ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร

ดูบทความทั้งหมด

นักวิชาการอิสระ / ผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมด้านภาษาอังกฤษ

2 มีนาคม 2563
211

ประเทศไทยต้องการนโยบายด้านโครงสร้าง (Structural Policy)

ประเทศไทยมีแค่นโยบายการเงิน(Monetary Policy) กับนโยบายการคลัง (Financial Policy) ที่ช่วยแก้ปัญหาระยะสั้น

แต่ไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อต้องแก้ปัญหาระยะยาวสิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญคือ นโยบายด้านโครงสร้าง (Structural Policy)

ในการรับฟังความเห็นของประชาชนจากเวทีปฏิรูปทั่วประเทศกว่า 800 เวที โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. และจากเกือบสิบช่องทางที่เปิดเสนอความเห็น ตลอดจนการจัดการสัมนาระดับกลุ่ม (Focus Group) พบว่าเรื่องการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง เป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญไม่น้อย จากข้อเสนอแนะรวมทั้งสิ้น 3,357 ข้อความ มีความหลากหลาย และการจัดหมวดหมู่ทำได้ยากกว่าประเด็นอื่นๆ ทางคณะทำงานของคณะอนุกรรมาธิการสังเคราะห์ประเด็นปฏิรูป สปช. ได้จัดรวบรวมเรียงลำดับ 10 อันดับแรกในรูปร้อยละพบว่า

  1. ปฏิรูประบบและกระบวนการ (ด้านเศรษฐกิจทั่วไป) สูงสุด ที่ 19.24% ของทั้งหมด
  2. ปฏิรูปโครงสร้างองค์กรและบุคคลากร(ด้านเศรษฐกิจทั่วไป) สูงอันดับสอง ที่ 13.12% ของทั้งหมด
  3. ปฏิรูปพัฒนาวิสาหกิจชุมชนและรายย่อย สูงอันดับสาม ที่ 5.42% ของทั้งหมด
  4. ปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมและลดช่องว่างโดยการเก็บภาษีเงินได้จากภาษีใหม่ให้มากขึ้น สูงเป็นอันดับสี่ ที่ 5.27% ของทั้งหมด
  5. ปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ และการปฏิรูปด้านการพัฒนาระบบเกษตรให้ยั่งยืน สูงอันดับห้าเท่ากัน ที่ 4.20% ของทั้งหมด
  6. ปฏิรูปการพัฒนากฎหมายเพื่อป้องกัน ลด จำกัด หรือขจัดการผูกขาดและการกีดกันการแข่งขัน สูงเป็นอันดับหก ที่ 3.99% ของทั้งหมด
  7. ปฏิรูปการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ และปฏิรูปด้านระบบและกระบวนการ (ด้านการคลัง) สูงเป็นอันดับเจ็ดเท่ากัน ที่ 3.84% ของทั้งหมด
  8. ปฏิรูปกลไกบูรณาการและการขับเคลื่อนแผนชาติ สูงเป็นอันดับแปด ที่ 3.48% ของทั้งหมด
  9. ปฏิรูปการพัฒนาระบบตลาดเงินตลาดทุนให้เป็นธรรม สูงเป็นอันดับเก้า ที่ 3.34% ของทั้งหมด และ 10. ปฏิรูประบบและกระบวนการ (ด้านการเงินและการออม) สูงเป็นอันดับสิบ ที่ 3.28% ของทั้งหมด

เมื่อรวมจำนวนความถี่ของข้อเสนอแนะทั้งหมดใน 10 ลำดับแรก (รวม 12 ประเด็นด้วยกัน) พบว่าสูงเป็น 76.62% ของทั้งหมด 3,357 ความเห็น

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาเฉพาะความเห็นของประชาชนทั้งหมดเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้าง องค์กร และบุคคลากร ทั้งด้านเศรษฐกิจโดยทั่วไป การเงิน และการคลัง มีสูงถึง 527 ความเห็น หรือ 15.70% ของทั้งหมด และยิ่งเป็นเรื่องปฏิรูปด้านระบบและกระบวนการของทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังแล้ว มีความเห็นสูงสุดถึง 885 ความเห็น หรือถือเป็นร้อยละ 26.36 ของความเห็นทั้งหมดทีเดียว

จากข้อมูลข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า ในการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลังนั้น ดูจะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจระดับมหภาค (Macro Economics) เป็นส่วนใหญ่ และประเทศไทยจะเน้นในสองนโยบายหลักคือนโยบายด้านการเงิน (Monetary Policy) กับนโยบายด้านการคลัง (Financial Policy) นโยบายด้านการเงินนั้นเป็นหน้าที่ของธนาคารชาติที่จะกำหนดออกมาในรูปแบบของของการปรับและควบคุมอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นหรือลดความต้องการในการลงทุนเป็นสำคัญ 

ส่วนนโยบายด้านการคลังจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่จะกำหนดอัตราภาษีทั้งหลายเพื่อกระตุ้น จูงใจ หรือลดความต้องการในการลงทุน แต่แม้ทั้ง 2 นโยบายนี้จะถูกใช้ควบคู่กัน ก็เป็นเพียงนโยบายแก้ปัญหาที่ช่วยให้เกิดความเสถียรทางเศรษฐกิจ(Stabilization Policies) ระยะสั้นเท่านั้น และถือเป็นการบริหารจัดการด้านอุปสงค์หรือความต้องการ (Demand Management) เป็นหลัก ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศ

สภาวะปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานและหยั่งรากลึก ทำให้เกิดปัญหาอุปสงค์ (Demand) ที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป (Excessive or Inadequate Demand) ซึ่งอาจเกิดจากนโยบายของรัฐ หรือทางปฏิบัติของภาคเอกชนที่ทำให้เกิดการขัดขวางประสิทธิภาพของการผลิตสินค้าหรือบริการที่เหมาะสมกับอุปสงค์ การแก้ปัญหาจึงต้องแก้ที่โครงสร้างของเศรษฐกิจ โดยออกนโยบายด้านโครงสร้าง (Structural policy) อันนอกเหนือจากนโยบายด้านการเงิน (Monetary Policy) และนโยบายด้านการคลัง (Fiscal Policy)

สถาบันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ ตระหนักในความสำคัญของนโยบายด้านโครงสร้างอย่างมากและพยายามให้ประเทศกำลังพัฒนาได้ตระหนักถึงนโยบายนี้ เพราะนโยบายสร้างความเสถียรระยะสั้นเหมาะสมกับปัญหาระยะสั้นเท่านั้น เช่นช่วยทำให้ผลิตภาพจากการใช้ทรัพยากรสูงขึ้น นโยบายแก้ปัญหาระยะสั้นเช่นการปรับโครงสร้างภาษี การใช้จ่ายงบประมาณ การปรับอัตราดอกเบี้ย การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ถือเป็นการสร้างความเสถียรระยะสั้น แต่เมื่อปัญหาทอดยาวออกไป การเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การปรับเพิ่มอุปทาน (Supply) ทั้งหลาย รัฐบาลจะต้องรู้ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างหลักทางเศรษฐกิจ อาทิ การกำหนดราคาควรกำหนดอย่างไร การเงินภาครัฐ (Public Finance) จะทำอย่างไร รัฐวิสาหกิจ กฎระเบียบทางการเงิน กฎระเบียบด้านแรงงาน ความมั่นคงปลอดภัยของสังคม และสถาบันต่างๆที่เกี่ยวข้อง ควรเป็นอย่างไร

ปัญหาการเงินและหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นในยุโรปก็ดี และการเจริญเติบโตที่ช้าลงของประเทศกำลังพัฒนาก็ดี ชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องของนโยบายโครงสร้าง มากกว่านโยบายการเงินการคลังเท่านั้น เราต้องปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินการคลัง สถาบันและกฎระเบียบเพื่อให้ผลิตภาพของผลผลิตเราก้าวหน้า เพิ่มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพื่อให้การสร้างความมั่นคงระยะสั้นประสบผลสำเร็จ

การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจตามที่ประชาชนเสนอมานี้มีความหลากหลาย ที่สภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้นำไปศึกษาต่อและให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความเห็นและข้อเสนอแนะให้มีการปฏิรูปด้านระบบและกระบวนการ และปฏิรูปโครงสร้าง องค์กรและบุคคลากร ที่ประชาชนมีความเห็นร่วมกันถึง 42.06% หากไม่มีการปฏิรูปด้านโครงสร้างกันอย่างจริงจัง จะถือว่าเมินต่อเสียงเรียกร้องของประชาชนทั้งประเทศ

การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจำเป็นจะต้องมีทั้งการสร้างความเสถียร (Stabilization) ระยะสั้น และนโยบายด้านโครงสร้าง (Structural Policies) ระยะยาว คอยสนับสนุนซึ่งกันและกัน นโยบายด้านการสร้างความเสถียรระยะสั้นเป็นการปูพื้นสำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว เช่นทำให้ภาวะเงินเฟ้อลดลง ทำให้การบริโภคและการลงทุนเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยเรื่องการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล (Government Deficit) แต่นโยบายด้านโครงสร้างที่ดีจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับมหภาคให้มีความสมดุลย์มากขึ้น สร้างประสิทธิผลในการสร้างความเสถียรของมาตรการระยะสั้น ก่อให้เกิดการแข่งขัน ทำให้ราคาสินค้าและบริการลดต่ำลง ซึ่งจะมีผลต่อการลดภาวะเงินเฟ้อให้ต่ำลงได้

ดูบทความทั้งหมดของ ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร

แชร์ข่าว :
Tags: