ดร.บวร ปภัสราทร

ดูบทความทั้งหมด

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประจำคอลัมน์ "ก้าวไกล วิสัยทัศน์"

24 กุมภาพันธ์ 2563
261

วิกฤติที่ยาวนาน

ถ้าเจอวิกฤติที่รุนแรงเฉียบพลันที่มักสร้างความเสียหายเกิดขึ้นมากมาย ผู้คนจะรับมือกับวิกฤตินั้นได้ดีกว่าวิกฤติที่ยาวนานเพราะวิกฤติมาเร็วไปเร็ว

เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนจนรู้ชัดเจนแล้วว่าแย่แค่ไหน ที่เหลืออยู่จึงเป็นการพยายามแก้ไขฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพเดิม แต่วิกฤติที่ยาวนานนั้นเห็นผลความเสียหายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าวิกฤตินั้นจะคงอยู่อีกยาวนานแค่ไหน ผู้คนจึงต้องทนอยู่กับวิกฤตินั้นโดยไม่รู้ชัดเจนว่าอะไรจะแย่ลงแค่ไหน แต่ละวันที่ผ่านไปจึงดูเหมือนไม่มีอะไรดีขึ้น จะลงมือแก้ไขความเสียหายก็ยังไม่รู้ว่าต้องตระเตรียมกันเพิ่มอีกแค่ไหนเพื่อรับมือความเสียหายที่ยังมาไม่ถึง การทำงานภายใต้วิกฤติยาวนานนี้จึงมีความกดดันสูงและยิ่งนานวันความกดดันนั้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้นการงานทุกอย่างก็จะยากขึ้น เพราะทำงานกันไปโดยคาดเดาไม่ได้ว่าอะไรจะแย่ลงเมื่อใด

ถ้าเจอวิกฤติที่มีแววจะอยู่ยาวนานให้ตั้งหลักให้ดี โดยเฉพาะหากรับทราบข่าวสารเกี่ยวกับวิกฤตินั้นแล้วตระหนกตกใจมากเกินไปจนทำอะไรไม่ถูก ข่าวสารบอกล่าวเหมือนกับโลกจะแตกวันนี้พรุ่งนี้ ให้ชะลอการรับรู้ข่าวสารเรื่องนั้นไว้สักนิดจนกว่าจะตั้งสติได้ดีพอจะวินิจฉัยได้ว่า ส่วนใดที่น่าเชื่อ ส่วนใดที่เป็นการเป่าฝุ่นให้ฟุ้งเกินกว่าที่เป็นจริง เมื่อมีสติเพียงพอในการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับวิกฤตินั้น เราจะประเมินได้ว่าเรามีความเสี่ยงอะไรกับวิกฤตินั้นมากน้อยแค่ไหน เสี่ยงต่อสุขภาพ เสี่ยงต่อการงาน เสี่ยงต่อรายได้อย่างไรบ้าง เมื่อทราบความเสี่ยงแล้วก็หนหนทางเตรียมตัวรับมือกับความเสี่ยงแต่ละเรื่องไว้ล่วงหน้า ถ้าเสี่ยงเรื่องสุขภาพก็ต้องเตรียมความแข็งแรงให้ร่างกายเอาไว้ก่อน เสี่ยงต่อการงานก็ต้องหาหนทางทำงานให้ได้ภายใต้วิกฤตินั้น ลองเตรียมแผนว่าถ้าต้องทำงานท่ามกลางวิกฤตินั้น งานส่วนไหนต้องปรับเปลี่ยนไปเป็นอย่างไรเพื่อให้เอาชนะอุปสรรคนานาประการที่เป็นผลมาจากวิกฤตินั้น หากมีขึ้นจริง คิดล่วงหน้าไว้ก่อนผลกระทบจากวิกฤติจะมาถึงตัวเพราะถึงตอนนั้นจะทำอะไรก็อาจยากเย็น ในการหาทรัพยากรสนับสนุนต่างๆ ระลึกไว้เสมอว่า วิกฤติแทบทุกแบบล้วนสร้างปัญหากับทรัพยากรที่เรามีที่เราใช้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มีวิกฤติไม่ว่าเล็กว่าใหญ่ต้องมีอะไรสักอย่างที่หายากหรือต้องแย่งกันใช้ ถ้าเราคิดไว้ก่อนเตรียมไว้ก่อนก็ไม่ต้องเหนื่อยกับทั้งวิกฤติและการแย่งชิงทรัพยากร

ความเสี่ยงทางการเงินเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่รอให้เจอแล้วแก้ไขไม่ได้ ถ้ารอจนกระทั่งวิกฤติทำให้ต้องหยุดงานการแปลว่า วิกฤติทำให้รายได้หายไป ถ้ามีโรคระบาดรุนแรงกว้างขวาง คนไปตลาดชอปบิ้งจะหายไป คนซื้อไม่ยอมออกไปซื้อ คนขายรายได้ก็หายไป ถ้าเงินทองที่หากินมาได้นั้นเรามีพันธะหนี้สินผูกพันไว้แทบทั้งหมดก็ต้องคิดล่วงหน้ากันไว้ก่อนว่าจะรับมือหนี้สินนั้นได้อย่างไร หากรายได้หดหายไป อย่าตั้งความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าถ้าวิกฤติทำให้รายได้ผู้คนหดหายไปจะมีอัศวินสีนั้น สีนี้ ลอยมาช่วยแก้ไข

ในทางตรงข้ามต้องไม่ประมาทว่า คงไม่เป็นไร นึกไปเองว่าวิกฤตินั้นคงไม่ถึงตัวเราเพราะเรามีเกจิอาจารย์คุ้มครองอยู่ ให้ตั้งสติ ตรึกตรองดูว่าความน่าจะเป็นที่วิกฤติจะเข้าใกล้ตัวเรานั้นมีมากแค่ไหน เมื่อตระหนักแล้วว่าวิกฤติอาจมาถึงตัวเราได้ ให้ประเมินความเสี่ยงเรื่องต่างๆ ที่ตามแนวทางที่บอกล่าวในเบื้องต้น 

อย่างไรก็ตาม มีอาการหนึ่งที่เจอะเจอบ่อยจากผู้คนที่ประมาทกับวิกฤติ เมื่อตระหนักแล้วว่าวิกฤติเข้าใกล้ตนเองมากว่าที่เคยคิดก็จะเที่ยวโยนว่าเป็นความผิดของใครคนไหน มัวแต่ไปจริงจังกับการกล่าวโทษต่อว่าต่อขานมากกว่าการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่พึงมี แล้วหาหนทางให้พร้อมรับมือระวังอย่าเปลี่ยนจากการประมาทว่าไม่ใช่เรื่องที่จะมาถึงตัวไปเป็นอาละวาดด่าไปทั่ว โดยไร้กลไกในการตระเตรียมรับมือ ทำเสมือนหนึ่งว่าด่าใครสักคนว่าเป็นต้นเหตุแล้ววิกฤติจะหายไปเอง ทำเสมือนหนึ่งว่าเล่นงานใครสักคนที่เราโทษว่าเป็นต้นเหตุ ไล่ออกไปแล้ววิกฤติจะหายไป

ใครที่คิดทำนองนี้จะเป็นคนที่จมอยู่กับวิกฤติยาวนานกว่าคนอื่น

 

ดูบทความทั้งหมดของ ดร.บวร ปภัสราทร

แชร์ข่าว :
Tags: