ดร.บวร ปภัสราทร

ดูบทความทั้งหมด

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประจำคอลัมน์ "ก้าวไกล วิสัยทัศน์"

30 มีนาคม 2563
219

ในวิกฤติได้ใจก่อนได้งาน

วิกฤติโรคระบาดเปลี่ยนแทบทุกอย่างในช่วงเวลาสั้น อย่างที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน การงานวันนี้ที่ยังทำกันต่อไปได้ถือเป็นเรื่องที่ดีวิเศษมากแล้ว

 ผู้บริหารที่เป็นผู้นำที่แท้จริงจะไม่คาดหวังอะไรมากไปกว่างานยังพอเดินได้ โดยทีมงานไม่เจ็บไม่ไข้ และไม่เสี่ยง ไม่กระทำในทางตรงข้าม คือเคี่ยวเข็ญเอาผลงานกันในยามยาก ยามที่ทำการงานในสำนักงานไม่ได้ ต้องแยกย้ายกันไปทำงานจากบ้าน โดยใช้เครื่องมือดิจิทัลที่ต่างคนต่างเพิ่งเรียนรู้ จึงเป็นไปได้น้อยมากที่การงานจะเหมือนเดิมปล่อยวางบางอย่างไปบ้างอย่ายึดแน่กับทุกเป้าหมายที่เคยวางไว้

ถ้ายังยึดกฎเกณฑ์กติกาในยามปกติมาขับเคลื่อนในยามคับขัน งานหลายอย่างจะไปไม่ได้ หรือไปได้แบบไร้ตรรกะ อุตส่าห์ประกาศให้อยู่ทำงานกันที่บ้านใครบ้านมัน เพื่อลดการติดต่อของโรคภัยไข้เจ็บ บอกให้ใช้วิธีการประชุมกันแบบทางไกลใช้สื่อดิจิทัลเป็นสำคัญ แต่กำชับว่าให้ปฏิบัติตามระเบียบการประชุมทางไกลที่ประกาศใช้กันมาตั้งแต่วันที่ผู้คนในโลกนี้ยังไม่ใช้วีดิโอคอลใช้งาน จะประชุมทางไกลต้องมีห้องประชุมใหญ่ๆ มีอุปกรณ์ประชุมทางไกล มีกล้อง มีจอภาพใหญ่ๆ

เลยกำหนดไว้ว่า 1 ใน 3 ของคนประชุมต้องอยู่ในห้องประชุม จึงจะเรียกว่าเป็นการประชุม ทำให้อย่างน้อย 1 ใน 3 ของทีมงานต้องเดินทางมารวมตัวอยู่ในห้องเดียวกันแทนที่จะต่างคนต่างอยู่คนละที่ เพื่อลดโอกาสที่จะติดโรคติดต่อ บางคนต้องใช้บริการขนส่งสาธารณะมาใส่หน้ากากนั่งห่างกัน 2 เมตร ในห้องปรับอากาศที่เป็นระบบปิดที่อากาศถ่ายเทไม่ดี เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบเจตนาอยากให้คนทำงานห่างๆ กัน จึงไร้ผล เพราะตั้งใจห่างแต่ระเบียบบอกว่าต้องใกล้ยามวิกฤติ จะกำหนดให้ทำตามระเบียบใดช่วยดูด้วยว่าระเบียบนั้นยังเหมาะสมจะใช้ในวันที่มีวิกฤติอยู่หรือไม่ อย่าทำแค่ชี้นิ้วสั่ง โดยไม่ดูไส้ในของคำสั่งให้ถ่องแท้เสียก่อน

คนเราเมื่ออยู่กับวิกฤติที่ทำท่าจะยืดยาว ใจก็หายไปเยอะแล้ว ถ้าเขายังพอมีความหวังกับการนำของผู้บริหาร เขายังเชื่อว่าผู้บริหารนำเขาให้รอดวิกฤติได้ เขาจะยังมีใจลุยการงานต่อไป ผู้นำจึงมีหน้าที่สำคัญในการสร้างความหวังบนความศรัทธาที่มีต่อผู้นำ ไม่ใช่เอาแต่กำกับ สั่งการ ตำหนิในเรื่องเล็กน้อย สั่งการกันแบบคาดโทษทำไม่ได้ก็ปลด ไม่มีใครที่ใจหินไม่สะทกสะท้านกับวิกฤติเพียงแต่จะแสดงออกให้ปรากฏมากน้อยแค่ไหน ความหวังที่จะรอดจากวิกฤติเป็นสิ่งสำคัญสิ่งเดียวที่จะทำให้คนยังคงทนทำการงานต่อไปได้ ไม่ใช่ทำไปเพราะเกรงกลัวการสั่งการคาดโทษ ถ้าวันหน้าฉันเชื่อว่าฉันไม่รอดจากวิกฤติจะเจอโทษอะไรก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกแล้ว ผู้นำให้ความหวังผู้บริหารที่ไม่ใช่ผู้นำให้คำขู่

ที่ยากขึ้นไปอีกคือ ผู้นำจะทราบอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของทีมงานได้อย่างไร จากสื่อดิจิทัลที่ใช้เป็นช่องทางในการทำงานทดแทน การเจอะเจอกัน แม้จะขยันสื่อสารกันทุกวันทั้งเช้าทั้งเย็น แต่สื่อสารทางเดียว ทั้งคุย ทั้งสั่งการ ทั้งทำท่าทางเหมือนปลอบใจ ให้กำลังใจ ข้อความในไลน์กลุ่ม มีแต่ของนายใหญ่กับอีกไม่กี่คน ที่ชอบออกตัวสารพัดเรื่อง ดูสถิติข้อความในไลน์ 80-90% เป็นของนายใหญ่ แทบไม่มีทีมงานโผล่มาให้เห็นกัน

แปลว่าที่คุยที่สั่งที่ปลอบใจกันทั้งวันนั้นอาจไม่มีผลอะไรสักอย่าง ดังนั้นอย่ามัวแต่เป็นผู้นำแชทอยู่หน้าแป้นพิมพ์ทั้งวัน แล้วบ่นในไลน์กลุ่มว่าบริหารงานจากที่บ้านเหน็ดเหนื่อยจริงๆ ลองใช้สื่อดิจิทัลแบบอื่นๆ ที่เห็นหน้าเห็นตาในการเจอะเจอทีมงานบ้าง เห็นหน้า เห็นตานิดเดียวก็พอจะรู้ได้แล้วว่า ทีมงานเครียดแค่ไหน ยังมีความหวังกันบ้างหรือไม่ ซึ่งทำได้ง่ายกว่าเดาความรู้สึกจากข้อความแชทและความถี่ที่ปรากฏในไลน์กลุ่มมากมายนัก

ใครจะเป็นผู้นำในยุคใดสมัยใดก็ตาม ผู้นำจะมีผู้ตามได้ต่อเมื่อเขารู้สึกว่าเขายังมีคุณค่ากับการงานเขา ไม่ต้องกังวลกับการข่มขู่เคี่ยวเข็ญ เขายังมีความหวังในยามวิกฤติ ถ้าเขาไม่มีสิ่งเหล่านี้งานที่ทำไปจะกลายเป็นโกลาหลกลางวิกฤติ

โดย... ดร.บวร ปภัสราทร

ดูบทความทั้งหมดของ ดร.บวร ปภัสราทร

แชร์ข่าว :
Tags: