ทัศนะจากผู้อ่าน

ดูบทความทั้งหมด

ผู้อ่านสามารถส่งเรื่องมาได้ที่ [email protected]

30 มีนาคม 2563
344

จิตตื่นรู้ จิตสร้างโลกใหม่เพื่อมนุษยชาติ(จบ)

สืบเนื่องจากมนุษย์สร้างและขับเคลื่อนโลกด้วยความหลงในอำนาจอยากได้อยากมีที่ติดตัวมนุษย์แต่กำเนิด และได้เร่งค้นสรรพวิชาเพื่อมาสนองความอยากได้

 อยากมี จนสามารถครอบครองโลกใบนี้และขับเคลื่อนโลกใบนี้ด้วยจินตนาการ และอหังการว่าข้าต้องได้ ต้องมี ต้องเป็นฐานคิดนี้เป็นฐานที่นำพาพัฒนาโลกมนุษย์สู่ยุคที่ทันสมัยสุดๆ

ซึ่งเป็นความทันสมัยและล้ำสมัยด้วยจิตที่หลงว่ารู้ ความเป็นไปของโลก (โลกีย์) เป็นวิสัยของมนุษย์ขับเคลื่อนหรือพัฒนาสู่แนวโน้มหายนะทั้งกระแสเศรษฐกิจ การเมือง ทั้งระดับโลกและท้องถิ่น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงวนอยู่ และจมกับการพัฒนาที่ไม่พัฒนา ทั้งนี้เป็นเพราะเราขับเคลื่อนโลกตามวิสัยของจิตมนุษย์ที่หลงตนในความเป็นจริงแล้วเราแต่ละคนมีธรรมชาติของความเป็นพุทธะ หรือพระเจ้า หรือจิตดวงใหญ่ ตามแต่จะกล่าวนั่นคือธาตุรู้มีอยู่ในตัวเราทุกคน หากแต่ไม่ตื่นขาดความเบิกบานเป็นเพราะจิตหลงติดถูกบดบังธรรมชาติที่แท้จริงของเรา

หนทางสู่การตื่นรู้ จากแนวคิดที่นำเสนอมาข้างต้นขอขยายความให้เห็นความเชื่อมโยงเพื่อประโยชน์ทั้งทางการศึกษาและหลักการเพื่อนำไปพัฒนาคน (จิต) สังเคราะห์จากหลักอิทัปปัจจยตาไว้ดังนี้

1.ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะจิตไม่รู้สภาวะทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม เป็นเหตุปัจจัยให้มีชีวิตด้วยความกลัว ไม่รู้จะทำอย่างไรให้ชีวิต สังคม ดีขึ้น พัฒนาขึ้น

2.เพราะความกลัว จึงมีพฤติกรรมดิ้นรนต่อสู้เพื่อการอยู่รอด ความกลัวเป็นเหตุปัจจัยหาทางออกให้กับชีวิตและสังคมผิดทางบ้างไม่ตรงตามวัตถุประสงค์บ้าง หรือหลงสร้างวัตถุประสงค์สนองสิ่งที่ตนหลงอยู่บ้าง หรือดำเนินการผิดบ้าง ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะความหลงและความกลัวที่ฝังในฐานคิดของมนุษยชาติ และอาศัยความกลัวนี้จึงพยายามในทุกวิธีการ ทุกศาสตร์เพื่อความปลอดภัยแห่งชีวิต ท้ายสุดเพื่อสนองความกลัวหากแต่ยังเจือด้วยความหลงพร่ามัว ที่สำคัญหลงในฐานคิด หลงในตน เมื่อหลงเป็นเวลานานๆ เกิดความเคยชินฝังติดยึดเป็นพฤติกรรมเป็นผลร่วมของมนุษยชาติ ข้อนี้เป็นเพราะความกลัวและหลงทำหน้าที่ขับจิต

3.เพราะความไม่รู้และหลงได้ทำให้มนุษย์เดินหลงทาง หรือพัฒนาศาสตร์องค์ความรู้ต่างๆ เท่าที่มนุษย์จะพัฒนาได้ตามสติปปัญญาของมนุษย์ในสมัยนั้นๆ ทั้งการปกครองและศาสนา ซึ่งเกิดจากการที่มนุษย์ได้ประสบกับหายนะจากความไม่รู้ จึงเกิดคำถามเพื่อค้น (วิจัย) เกิดคำถามหาทางออกจากความหลงตามข้อ 2 การตระหนักรู้จากประสบการณ์ที่ผิดพลาดนำพาออกจากเป้าหมาย การตระหนักรู้เพราะประสบหายนะจากการที่ตนหลงผิดและก้าวผิด ข้อนี้จึงเป็นการปลุกจิตให้ตระหนักรู้จากคำถาม หากไม่เกิดการตระหนักรู้เพื่อหาคำตอบ และสำคัญผิดในองค์ความรู้เดิม มนุษย์โลกยังวนอยู่ตามข้อ 2 เท่านั้น ข้อ 3 นี้เป็นหัวเลี้ยวสู่ข้อ 4 อันเป็นฐานของจิตตื่นรู้

4.เพราะตระหนักรู้ เพราะทนอยู่ต่อไม่ได้ เพราะพร่ามัว จึงตระหนักต่อสภาพปัญหาค้นหาตัวรู้ เมื่อได้ความรู้ เกิดวิชา เกิดธรรม เกิดวิธีการ สุดแท้จะกล่าวขาน แล้วนำมาสู่การลงมือปฏิบัติ ข้อนี้มีความสำคัญอยู่ที่ตัวรู้นั้นเป็นตัวรู้ที่จริงแท้ ในที่นี้ยังคงตีกรอบที่ความรู้เรื่องสภาวะจิต ในฐานะตัวขับเคลื่อนทุกอย่างของโลก เมื่อเข้าใจสภาวะจิตย่อมเข้าใจเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก

หากความรู้ที่เป็นขยะก็ป้อนข้อมูลสู่จิตแบบผิดๆ ในที่นี้จึงกล่าวว่าเข้าใจสภาวธรรม อันเป็นตัวรู้ที่ทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่ก่อปัญหาแก่มนุษย์เอง และต้องไม่หลงในตัวรู้ เท่ากับรู้ผิดจะส่งผลให้เกิดการปฏิบัติผิด นั่นเท่ากับฐานคิดผิด กิจกรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมยิ่งพร่ามัวตามมาต่อเนื่อง กล่าวคือปฏิบัติด้วยสำคัญผิดว่าถูก

5.เพราะลงมือปฏิบัติด้วยฐานคิดที่ถูก ด้วยวิธีการที่เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นจริงตามสภาวะตามเนื้อหา ทำให้เห็นความจริงของจิตตนและจิตสังคม หรือพัฒนาตามแนวนี้ หรือการสังเคราะห์แนวคิดนี้ไปสู่การพัฒนา จะเข้าสู่ภาวะของจิตตื่นรู้ กล่าวคือเห็นประโยชน์ เห็นมายา นำพาสู่ขั้นจิตตื่นรู้

6.เพราะจิตตื่นรู้ นำการพัฒนาจึงเป็นการพัฒนาตามสภาพความเป็นจริงของตนและสังคม เป็นสภาวะจิตที่เหมือนกันของมนุษยชาติ จิตตื่นรู้จึงเป็นจิตเข้าสู่สภาวะเดิมไร้ขอบเขต ไร้การแบ่งแยกมีความบริสุทธิ์ นั้นคือตื่นรู้มีสภาวะเหมือนกัน

และในขั้นสุดท้าย 7.เพราะจิตสังคม (ความคิดเสมอกันหรือมีมุมมองไปในทางเดียวกัน) มีมุมมองต่อเพื่อนมนุษย์ในมิติเหมือนกันก้าวข้ามสมมติบัญญัติ ที่สังคมกำหนดขึ้นตามคติความเชื่อ ค่านิยม วิถีชีวิต หากแต่มองสังคมมนุษย์ในความเป็นจิตสังคม กล่าวคือจิตตื่นรู้มีสภาวะความเป็นมนุษย์เหมือนกันเป็นแนวคิดที่กว้างไม่แคบ เพราะก้าวข้ามความหลง จิตสู่ภาวะเป็นเอกภาพคือความเป็นหนึ่งเดียว หรือเรียกว่าภาวะนิพพาน ในระดับปัจเจกจิตรู้ทันสภาวะที่มากระทบรุมเร้าให้หลง ไม่ยึดติดไม่มีสิ่งหน่วงเหนี่ยวจิตให้กังวล เป็นอาการของจิตที่อยู่เหนือความกังวล เพราะเชื้อปรุงแต่งจิตได้หมดเพราะรู้ทันมายาและอาการ ในแง่สังคมมีฐานคิดที่ถูก ตื่นรู้ ตระหนักรู้ในภาวะวิกฤติที่กำลังเผชิญอยู่ ลงมือนำพาพัฒนาสังคมสู่การตื่นรู้

โดย... 

ผศ.ดร.ชมพู โกติรัมย์

[email protected]

ดูบทความทั้งหมดของ ทัศนะจากผู้อ่าน

แชร์ข่าว :
Tags: