ชลเดช เขมะรัตนา

ดูบทความทั้งหมด

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟินเทค (ประเทศไทย) จำกัด

31 ธันวาคม 2562
477

เริ่มนับถอยหลังสู่วันที่ Grab ได้เป็นธนาคาร

Grab ขยายขอบเขตของบริการอย่างต่อเนื่องครอบคลุม 8 ประเทศใน

ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ วงการ Fintech ได้สั่นสะเทือนอีกครั้ง จากการประกาศอย่างหนักแน่นของ Grab ในการเดินหน้าขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารแบบ Digital Banking จาก Monetary Authority of Singapore (MAS) หลังจากที่ในช่วงกลางปีได้เริ่มมีการคาดการณ์ว่า Grab น่าจะเป็นหนึ่งในผู้ยื่นขอใบอนุญาตดังกล่าว ในรอบแรกนี้ MAS จะให้ใบอนุญาตทั้งหมดจำนวน 5 ใบ โดยแบ่งออกเป็น Digital Full Bank (DFB) จำนวน 2 ใบ ซึ่งสามารถให้บริการลูกค้าได้ทุกประเภท รวมถึงบุคคลธรรมดารายย่อยทั่วไป และ Digital Wholesale Bank (DWB) จำนวน 3 ใบ ซึ่งให้บริการได้เฉพาะบริษัท SME และลูกค้าสถาบันเท่านั้น โดยบริษัทที่ต้องการขอใบอนุญาต DFB หรือ DWB ต้องยื่นใบสมัครกับ MAS ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2019 จากนั้น MAS จะใช้เวลาพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครแต่ละราย และประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับใบอนุญาตในช่วงกลางปี 2020 หาก Grab ได้รับใบอนุญาตแบบ DFB บริษัทจะมีเวลาประมาณ 1 ปี ในการเตรียมระบบงานเพื่อให้พร้อมบริการแก่บุคคลทั่วไปในช่วงกลางปี 2021

Grab ก่อตั้งเมื่อปี 2012 ในประเทศมาเลเซีย โดย Antony Tan ซึ่งจบการศึกษาจาก Havard University (Grab เป็นโครงการที่ Antony คิดค้นขึ้นมาตั้งแต่สมัยเรียน และส่งเข้าประกวดจนได้รับรางวัลอันดับที่สองในเวที Business Plan Contest ของ Havard Business School) หลังจากนั้นได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ในปี 2014 จากจุดเริ่มต้นของบริการเรียกรถเพื่อการโดยสาร Grab ได้ขยายขอบเขตของบริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสั่งอาหาร สั่งซื้อของชำ ส่งของ จองโรงแรม และบริการด้านการเงิน ครอบคลุม 8 ประเทศใน ASEAN ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดเนเชีย เวียดนาม ไทย พม่า และกัมพูชา โดยที่ก้าวสำคัญทางกลยุทธ์ธุรกิจของ Grab คือการควบรวมกิจการกับ Uber Southeast Asia เมื่อปี 2018 ทำให้ Uber เป็นผู้ถือหุ้นของ Grab และ Uber CEO มานั่งอยู่ในคณะกรรมการบริษัทของ Grab ถือเป็นการเปลี่ยนศัตรูคู่แข่งทางธุรกิจ ให้มาเป็นญาติสนิทมิตรสหาย แบ่งพื้นที่กันดูแล ช่วยกันเติบโต ไม่ต้องมาแย่งขนมชิ้นเดียวกัน

ถามว่าทำไมผมถึงจับตามอง Grab เป็นพิเศษ ในการขอใบอนุญาตเป็น Digital Bank คำตอบคือ Grab มีระบบนิเวศน์ที่ใหญ่ ครอบคลุมบริการที่หลากหลายทั่ว ASEAN ส่งผลให้ Grab มี Big Data ของผู้บริโภค คนขับรถ ร้านอาหาร โรงแรม ฯลฯ ดังนั้น ถ้า Grab สามารถให้บริการรับฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน ปล่อยกู้ ลงทุน ได้เหมือนกับธนาคารในปัจจุบัน Grab จะสามารถเข้าถึงประชากร ASEAN ประมาณ 600 ล้านคนได้อย่างง่ายดาย โดยผู้เขียนคาดว่า Grab น่าจะสามารถออกแบบบริการด้านการเงินให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ เช่น บริการสินเชื่อส่วนบุคคลให้กับคนขับรถหรือสินเชื่อเพื่อซื้อรถ ซึ่งอาจจะผูกกับบัญชีเงินฝากที่ใช้รับค่าโดยสาร และหักค่าโดยสารส่วนหนึ่งออกเพื่อทยอยคืนเงินกู้ Debit Account + Debit Card ที่รองรับการใช้จ่ายได้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ASEAN โดยได้รับส่วนลดพิเศษหากใช้บริการจากเครือ Grab หรือพันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมโครงการ เป็นต้น

หาก Grab ได้รับใบอนุญาต Digital Full Bank ตามที่คาด ลูกค้าน่าจะได้รับประโยชน์จากความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการเงิน และความหลากหลายของบริการ ซึ่งน่าจะแตกต่างจากบริการของธนาคารที่มีอยู่ในปัจจุบันอยู่พอสมควร ถือเป็นการเปิดเวทีการแข่งขันที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างมุมน้ำเงินคือธนาคารที่อยู่มานาน และมุมแดงคือ Fintech Start-up ที่ชื่อว่า Grab ส่วนในประเทศไทยเราจะเป็นอย่างไรนั้น เอาไว้มาติดตามกันต่อไปครับ

ดูบทความทั้งหมดของ ชลเดช เขมะรัตนา

แชร์ข่าว :