ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร

ดูบทความทั้งหมด

นักวิชาการอิสระ / ผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมด้านภาษาอังกฤษ

16 มกราคม 2563
247

ทำไม 4 องค์กรรัฐ จึงไม่ต้องส่งเงินคืนคลัง

ในการอภิปรายของ ส.ว. ท่านหนึ่ง คือนายสมชาย แสวงการ (ขออภัยที่เอ่ยนาม) ในวันที่พิจารณารายงานประจำปีของทีวีไทยพีบีเอส วันก่อน

กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)วินัยการเงินการคลังของรัฐปี 2561 ทุกองค์กรรัฐไม่ว่าหน่วยราชการหรือไม่เป็นหน่วยราชการ รวมถึงองค์กรมหาชน เมื่อมีเงินเหลือจากงบประมาณจะต้องส่งคืนคลัง

ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องการนำเงินที่หน่วยงานใช้ไม่หมดมาเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ไม่ใช่ปล่อยให้ค้างท่อเก็บไว้โดยไม่ได้ทำประโยชน์ ซึ่งไม่ใช่แค่เงินเหลือจากงบประมาณ แต่รวมถึงเงินนอกงบประมาณ ตามที่กำหนดไว้ใน มาตรา 4 และ 61 ที่กำหนดว่า....เงินนอกงบประมาณให้มีเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่...เงินนอกงบประมาณของหน่วยงานรัฐให้นำมาฝากที่กระทรวงการคลัง เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น...

จึงสงสัยว่า 4 องค์กรที่ประกอบด้วย ไทยพีบีเอส สสส. สปสช. และอีกองค์กรหนึ่งที่ไม่ทราบชัด มีเหตุผลอะไรที่ไม่ส่งเงินคืนคลัง แต่เก็บไว้เสียเอง

องค์กรเหล่านี้มีเงินได้จากภาษีสรรพสามิต เบียร์ สุรา ยาสูบ ซึ่งเป็นภาษีบาป เพื่อนำมาใช้ในเรื่องดูแลรักษาสุขภาพอนามัยประชาชน รวมทั้งทีวีไทยพีบีเอส ที่นำมาใช้ในการทำหน้าที่สื่อที่เป็นกลางอย่างแท้จริง เสนอข่าวรอบด้าน ไม่เลือกปฏิบัติ

ไทยพีบีเอส นั้น ได้รับเงินภาษีจำนวน 1.5% จนกว่าจะถึงเพดานสูงสุด 2,000 ล้านบาท และด้วยเหตุที่ไม่ต้องคืนคลัง ทำให้มีเงินเก็บ ณ ปัจจุบันประมาณ 517 ล้านบาท และเกิดปัญหานำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นกู้เอกชนกว่า 500 ล้านบาท อันเป็นการดำเนินการที่ผิดวัตถุประสงค์ขององค์กร

สสส. นั้น ได้รับเงินภาษีจำนวน 2% และไม่มีเพดานกำหนด จึงเป็นว่ายิ่งกรมสรรพสามิตเก็บภาษีจากเบียร์สุรายาสูบได้มากเท่าไร สสส.ก็จะได้เงินมากขึ้นเท่านั้น จากที่เริ่มต้นในปีงบประมาณ 2544 แค่ 2,000 กว่าล้านบาท ในปี 2562 เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 4,700 ล้านบาท

สปสช.นั้นไม่ได้เงินจากภาษีบาป แต่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลปีละประมาณ 200,000 ล้านบาทในปีปัจจุบัน และด้วยเหตุที่ไม่ต้องส่งเงินคืนคลังจึงนำเงินที่เหลือมาจัดสรรเป็นสิทธิประโยชน์ให้พนักงาน สปสช.ได้ ซึ่งในบางปีก็ให้โบนัสพนักงาน 1-2 เดือน ในขณะที่หน่วยบริการที่เป็นโรงพยาบาลรัฐต้องใช้เงินบำรุงที่เป็นเงินนอกงบประมาณที่ควรเก็บไว้เพื่อใช้จ่ายยามจำเป็นมาใช้ จนเกิดสภาวะขาดทุนกันถ้วนหน้า

จากตัวเลขสถิติของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ตั้งแต่ปี 2541 ถึงปี 2562 (ประมาณการ) จะพบว่าภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากเบียร์สุรายาสูบได้เพิ่มขึ้นทุกปีจากประมาณ 70,000 ล้านบาทในปี 2541 มาเป็นกว่า 200,000 ล้านบาทในปัจจุบัน

จึงไม่น่าแปลกใจที่องค์กรเช่นไทยพีบีเอส สสส. รวยขึ้นทุกปีจนชนเพดาน เป็นการบ่งบอกถึงการใช้เงิน หรือ การใช้งบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพหรือไม่

การเก็บเงินไว้กับองค์กรของไทย พีบีเอส ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติที่มีปัญหาการขาดดุลงบประมาณทุกปี การใช้จ่ายของ สสส.ในการจ้างทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ส่งเสริมสุขภาพ เป็นการใช้จ่ายที่ไม่มีรายงานว่าได้ประเมินผลของโครงการ ที่เป็นเบี้ยหัวแตกนับพันๆ โครงการ และการใช้เงินของ สปสช. แบบถ้วนหน้า เป็นการเอาเงินที่ควรให้ผู้ยากไร้มีความจำเป็นไปจ่ายให้ผู้ที่ไม่ยากไร้จำนวนมหาศาลในแต่ละปี

มันอะไรกันนี่.....

องค์กรที่ใช้เงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพ แทนที่รัฐบาลจะเข้าไปดูแล เอาเงินคืนคลัง กลับปล่อยให้เกิดการถือเงินอย่างไม่เกิดประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลจะต้องตอบคำถามนี้ อย่าปล่อยให้องค์กรเหล่านี้เอาเงินภาษีที่ควรใช้เพื่อประโยชน์ประเทศชาติไปเป็นเงินส่วนตัวขององค์กร ซึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์กรอย่างแท้จริง

ดูบทความทั้งหมดของ ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร

แชร์ข่าว :
Tags: