรงเหมือนในช่วงยุคกลาง

จากเนื้อหาเวปเด็กที่ชื่อ https://www.ducksters.com/history/middle_ages_black_death.php  ผู้เขียนมีข้อคิดจากการเปรียบเทียบกาฬโรคในยุคกลางและโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน ดังนี้คือ

1.คนส่วนใหญ่รับรู้ว่าโรคนี้เป็นเชื้อโรคและไม่เกี่ยวอะไรกับพระผู้เป็นเจ้า แต่จะมีคนส่วนน้อยที่ยังเชื่อว่า โรคเกิดจากการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้า แต่ถ้าโรคนี้ยังระบาดต่อไปเรื่อยๆและมีคนล้มตายมากขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่า คนส่วนใหญ่จะเริ่มหันมาเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าลงโทษ แต่ก็จะมีคนส่วนใหญ่ที่เชื่อว่า ไม่เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า แต่มาจากการที่ธรรมชาติตีกลับพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้คนในยุคสมัยใหม่ที่บริโภคและเสพย์สุขอย่างเกินพอดีและทำลายธรรมชาติ

คนที่ยังเชื่อว่าเป็นการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้า อาจจะไม่ยอมรับคำสั่งของทางการที่ห้ามไม่ให้ประกอบพิธีทางศาสนาที่มีการสวดภาวนาถึงพระผู้เป็นเจ้าร่วมกัน เพราะพวกเขาจะตีความว่า การแพร่กระจายของโรคระบาดและการห้ามไม่ให้ประกอบพิธีทางศาสนาของทางการนั้นเป็นการลองใจพิสูจน์ศรัทธาของมนุษย์ว่าจะเลือกปกป้องชีวิตโดยการละทิ้งพิธีทางศาสนาดังกล่าวหรือจะยังคงมีศรัทธามั่นต่อคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น คนกลุ่มนี้จะมีความคับข้องใจอย่างยิ่งที่จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างแนวปฏิบัติทางสาธารณสุขทางการแพทย์สมัยใหม่กับการยึดมั่นศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า นั่นคือ ทางไหนจะเป็นทางรอดกันแน่ ? ฝืนคำสั่งทางการเพื่อเอาชีวิตรอดในโลกนี้ หรือถ้าไม่รอดในโลกนี้ เพราะเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า แต่เมื่อตายไปแล้ว ก็จะรอดจากนรก หรือเชื่อตามคำสั่งของทางการ โอกาสชีวิตรอดในโลกนี้สูงมาก แต่ไม่รอดนรกหลังตายแน่ๆ

2.คนตายจากกาฬโรคในยุคกลางมีราว 75 ล้านถึง 200 ล้านคน แต่อัตราคนเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ไม่น่าจะสูงถึงขนาดนั้น หากการคาดการณ์การยุติการระบาดของเชื้อของนักวิทยาศาสตร์ถูกต้อง ไม่ว่าจะยุติจากการเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) หรือการค้นพบวัคซีน แต่ถ้าคาดการณ์ผิด ก็ไม่รู้เหมือนกัน ??!!!

158580003166

หน้าตาของไวรัส Coronaviri

3.ประเทศทั่วไปในยุคกลาง มีคนตายมากจนไม่สามารถมีที่ฝังตามปกติได้ ต้องเอาไปโยนทิ้งรวมๆ กันในหลุมใหญ่ๆ ปัจจุบัน บางประเทศก็อยู่ในสภาพเดียวกัน ! 4.นักวิทยาศาสตร์คิดว่า มีแบคทีเรียที่ชื่อ Yersinia pestis ที่เป็นสาเหตุของกาฬโรคส่วนโควิด-19 เป็นไวรัสมีชื่อว่า Coronaviri

5.ตอนเกิดการระบาดของกาฬโรคในยุคกลาง ผู้คนไม่รู้จักโรคนี้ แต่คนสมัยใหม่รู้จักโรคนี้ แต่ไม่เชิงเสียทีเดียว ที่ว่ารู้จักก็เพราะมันเป็นการกลายพันธุ์ของตระกูลไวรัสที่มีต้นกำเนิดจากการแพร่ระบาดของโรคซาร์สในปี พ.ศ. 2546 แต่ที่ว่าไม่เชิงเสียทีเดียวก็เพราะว่ามัน “กลายพันธุ์” ไง !

6.ในยุคกลางมีคนคิดว่า เชื้อกาฬโรคมาจากอากาศในชั้นใต้ดินที่รั่วไหลออกมายามเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่าน่าจะโยงใยกับความเชื่อทางศาสนาและปรัมปราที่ว่า ใต้โลกลงไปมีขุมแห่งความชั่วร้าย ความสกปรกอันเป็นที่สิงสูของวิญญาณร้ายต่างๆ รวมถึงพลังแห่งความเลวทั้งหลาย ดังนั้น ยามที่แผ่นดินไหว หินแยกปฐพีแตก ไอระเหยของความชั่วร้ายเหล่านั้นก็จะเล็ดลอดออกมาคร่าชีวิตมนุษย์ ส่วนโรคโควิด-19 มีนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า เชื้อไวรัสนี้เชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากสัตว์ การเปรียบเทียบลำดับทางพันธุกรรมของไวรัสนี้และตัวอย่างไวรัสอื่น ๆ ได้แสดงความคล้ายคลึงกับ SARS (79.5%) และโคโรนาไวรัสในค้างคาว (96%) ซึ่งทำให้ต้นกำเนิดในค้างคาวเป็นไปได้มากที่สุด 

แม้ว่าปัจจุบันจะไม่ได้คิดเรื่องโรคมาจากความชั่วร้ายใต้ดิน แต่กระนั้น ถ้าไม่คิดเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์ เราก็จะพบว่า การโยงใยไปที่ค้างคาว ก็ดูจะยังคงวนเวียนอยู่กับสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้ายและมืดมนอนธการอยู่ดี

7.ในยุคกลาง มีคนจำนวนหนึ่งที่คิดไปไกลขนาดที่กล่าวหาชาวยิวว่าเป็นผู้นำโรคระบาดมาเพื่อฆ่าชาวคริสต์ ในศตวรรษที่ 20 ยังคิดในแบบโยนความผิดทางเชื้อชาติอยู่ โดยกล่าวหาว่า คนจีนกินเนื้อสัตว์ป่าแปลกๆ ที่ปกติคนชาติอื่นเขาไม่กินกันทำให้เกิดโรคระบาดนี้ ขณะเดียวกัน คนจำนวนไม่น้อยคิดในแบบสมคบคิดว่า จีนตั้งใจปล่อยเชื้อสู่โลกโดยจริงๆมีวัคซีนแล้ว และพร้อมขาย ขณะเดียวกันก็มีอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า เป็นฝีมือของอเมริกันที่ต้องการหยุดหรือชะลอการเจริญเติบใหญ่ทางอำนาจเศรษฐกิจของจีน และยอมปล่อยให้คนอเมริกันติดเชื้อและตายไปบ้าง จะได้เนียนๆ และก็มีวัคซีนแล้วเช่นกัน

8.เข้าใจว่าในยุคกลาง ผู้ที่สถานะเป็นหมอก็คงไม่ต่อสู้และพยายามรักษาและช่วยชีวิตผู้ป่วยอย่างเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสและไม่ย่อท้อเหมือนบุคคลากรทางสาธารณสุขในปัจจุบัน เพราะนอกจากหมอในยุคกลางจะไม่รู้และไม่เข้าใจที่มาและวิธีการรักษาผู้ป่วยแล้ว หมอในยุคกลางอยู่ในความเชื่อว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าส่วนบุคลากรสาธารณสุขปัจจุบันเชื่อมั่นในเจตจำนงของมนุษย์และองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์สามารถค้นพบได้ในการฝ่าฟันเอาชนะวิกฤตโรคระบาด 

9.ในอดีต แม้ว่าโรคระบาดตัวนี้จะกลับมายุโรปอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา แต่มันก็ไม่ได้ร้ายแรงเหมือนในช่วงยุคกลาง เชื่อว่าก็จะเป็นแบบนี้เช่นกันในกรณีของโควิด-19 คือกลับมาอีก แต่คิดว่าน่าจะแตกต่างจากกาฬโรคในอดีตก็คือ เมื่อโควิดนี้กลับมา มันจะกลายพันธุ์ทุกครั้งและน่าจะร้ายแรงมากกว่าเดิม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า การยุติการระบาดครั้งแรกมาจากการเกิดภูมิคุ้มกันหมู่มากแค่ไหน หรือยุติโดยวัคซีน เพราะการกลายพันธุ์มันน่าจะเกิดจากสภาพสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ที่สลับซับซ้อนกว่าในประวัติศาสตร์ และการกลายพันธุ์ย่อมเป็นผลโดยตรงจากการใช้วัคซีน เหมือนยุงกับยากันยุง ที่ฉีดแรกๆ ก็ตายกันเป็นเบือ แต่ต่อมาลูกน้ำที่เกิดในสายน้ำที่มีสารยากันยุงเจือปนอยู่บ้างที่ไม่ขนาดทำให้ลูกน้ำตาย มันก็จะค่อยๆปรับตัวหรือกลายพันธุ์เป็นยุงที่ทนยากันยุง และแน่นอนว่า มนุษย์เองก็ย่อมต้องกลายพันธุ์ไปด้วยเช่นกัน และเราก็จะเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “post-human” คือเราจะกลายเป็นอะไรที่ไม่เหมือนมนุษย์อย่างที่เคยเข้าใจ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรนอกจากสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นหลังจากมนุษย์” (อันนี้ ถ้าผิดหลักวิทยาศาสตร์ ก็ขอให้ผู้รู้ชี้แนะด้วยครับ อย่าเชื่อนักรัฐศาสตร์มากนัก)

ดูบทความทั้งหมดของ ไชยันต์ ไชยพร

แชร์ข่าว :
Tags: